ฮีโร่ผ้าขาวม้า'เศรษฐา ทวีสิน' ผู้ที่จะหยุดการ'เคลม'ของกัมพูชา
มีคนสงสัยกันเยอะเหลือเกินว่า อะไรดลใจให้ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีถึงได้เอาผ้าข้าวม้าไปคล้องคอได้ทุกวันระหว่างเดินทางเยือนประเทศต่างๆ
เห็นตั้งแต่ตอนไปร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-ออสเตรเลีย ที่เมืองเมลเบิร์น จากนั้นบินข้ามโลกไปร่วมงาน ITB Berlin 2024 ที่เยอรมนีก็ยังมีผ้าข้าวม้าพันอยู่ที่คอ จนล่าสุดไปฝรั่งก็ยังคล้องผ้าข้าวม้าทุกวัน ไม่เว้นแม้แต่วันที่ไปพบกับผู้นำฝรั่งเศส
คุณเศรษฐาอธิบายชัดว่าทำไมถึงมาหลงใหลอะไรกับผ้าข้าวมาเอาตอนนี้ เหตุผลก็คือ ต้องการโปรโมทผลิตภัณฑ์ของคนไทยนั่นเอง
นายกฯ บอกไว้ตอนที่ไปพบกับเจ้าของกลุ่ม LVMH ว่า "คิดไว้ตั้งแต่ตอนลงพื้นที่ไปภาคอีสาน และภาคใต้ ว่าอยากเอาผ้าไทยและวัตถุดิบอื่น ๆ ของไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่าง ผ้าครามสกล ผ้าขาวม้า อัญมณีไทย เครื่องจักรสาน และเครื่องหอมไทย มานำเสนอเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าของแบรนด์ดัง ผมจึงตั้งใจใส่ผ้าขาวม้า จ.นครพนม เป็นผ้าพันคอ มาพบเพื่อแลกเปลี่ยนพูดคุยถึงเทรนด์ดีไซน์ระดับโลกกับเอกชนรายใหญ่ของอุตสาหกรรมแฟชั่นฝรั่งเศสครับ"
กลุ่ม LVMH เป็นเจ้าของแบรนด์เนมดังๆ ของโลกถึง 75 แบรนด์ จึงเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่แท้จริงของโลกแฟชั่น และนายกฯ เศรษฐาก็มีโอกาสได้พบกับเจ้าของเครือนี้โดยตรง คือ แบร์นาร์ด อักโนลด์ (Bernard Arnault) รวมถึงลูกชายคือ เฟรเดริก อักโนลด์ (Frédéric Arnault) ที่มีข่าวว่ากำลังคบหากับ ‘ลิซ่า BLACKPINK’
อยากรู้ว่ากลุ่มนี้ยิ่งใหญ่แค่ไหน โปรดติดตามได้ในรายงานเจาะลึก"ชายหนุ่มคนนั้นของ'ลิซ่า' จับตา Frédéric Arnault และอนาคตอาณาจักรแบรนด์เนม LVMH"
ถ้าผ้าข้าวม้าและวัตถุดิบแฟชั่นอื่นๆ ของไทยอยู่ในความสนใจของวงการแฟชั่นโลก ก็มีโอกาสที่พี่น้องคนไทยก็จะได้มีกินมีใช้ ได้ภาคภูมิใจกับผลงานตัวเอง
แต่เรื่องเงินก็เรื่องหนึ่ง เรื่องที่สำคัญมากอีกเรื่องคือการทำให้ "ของๆ ไทย" ได้รับการยอมรับจากชาวโลก ในฐานะ "ซอฟต์เพาเวอร์"
เพราะถ้ามันเป็นซอฟต์เพาเวอร์แล้ว คนไทยจะหากินกับมันได้นานๆ ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกใครช่วงชิงไปได้
เรื่องนี้สำคัญกว่าเงิน เพราะถ้าหากผ้าขาวม้าของไทยและหัตถกรรมของไทยถูกเข้าใจผิดว่าไม่ใช่ของไทย ต่อให้นายกฯ ไทยใส่ผ้าข้าวม้าทั้งตัวเพื่ออวดชาวโลก มันก็เปล่าประโยชน์
ถามว่าทำไมต้องกังวลขนาดนั้น? ตอบว่าไม่ให้กังวลได้ยังไง ก็พื่อนบ้านที่น่ารักของไทยกำลังจะอ้างความเป็นเจ้าของผ้าขาวม้าอยู่น่ะสิ
เพื่อนบ้านนั้นก็คือกัมพูชา ซึ่งตอนนี้ถูกคนไทยแซวกันว่าเป็น "เคลมโบเดีย" เพราะคนบ้านเมืองนี้มักจะอ้างความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ (เคลม) ในทุกสิ่งที่ไทยเป็นเจ้าของ ตั้งแต่นาฏศิลป์ไทย, มวยไทย, อาหารไทย, ชุดไทย และอีก ฯลฯ ทั้งหมดนี้ ล้วนถูกคนเขมรอ้างว่าพวกเขาเป็นเจ้าของตัวจริง ส่วนไทยนั้น "ก๊อปปี้" ไปจากพวกเขา
ไทยจะก็อปปี้ได้อย่างไร ในเมื่อกัมพูชาเคยเป็นประเทศราชชองไทยมาก่อน กษัตริย์กัมพูชาก็ได้รับการแต่งตั้งมาจาก "สมเด็จพระจักรพรรดิราช" ที่กรุงเทพฯ คือตั้งแต่สมัยในหลวงรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 4 ส่วนศิลปวัฒนธรรมต่างๆ ก็ถ่ายทอดไปจากกรุงเทพฯ
นี่จึงเป็นเรื่องตลกร้ายที่สุด ที่อยู่ๆ ผู้รับวัฒนธรรมกลายเป็นคนบอกเจ้าของวัฒนธรรมว่า "ข้านี่แหละเจ้าของตัวจริง"
การเคลมมันเลวร้ายถึงขนาดที่ว่า กัมพูชายื่นเรื่องต่อยูเนสโกให้ขึ้นทะเบียนการละเล่นบางอย่างของพวกเขาให้เป็นมรดกโลก ทั้งๆ ที่ศิลปะเหล่านั้นได้รับการถ่ายทอดจากคนไทย
เมื่อปีที่แล้วนี่เอง รัฐบาลกัมพูชาเตรียมที่จะยื่นต่อยูเนสโกเพื่อให้รับรองว่า "ผ้าขาวม้า" ของพวกเขาเป็นมรดกโลก
ผ้าขาวม้าในภาษากัมพูชาเรียกว่า"กรอมา" เขียนว่า"กรมา" (ក្រមា) ฟังแล้วคล้ายภาษาไทยที่นอกจากจะเรียกว่า "ผ้าขาวม้า" แล้วยังเรียกว่า "ผ้าขะม้า" ด้วย แถมรูปร่างหน้าตาก็คล้ายกันอีก
ถามว่าไทยหรือเขมรเป็นต้นแบบ? เรื่องนี้ต้องไปดูที่มาของคำ
ในภาษาไทยคำว่าขาวม้าหรือขะม้า (ว่ากันว่า) มาจากภาษาเปอร์เซียนว่า "คะมาร์ บันด์" (Kamarband/کمربند) คะมาร์ (کَمَر) แปลว่าเอว บันด์ (بند) แปลว่า พันหรือพันธะคือผูก รวมแล้วแปลว่า ผ้าผูกเอวหรือเคียนเอว
ปัจจุบันคำนี้ในภาษาเปอร์เซียหรือภาษาของคนอิหร่าน ใช้ในความหมายว่าเข็มขัด (เพราะเอาไว้เคียนเอว) แต่คำๆ นี้ยังถูกยืมไปใช้ในประเทศอื่นโดยมีความหมายแบบเดิมคือผ้าพันเอว เช่นคำว่าCummerbund ในภาษาอังกฤษ
โปรดทราบว่าไทยกับเปอร์เซียมีความใกล้ชิดกันในทางวัฒนธรรม ทั้งศิลปะ การแต่งกาย ไปจนถึงอาหารของไทยได้รับอิทธิพลจากเปอร์เซียมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เพราะสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงโปรดวัฒนธรรมเปอร์เซีย จะทรงเครื่องแบบแขกเปอร์เซียน และเสวยอาหารเปอร์เซียน
เรื่องนี้บันทึกไว้ในหนังสือ "สำเภากษัตริย์สุลัยมาน" (Safine-ye Solayman) ซึ่งเป็นบันทึกของทูตเปอร์เซียที่เดินทางมายังอยุธยาในสมัยนั้น
มาที่ภาษาเขมรคำว่า กรอมา หรือ กรมา เป็นคำที่ไม่มีความหมายในตัวมันเอง เพราะแยกคำออกมาแล้ว ทั้ง กรอ และ มา ไม่เกิดความหมายที่สะท้อนถึงผ้านุ่งหรือผ้าเคียนเอวได้เลย
ดังนั้น น่าจะชัดแล้วว่า "กรมา" มาจากคำว่า "ขะม้า" ซึ่งไทยรับมาจากคำว่า "คะมาร์" ของเปอร์เซีย ส่วนคำว่า "ขาวม้า" น่าจะเพี้ยนมาจาก "ขะม้า" นั่นเอง เพราะไม่มีความหมายชัดเจน ส่วนขะม้านั้นชัดเจนว่ามาจากคำว่าคะมาร์
ถามว่าเขมรรับจากเปอร์เซียนได้ไหม? ขอตอบในฐานะนักค้นคว้าทางประวัติว่า ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะเขมรกับแขกเปอร์เซียไม่เคยพบกัน และเขมรยุคอยุธยานั้นเป็น "ยุคมืด" เพราะรบกันเองบ้าง เป็นเมืองขึ้นอยุธยา หรือเวียดนามบ้าง เรียกว่าเขมรเวลานั้นไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้
คงจะชัดแล้วว่าผ้าขาวม้าเป็นของไทย แต่ไทยไม่เคยหวงใคร แบ่งปันให้ชาติอื่นได้ใช้และเรียกแบบไทยเพราะความใจกว้าง
อันที่จริงแล้วไทย ลาว พม่า มอญ และเวียดนามมีผ้าที่คล้ายกันแบบนี้หมด เพียงแต่เรียกต่างกันไป แต่ละชาติต่างคนต่างใช้ ไม่เห็นมีใครพยายามจะฉกมาเป็นเจ้าของคนเดียว
ปกติแล้วอะไรที่มันเป็นของพื้นๆ บ้านๆ ที่ประชาชนหลายประเทศมีใช้ร่วมกันแบบนี้เขาจะไม่เอาไปจดทะเบียนแสดงความเป็นเจ้าของกับยูเนสโก เพราะมันเรื่อง "ใจแคบ" และเอาแต่ได้ แต่เพื่อนบ้านเราเป็นแบบนั้นจริงๆ
ดังนั้น เพื่อปกป้อง"ความเป็นไทย" จากการถูกอ้างกรรมสิทธิ์แบบมั่วๆ ของเพ่อนบ้าน ไทยจึงเสนอให้จดทะเบียนสิ่งสำคัญของไทยหลายอย่างแล้ว เพื่อกันไม่ให้เพื่อนบ้านช่างลอกเอาไปโพนทะนากับคนอื่นว่า "ของๆ เราต่างหาก"
ดังนั้น การที่นายกฯ เศรษฐาใส่ผ้าขะม้าทุกวันให้ชาวโลกได้เห็นจึงเป็นเรื่องน่าชื่นชม แม้ว่าท่านนายกฯ จะคิดไม่เหมือนผม แต่ผมคิดว่ามันมีผลพลอยได้ในเรื่องช่วยปกป้องของๆ ไทยไมได้ถูกข้างบ้านเคลม
ใครที่บอกว่าผ้าขาวม้า "เป็นวัฒนธรรมร่วม" แล้วให้แบ่งๆ กันใช้ไป โปรดอย่าไปเชื่อ เพราะถึงในโลกวิชาการมันจะเป็นของร่วมกัน แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงที่ผู้คนต้องกินต้องใช้ มันไม่มีอะไรร่วมกันหรอกครับ
ยิ่งยุคนี้ เพื่อนบ้านทำตัวไม่น่ารัก คิดเอาแต่ได้อย่างเดียว เรามัวแต่คิดหล่อๆ ว่าวัฒนธรรมร่วม เกรงว่าในอนาคตวัฒนธรรมไทย (และซอฟต์เพาเวอร์ไทย) จะไม่เหลือกิน เพราะถูกเคลมเอาไปหมด
ถ้าวันหนึ่งกัมพูชาป่าวประกาศต่อชาวโลกว่า"ผ้าขาวม้าเป็นของเรา ไทยขโมยไป" วันนั้นคำว่า "วัฒนธรรมร่วม" มันจะมีประโยชน์อยู่หรือ? ถึงวันนั้นคนไทยจะหากินกับผ้าขาวม้าลำบาก ลูกหลานของเราอาจถึงขั้นสับสนว่า"นี่เรากำลังใส่ผ้าเขมรหรือเปล่าหนอ?"
ผมคิดว่ารัฐบาลไทยทำถูกแล้วที่รีบทำให้ชาวโลกเห็นว่าอะไรเป็นของไทย แล้วยังผลักดันให้มันถูกใช้จริงๆ โดยแบรนด์แฟชั่นดังๆ การทำแบบนั้นทำให้ชาวโลกจะซึมซาบอย่างเป็นธรรมชาติว่า "อ้อ นี่ของไทยนี่นา"
ผมไม่ได้เชียร์นายกฯ แต่การที่คุณเศรษฐาอยู่กับผ้าขาวม้าบ่อยๆ ทันทำให้เกิดภาพจำที่ดี แม้บางคนจะว่าท่านใส่แล้วดูเคอะเขิน ไม่ค่อยจะเท่ แต่ผมว่า เอาความเท่ไว้ทีหลังเถิดครับ เอาให้ชาวโลกรู้จักของเราไว้ก่อน
Brand awareness แบบนี้ มันมีพลังมากมายมหาศาลยิ่งนัก
เหมือนครั้งหนึ่ง รายการทีวีในสหรัฐฯ เชิญร้านอาหารเขมรไปอวดฝีมือ ปรากฏว่าร้านนั้นทำอาหารไทยเข้าไปด้วยเนียนๆ พอพิธีกรชาวอเมริกันเห็นก็ทักว่า "มันอาหารไทยนี่นา"
เล่นเอาพ่อครัวเขมรไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการ และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พบปะกับ นิโกลา อูซ (Nicolas Houze) General Director ของห้างสรรพสินค้า Galeries Lafayette ในกรุงปารีส โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าการพบปะกันครั้งนี้ได้ "หาโอกาสส่งเสริมนักออกแบบรุ่นใหม่ของไทยให้ได้แสดงศักยภาพโดยการนำเอาสินค้ามาแสดงที่ห้างนี้ ซึ่งจะเป็นการช่วยโฆษณาสินค้าไทย ศิลปวัฒนธรรมไทยผ่านผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ด้วย ทางผู้บริหารให้ความมั่นใจกับผมว่าจะดำเนินการในการพิจารณาเรื่องนี้ให้อย่างเร่งด่วนเลยครับ" (ภาพจาก เศรษฐา ทวีสิน - Srettha Thavisin/Facebook)