แวมไพร์พี่เลี้ยงเด็ก (มี E-book)
ข้อมูลเบื้องต้น
แวมไพร์พี่เลี้ยงเด็ก
ผู้เขียน : นามปากกา บ.บี
ภาพปก : AhriMu
E-book คลิ้กที่นี่
แนะนำตัวละคร
ฉู่หลิง : แวมไพร์สาวที่ย้อนมาในยุคโบราณแคว้นต้าหยวน แต่นางถูกยังยั้งพลังและความสามารถ ต้องกลายเป็นมนุษย์ธรรมดาเป็นเวลา 3 ปี เข้ามาอาศัยกับกลุ่มเด็กกำพร้าที่อาศัยอยู่ในหอนางโลมร้างหงไถ
โจวเฉิง : ผู้นำหน่วยตรวจการพิเศษแห้งแคว้น ไร้ตำแหน่งที่ชัดเจนในแวดวงขุนนาง แต่ได้รับความไว้วางใจจากฮ่องเต้แคว้นต้าเหยียนในระดับสูงสุด สัญลักษณ์บนชุดขุนนางของเขาถึงกับเป็นกิเลนสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของแผ่นดิน บุคลิกน่าเกรงขามแต่กลับอ่อนน้อมถ่อมตน
มู่เจียเหยียน : มือปราบหนุ่มขุนนางขั้น 6 ที่คอยช่วยเหลือฉู่หลิงอยู่ห่างๆ
เรื่องย่อ
ฉู่หลิงแวมไพร์สาวแห่งโลกอนาคตถูกจับกุมตัวได้โดยกลุ่มผู้พิทักษ์มนุษย์ในโลกยุคใหม่ และถูกฉีดสารบางอย่างเข้าสู่ร่างกายเพื่อทดสอบยาในการทำให้แวมไพร์กลับมาเป็นมนุษย์ปกติ
พวกเขาจัดการส่งเธอเข้าไปในนอนในโลงศพเหมือนกับแวมไพร์คนอื่นที่ถูกจับมาด้วยกันอีกหลายคน แต่อุบัติเหตุเล็กๆ ภายในโลงศพโบราณในสถาบันวิจัย เป็นต้นเหตุให้เธอถูกส่งตัวกลับมายังยุคโบราณ กลายเป็นแวมไพร์หนึ่งเดียวบนแผ่นดินต้าหยวน!!
จากแวมไพร์ยุคอนาคตที่ขาดอาหารเพราะการโต้กลับของมนุษย์ นางก้าวออกจากโลงศพอีกครั้งในยุคโบราณก็ได้มาพบกับเด็กมนุษย์ฝูงใหญ่!!
ก้อนเลือดสีแดงสดหลายก้อน วิ่งผ่านหน้าแวมไพร์สาวทุกวัน แต่ฉู่หลิงไม่อาจแตะต้อง!!! นั่นเป็นเพราะยาที่ถูกฉีดเข้าไปในร่างกายได้ยับยั้งความกระหายเลือดและพลังทั้งหมดของนาง
แวมไพร์สาวต้องอดทนรอเป็นเวลา 3 ปี ให้พลังและเขี้ยวของตนงอกกลับคืนมา ขณะเดียวกันก็เริ่มวางแผนการครอบครองโลกโบราณในฐานะแวมไพร์ที่แข็งแกร่งที่สุดเพียงหนึ่งเดียว โดยจะใช้เด็กๆ ที่นางพบเจอมาเป็นลูกสมุนอันดับต้นๆ
ไม่ต้องห่วงเด็กๆ ของเราเลยจ้าาา เป็นห่วงแวมไพร์สาวผู้ไร้พลังของเรากันก่อนเถอะ!!
การเป็นมนุษย์ธรรมดาไม่ใช่เรื่องง่ายๆ และนางยังต้องเลี้ยงดูเด็กๆ ให้เติบโตจนกว่าพลังจะกลับคืนมา การดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดก็ยังมีอุปสรรคภายนอกเข้ามาขัดขวางไม่หยุดหย่อน ให้ตายเถอะแวมไพร์อย่างฉู่หลิงต้องมาขายซาลาเปา!!
เมื่อเด็กในหอหงไถที่นางเลี้ยงดูอยู่ถูกคุกคาม และนางจำเป็นต้องปกป้องแหล่งอาหารกลุ่มแรกที่เตรีียมไว้ฟื้นฟูร่างกายเมื่อครบกำหนด 3 ปี เหตุการณ์ไม่คาดฝันจึงเริ่มต้นขึ้นจากจุดนี้
โจวเฉิงกลายมาเป็นผู้ปกครองหอหงไถ และรับเอาคนในหอหงไถทั้งหมดมาอยู่ในความดูแลของเขา แต่ตัวตนที่พิเศษและน่าสงสัยของโจวเฉิงก็ยังสร้างปัญหาค้างคาใจให้กับฉู่หลิงเป็นอย่างมาก
สุดท้ายแล้ว เด็กๆ จะถูกแวมไพร์จับดูดเลือดหรือไม่? นางจะได้รับพลังอำนาจกลับคืนมาแล้วสร้างอาณาจักรแวมไพร์ที่ยิ่งใหญ่บนแผ่นดินต้าหยวนสำเร็จหรือเปล่า มาร่วมลุ้นกันค่ะ
รายชื่อและอายุของตัวละครเด็กในช่วงต้นของนิยาย (มีหลายคนจนต้องเอามาแปะไว้ให้กลัวสับสนค่ะ)
เด็กหญิง
1.เจียวจู 12 ปี 2.ตงเหม่ย 11 ปี
3.เสี่ยวผิง 10 ปี 4.เฉาหวา 9 ปี
5.หลิ่วจี 8 ปี 6.ไป๋ซุ่น7 ปี
7.เจินถง 7 ปี
เด็กชาย
1.เจียวจ้าน 10 ปี 2.ฝานเจิ้ง 9 ปี
3.อู๋ซิน 9 ปี 4.อู๋ฉี 9 ปี
5.ลี่ถัง 8 ปี 6.ตงหยาง 8 ปี
7.ห่าวซวน 8 ปี 8.อี้เฉิน 7 ปี
9.อี้ฝาน 7 ปี 10.อี้เทียน 7 ปี
11.หลินอี 7 ปี 12. เว่ยหลง 6 ปี
ออกมาจากโลง
ถ้ำลึกลับภายในป่านอกเมืองสือเจีย
ร่างงามในโลงศพสลักลวดลายวิจิตรบรรจงเก่าแก่ค่อยๆ แง้มฝาโลงออกมาช้าๆ ก่อนจะชะโงกศีรษะออกมามองดูบรรยากาศรอบกายที่ผิดแผก ความมืดทำให้หญิงสาวต้องปรับสายตาพยายามเพ่งมองสิ่งรอบกายโดยอาศัยแสงสว่างที่มีเพียงน้อยนิด
“อะไรกันเนี่ย!!” แวมไพร์สาวนามฉู่หลิงในชุดผู้ป่วยสีขาวตัวยาวหลวมโพรก ก้าวออกจากโลงศพออกมา สิ่งแรกที่นางรู้สึกแตกตื่นที่สุดย่อมเป็นสถานที่มืดอับชื้น แตกต่างจากห้องทดลองภายในสถาบันวิจัย ที่ตนได้เห็นก่อนเข้าไปนอนในโลงชั่วเวลาไม่กี่นาทีก่อนหน้าลิบลับ
ฉู่หลิงเอื้อมมือคลำผนังหินข้างตัวพร้อมกับก้าวเท้าออกไปสำรวจพื้นที่ช้าๆ นางมองเห็นลำแสงสายหนึ่งเล็ดลอดมาจากซอกหินเป็นแนวยาว และเป็นแสงสว่างเดียวที่ทำให้ตนยังพอมองเห็นภาพภายในถ้ำมืดทึบแห่งนี้ได้
นางรีบพาตัวเองเข้าไปหาลำแสงสายนั้นแล้วออกแรงผลักแผ่นหินขนาดใหญ่ด้วยหวังจะให้มีแสงสว่างเพิ่มขึ้นมาสักเล็กน้อย
“ครืด..ดดด”
หญิงสาวเข้าใจได้ในทันทีว่าแท้จริงแล้ว แผ่นหินที่ควรจะมีน้ำหนักมากแผ่นนี้มีกลไกซึ่งออกแบบให้เป็นประตูมันจึงถูกเปิดออกได้อย่างง่ายดาย และเมื่อนางก้าวออกมาแผ่นหินก็เคลื่อนตัวกลับไปยังตำแหน่งเดิม หากมองดูจากภายนอกก็ไม่มีผู้ใดคาดเดาได้ว่ามันคือประตูเข้าออกถ้ำลึกลับแห่งหนึ่ง
ภายนอกถ้ำที่ฉู่หลิงเพิ่งจะก้าวออกมาก็ยังคงเป็นเส้นทางอุโมงค์กว้างขวางที่มีความยาวไม่มากนัก ปากอุโมงค์นางมองเห็นแสงสว่างจ้ามีต้นไม้และเถาวัลย์ที่ปิดปากอุโมงค์ไว้อีกชั้น ภายในอุโมงค์มีร่องรอยของกองไฟและหญ้าแห้งคล้ายว่าอุโมงค์แห่งนี้เคยมีคนมาพักผ่อนชั่วคราวเพื่อหลบฝนหรืออะไรสักอย่าง แต่ดูจากเถาวัลย์ที่รกเรื้อหนาตาก็คงไม่มีผู้ใดเข้ามาในอุโมงค์นี้นานแล้วเช่นกัน
ด้วยความสับสนจากสถานที่แปลกประหลาด แวมไพร์สาวรีบมุ่งตรงไปยังแสงสว่างนอกอุโมงค์เบื้องหน้า นางใช้มือแหวกเถาวัลย์ที่เกี่ยวพันกับกิ่งไม้จนแน่นออกมาจากปากอุโมงค์ได้อย่างยากลำบากไม่น้อย ก้าวเท้าออกมาได้สองก้าวเสียงแหบแห้งของมนุษย์ก็ดังขึ้นมาจากทางด้านข้าง
“โอ..สวรรค์!! เจ้าป่าเจ้าเขาให้พรพวกเราหรือไรนี่!! หญิงงามร่างกายเปลือยเปล่าราวกับเทพธิดาเช่นนี้มาปรากฏตัวที่นี่ได้อย่างไรกัน!”
ฉู่หลิงเบ้ปากไปคราวหนึ่ง มารดาเจ้าเถิด! เปลือยเปล่าตรงไหน? ข้าก็สวมใส่เสื้อผ้าอยู่ชิ้นหนึ่งชัดๆ แม้จะไม่มีชุดชั้นในก็ตาม!! ส่วนเรื่องความงามแน่ล่ะ นางเป็นแวมไพร์สาวนะยะ ย่อมมีใบหน้าและรูปร่างงดงามเย้ายวนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
นางเห็นบุรุษร่างผอมโซสองคนยืนฉีกยิ้มจนเห็นฟันสีเหลืองเป็นคราบจนเกือบจะเป็นสีน้ำตาล แถมยังแต่ละคนยังมีความผิดปกติบนร่างกาย คนหนึ่งเดินขาเป๋อีกคนก็มีแขนเดียว ทั้งสองรีบพาใบหน้าหื่นกระหายสกปรกของพวกเขาเข้ามาหานางอย่างเร่งรีบ
“น้องสาวผู้นี้ มายืนอยู่กลางป่าเขาเพียงลำพังเจ้าไม่กลัวสัตว์ร้ายหรืออย่างไรกัน เจ้าคงหลงทางและได้รับความลำบากมาไม่น้อยสินะ ไปพักที่กระท่อมของเราสองคนสักคืนเป็นไร”
บุรุษแขนเดียวเอ่ยปากถามอย่างย่ามใจ หญิงชาวบ้านปกติแล้วถ้าพบเห็นพวกตนสองคน หากไม่แสดงท่าทางรังเกียจแล้วรีบเดินหนี ก็จะด่าทอขว้างปาสิ่งของขับไล่ตนทั้งสองให้ออกห่าง แต่แม่นางคนงามผู้นี้กลับมองสำรวจตนสองคนไปมาจนพวกเขาขนลุกไปทั่วร่าง ไม่แน่ว่านางอาจชมชอบของแปลก!!
ฉู่หลิงไม่ได้เห็นมนุษย์มานาน นางถึงกับแลบลิ้นเลียริมฝีปากแดงด้วยความรู้สึกตื่นเต้น ตัดสินใจยืนนิ่งรอให้เหยื่อมาติดกับ แต่ว่า..มนุษย์สองคนนี้ทำไมถึงพูดจาแปลกๆ แล้วยังสกปรกโสโครกจนเกินเบอร์ พวกเขาย่อมไม่ใช่คนในเขตปลอดแวมไพร์ และไม่น่าจะเป็นพวกผู้พิทักษ์ หรือเขาเป็นกลุ่มมนุษย์ที่หลงเหลืออยู่ภายนอกเขตปลอดแวมไพร์? แวมไพร์สาวใคร่ครวญเงียบๆ อยู่ในใจ
“โอ..โอ..ไม่คิดไม่ฝันเลยจริงๆ ฮี่ๆๆๆๆ” สองสหายใช้มือจับไปที่ข้อมือของคนงาม เห็นนางไม่หลบหลีกก็แทบไม่อยากเชื่อว่าพวกตนจะมีโอกาสได้สัมผัสผิวเนื้อนวลเนียนของหญิงงามเช่นนี้
ฉู่หลิงหน้ามุ่ยไปเล็กน้อยรู้สึกสะอิดสะเอียนกับกลิ่นเหม็นบนร่างกายของบุรุษทั้งสอง แต่นางก็ยังทำเฉย ก่อนที่จะถูกผู้พิทักษ์จับตัวมานางเคยได้ดื่มเพียงเลือดสัตว์อย่างหนู นกและแม้กระทั่งเลือดสุนัข คราวนี้จะได้ดูดเลือดมนุษย์ที่หลงออกมาจากเขตปลอดแวมไพร์เป็นครั้งแรกทั้งที นางยอมทุกอย่าง!!
จังหวะที่ชายแขนเดียวเอียงคอสูดดมกลิ่นกายหอมกรุ่นจากร่างงาม ฉู่หลิงก็ฉวยโอกาสใช้มือข้างหนึ่งล็อกศีรษะบุรุษตัวเหม็นผู้นั้นไว้มั่น อีกมือก็กดไปที่ช่วงบ่าผ่ายผอมของเขา ริมฝีปากอ้าจนกว้างงับเข้าไปที่ลำคอของบุรุษแขนเดียว!
“อูย..นังหนู ไม่คิดว่าเจ้าจะร้อนแรงเช่นนี้ มามะ! พวกเราสองคนจะสนองคืนให้สาสมใจเจ้าเลยทีเดียว” ชายแขนเดียวสัมผัสได้กับความชื้นแฉะจากริมฝีปากบางที่สัมผัสอยู่บนลำคอของตน เขาถึงกับขนลุกชันขึ้นมาทั้งตัว
แวมไพร์สาวพยายามจะฝังเขี้ยวลงบนลำคอของอีกฝ่าย แต่ฟันที่เรียบเป็นเส้นตรงของนางไม่อาจทำเช่นนั้นได้ ความรู้สึกสะอิดสะเอียนกลับเข้ามาแทนที่
ฉู่หลิงรีบถุยน้ำลายลงพื้น ความรู้สึกขมคอคลื่นเหียนจนอ้วกแทบพุ่งพลันบังเกิดกับนางพร้อมกับสติก็กลับคืนมาโดยพลัน
“ชิบแล้ว!! ข้าลืมไปได้อย่างไรว่าข้าถูกกดพลังเอาไว้ เขี้ยวเล็บก็ไม่มี!"
แวมไพร์สาวรู้ตัวเวลานี้ก็สายไปเสียแล้ว บุรุษสองคนช่วยกันดึงร่างของนางล้มลงกับพื้น คนหนึ่งยึดสองมือนางเอาไว้มั่น อีกคนก็ขึ้นคร่อมบนตัวดึงชุดคลุมตัวยาวถึงข้อเท้านางสูงขึ้นจนเลยเข่าขึ้นมาแล้ว นางไม่ได้ใส่ชุดชั้นในนะ!!
“ช่วยด้วย!! เจ้าหน้าที่ คุณหมอ ช่วยข้าด้วย พวกเขากำลังจะข่มเหงตัวทดลองของพวกคุณอยู่นะ” ฉู่หลิงพยายามดิ้นรนขัดขืนอย่างหนัก เรี่ยวแรงอันน้อยนิดที่ไม่สามารถมัดไก่ได้ด้วยซ้ำของนาง มีหรือจะทัดทานบุรุษกักขฬะสองคนเอาไว้ได้
อีกด้านหนึ่งภายในป่าไม่ไกลจากบริเวณปากอุโมงค์เท่าใดนัก
“เจียวจ้าน เจ้าได้ยินเสียงคนร้องให้ช่วยหรือไม่?” เจียวจูเด็กหญิงวัย 12 ปีเงยหน้าขึ้นจากการขุดเอาผักป่ามาทำเป็นอาหาร
“ข้าได้ยิน พี่สาวเสียงมาจากทางนั้นไม่ไกลเท่าไร พวกเราไปดูกันหน่อยเถิด” เจียวจ้านเด็กชายวัย 10 ปีหันมาโบกมือส่งสัญญาณให้กับพี่น้องอีก 8 คนด้านหลังให้วิ่งตามกันไป
ภาพการดิ้นรนของสตรีผู้หนึ่งกำลังนอนคว่ำหน้าล้มลุกคลุกคลานตะเกียกตะกายดึงต้นหญ้าบนพื้นดิน พยายามหลบหนีจากการดึงรั้งของบุรุษอีกสองคนปรากฏต่อหน้าเด็กชายหญิงทั้งสิบ
หากเป็นผู้อื่นเด็กกลุ่มนี้อาจจะไม่ยอมเอาตัวไปเสี่ยงเรื่องของชาวบ้าน แต่ไอ้คนตัวเหม็นสองคนนี้เป็นคนต่างถิ่นที่อยู่ดีๆ ก็เข้ามาแย่งหาอาหารในป่าจากพวกเขาไปเมื่อสองวันก่อน ซ้ำยังข่มขู่จะทำร้ายหากพบเจอพวกตน วันนี้เจียวจูจึงพาพี่น้องมาหาผักป่าด้วยกันนับสิบคนเพื่อป้องกันตัว
“คนเลว ปล่อยพี่สาวผู้นั้นเดี๋ยวนี้เลยนะ!” เจียวจูส่งเสียงดังมาแต่ไกล
สองสหายเงยหน้าขึ้นมามองตามเสียง เห็นกลุ่มเด็กหลายคนวิ่งกรูมาทางพวกตนครู่เดียวก็เกือบจะถึงตัวอยู่แล้ว สองสามคนในนั้นพวกตนเคยพบเห็นว่ามาหาของป่าอยู่เมื่อสองวันก่อน
“ไอ้เด็กเหลือขอ เราสองคนบอกแล้วอย่างไรถ้าพวกเจ้าเข้ามาเก็บของในป่านี้ไปกินอีก เราจะตีให้ตาย!” บุรุษแขนเดียวผละออกจากร่างฉู่หลิงปล่อยให้สหายขาพิการที่ยังมีสองแขนสมบูรณ์จับข้อมือหญิงสาวเอาไว้แน่น
“มาสิ พวกเราเป็นเด็กที่อาศัยอยู่ในหอหงไถ หากเจ้าจะตีก็ต้องตีพวกเราให้ตายทุกคน ขอเพียงเราคนใดคนหนึ่งหลุดรอดไปได้ เราจะไปแจ้งกับเจ้าหน้าที่ทางการให้มาจับตัวพวกเจ้าสองคนไปตัดหัว!” เจียวจู กระแทกกิ่งไม้ในมือลงบนพื้นดินแรงๆ คราวหนึ่งเป็นการข่มขู่
“พวกเจ้าเป็นเด็กจากหอหงไถเช่นนั้นหรือ?”
ฉู่หลิงไม่รู้ว่ามนุษย์กลุ่มนี้พูดคุยอะไรกันอยู่ นางรู้สึกว่าภาษาพูดของพวกเขาฟังทะแม่งๆ ชอบกล และนางไม่รู้จักหอหงไถอะไรนั่นสักหน่อย แต่ดูเหมือนว่าคนชั่วสองคนนี้จะเกรงกลัวชื่อนี้อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว เวลานี้คนที่จับมือสองข้างของนางเอาไว้ถึงกลับเผลอปล่อยนางให้เป็นอิสระ
ฉู่หลิงรีบวิ่งมาทางกลุ่มเด็กมนุษย์ทันทีที่ลุกขึ้นยืนได้มั่นคง สนใจในคำพูดของเด็กหญิงเมื่อครู่
“มีหอสังเกตการณ์อยู่แถวๆ นี้หรือ” แวมไพร์สาวรีบถามออกมาเป็นคำแรก ไม่สนใจมนุษย์ชั่วสองคนนั้นแล้ว
เป็นไปได้ว่าหอหงไถที่มนุษย์เหล่านี้กำลังพูดถึงกันอยู่ก็คือหอสังเกตการณ์ตรวจจับแวมไพร์อย่างนาง อีกไม่นานพวกเขาคงจะมาจับตัวนางกลับลงโลงไปอีกครั้งแน่นอน
แต่ขอโทษ! ไม่ต้องมาจับนางก็พร้อมจะลงโลงไปด้วยความเต็มใจอยู่แล้ว ยามที่ไร้พลังและเขี้ยวเล็บเช่นนี้การนอนอยู่ในโลงศพย่อมปลอดภัยกว่าอยู่ข้างนอกเยอะ!
เจียวจ้านถึงกับยกมือขึ้นมาเกาหัวตัวเองยิกๆ ไม่เข้าใจว่าหอสังเกตการณ์ที่พี่สาวคนงามว่านั้นคือที่ใด ส่วนเด็กชายหญิงตัวเล็กๆ ที่เหลือต่างก็รีบดึงมือฉู่หลิงให้มารวมกลุ่มกับพวกตนโดยใช้ร่างเล็กๆ ของพวกเขาบดบังครึ่งท่อนล่างของนางที่ชายผ้าขาดวิ่นจนเห็นช่วงขาขาวนวลราวกับหิมะ
อยากลงโลง
อีกด้านสองสหายต้นเรื่องก็ร้อนใจอยู่ไม่น้อย ชายขาเป๋ลุกขึ้นมายืนเคียงข้างกับสหายแขนเดียวของตน พลางส่งสายตามองกันไปมาคล้ายว่ากำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง
“เอาล่ะ ครั้งนี้ถือว่าเป็นคราวซวยของพวกเราสองคนก็แล้วกัน เนื้อจะเข้าปากเสืออยู่แล้วเชียว!! พวกเจ้ารีบไสหัวไปให้พ้นหน้าพวกเราเดี๋ยวนี้เลย” ชายแขนเดียวมองไปยังร่างงามด้วยความเสียดาย แต่ดูจากจำนวนคนแล้ว ให้ต่อสู้กันจริงๆ พวกเขาสองคนอาจจะสู้ไม่ไหว และหากเรื่องไปถึงเจ้าหน้าที่ทางการเมื่อใดพวกตนจะเดือดร้อนกว่าเก่า เขาย่อมไม่กล้าเสี่ยง
“ปากเสือ เหอะ!! ปากหมาสิไม่ว่า ดูตัวเองด้วยจ้า สภาพ!!” ฉู่หลิงสวนกลับอย่างอดไม่ได้ นางเคยแต่ข่มขู่ดูแคลนผู้อื่น ถูกเอาเปรียบอย่างไร้ทางสู้เช่นนี้รู้สึกอับอายจนอยากกลับโลงศพจะแย่แล้ว
หลิ่วจีเด็กหญิงวัย 8 ขวบถึงกับต้องกระตุกข้อมือพี่สาวแปลกหน้าเอาไว้เป็นการห้ามปราม อีกฝ่ายเป็นผู้ใหญ่สองคนเชียวนะ แล้วเจ้าหน้าที่ทางการน่ะ จะมาช่วยพวกเราจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้
“ใครกันแน่ที่ต้องไปให้พ้น เจ้าสองคนจะลองดูไหมเล่าว่าพวกเราจะหาคนมาขับไล่พวกเจ้าออกจากป่านี้ไปได้หรือไม่” เจียวจูไม่ยอมแพ้ หากสองคนนี้ยังอยู่ต่อไปพวกนางคงจะมาหาเก็บของป่าไปกินได้ลำบากเป็นแน่
สองสหายผงะถอยหลังเสียอาการไปเล็กน้อย เมื่อเห็นท่าทางไม่กลัวเกรงของเด็กหญิงตัวจ้อย และเริ่มรู้สึกว่านางคงจะมั่นใจไม่น้อยว่าจะจัดการกับพวกตนเองได้
“ฝากไว้ก่อนเถอะ!” พวกเขามองไปยังฉู่หลิงอีกครั้งด้วยความเสียดาย สะบัดใบหน้าโสมมเดินหลบเลี่ยงกลุ่มเด็กๆ ไปอีกทาง ตั้งใจว่าจะออกจากป่าแห่งนี้ไปให้เร็วที่สุดตนเป็นเพียงคนร่อนเร่ มีหรือจะกล้ายุ่งวุ่นวายกับเด็กจากหอหงไถที่มีเบื้องหลังเป็นเจ้าหน้าที่ทางการ
“ถุย!! ฝากแล้วมาเอาคืนด้วยเล่า!” ฉู่หลิงพ่นน้ำลายตามหลังคนโฉดชั่วทั้งสอง
“พี่สาว” หลิ่วจีกระตุกแขนรั้งตัวนางเอาไว้อีกครั้ง น้ำตาที่คลอเต็มสองเบ้าตาใกล้จะหยดลงมารอมร่อ
เสียงร้องขอเบาหวิวราวกับลูกแมวหมดแรง ทำให้ฉู่หลิงเลิกใช้สายตาอาฆาตแค้นมองไปที่มนุษย์สองคนนั้นแล้วหันมามองเด็กๆ ที่ยืนอยู่รอบตัวแทน
“เจ้าใช้การได้เลยทีเดียว หากพบเจอกันเร็วกว่านี้ข้าจะให้เจ้าเป็นสมุนมือหนึ่งของข้า” หญิงสาวตบไหล่เจียวจูเบาๆ สองครั้ง เด็กมนุษย์ผู้นี้กล้าหาญ เสียดายเหลือเกินที่ตนกัดใครไม่ได้ในเวลานี้
“เอาล่ะ หากผู้พิทักษ์ตามมาก็บอกเขาได้เลยว่าข้าจะไปลงโลงแล้ว ถือว่าพวกเจ้ามีบุญคุณข้าจะเตือนสักหน่อย พวกเจ้ารีบกลับเข้าเขตไปเสียหากมีแวมไพร์ได้กลิ่นพวกเจ้าแล้วจะลำบาก”
หญิงสาวกล่าวจบก็เดินอาดๆ แหวกเถาวัลย์ปากอุโมงค์เตรียมจะกลับไปนอนในโลงตามเดิม
“เดี๋ยวนะ!! ข้าควรจะอยู่ในสถาบันวิจัยภายในเขตปลอดแวมไพร์ไม่ใช่หรือ แล้วที่นี่มันที่ไหนกัน"
หญิงสาวหันกลับมาหากลุ่มเด็กมอมแมมทั้งสิบคนอีกครั้ง เพิ่งจะสังเกตว่าเสื้อผ้าหน้าผม เครื่องแต่งกายของคนชั่วสองคนเมื่อครู่กับเด็กเหล่านี้ก็แปลกประหลาดเหมือนกัน สถานที่ที่นางยืนอยู่นี่ก็แปลก ตกลงเรื่องราวมันยังไงกันแน่
“ทางเข้าเขตอยู่ตรงไหน หรือหอสังเกตการณ์หงไถอยู่ตรงไหน ข้าออกมาอยู่ในป่านี้ได้อย่างไรกัน พวกเจ้ารีบพาข้ากลับไปที่หอหงไถก่อน ข้าถูกฉีดยาแล้วพวกเจ้าไม่ต้องกลัว” หญิงสาวเดินกลับมาถามเจียวจูเด็กหญิงที่ตัวสูงที่สุดในกลุ่มและดูเหมือนจะเป็นผู้นำของเด็กๆ เพิกเฉยกับเรื่องเสื้อผ้าและทรงผมแปลกๆ ของเด็กมนุษย์กลุ่มนี้ไปชั่วคราว
“เอ๋! ข้าเปิดฝาโลงออกมาเองไม่ใช่หรือ โลงก็อยู่ในห้องหินแห่งนั้น ช่วงเวลาไม่เกิน 5 นาทีเป็นไปไม่ได้ที่จะมีใครแบกโลงข้าออกมาไกลถึงนอกเขตนี่” นางมั่นใจว่าตนเองไม่ได้อยู่ภายในเขตปลอดแวมไพร์ที่ทันสมัยและสะอาดหมดจดอย่างแน่นอน
โลกภายนอกแม้จะเหลือเพียงตึกสูงระฟ้าที่ถูกทิ้งร้างตั้งตระหง่านอยู่ทั่วเมือง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีพื้นที่ป่าหรือสวนสาธารณะ ต่างกับภายในเขตปลอดแวมไพร์ที่ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งสังเคราะห์ทั้งหมด ดินที่เข้าปากนางไปขณะที่ดิ้นรนต่อสู้กับไอ้ตัวเหม็นสองคนนั้น บ่งบอกได้ชัดว่าเป็นดินจริงจากโลกภายนอก ไม่ใช่ดินสังเคราะห์ลอกเลียนแบบแต่อย่างใด
หญิงสาวชักเท้ากลับไปทางปากอุโมงค์อีกครั้ง เตรียมจะไปดูโลงศพของตนให้เห็นกับตา
“ที่แท้นางก็เป็นหญิงเสียสติ” เจียวจ้านทำสัญญาณให้สหายทุกคนล้อมวงเข้าหากัน กระซิบกระซาบกันเบาๆ
“ข้าคิดว่านางเป็นคนหลงทางมาเสียอีก จะได้ชวนนางไปอยู่กับพวกเรา เสียดายจัง” หลิ่วจีเงยหน้าขึ้นมองพี่สาวคนงามแล้วส่งเสียงแมวป่วยออกมาอีกครั้งด้วยความอาลัย นางปรารถนาให้มีสตรีสักคนเข้ามาอยู่ในหอหงไถ จะได้มาช่วยดูแลพวกตนเหมือนกลุ่มพี่สาวที่เคยอยู่ที่นั่น
“นี่!! ข้าได้ยินที่พวกเจ้าคุยกันนะ ข้าไม่ได้บ้า” ฉู่หลิงหันมาตวาดลั่น
กลุ่มเด็กสิบคนรีบกลับมายืนตรงด้วยท่าทางปกติ พยักหน้าหงึกหงักโดยพร้อมเพรียงกัน คนเขาบอกว่าตัวเองไม่บ้านั่นล่ะคือบ้า!!
“ตกลงหอสังเกตการณ์หงไถที่พวกเจ้าอยู่นั่นอยู่ที่ไหนกัน พาข้าไปได้หรือไม่”
“ได้เจ้าค่ะ” หลิ่วจีรีบตอบกลับเปลี่ยนสีหน้าเป็นสดใสขึ้นทันใด
“รอข้าเดี๋ยว เดี๋ยวข้ากลับไปดูโลงข้าสักหน่อย” ฉู่หลิงขอตรวจสอบให้แน่ใจอีกครั้ง ว่านางได้ก้าวออกมาจากโลงศพของตนเองจริงหรือไม่
“พี่สาวช้าก่อน ข้างในนั้นมันมืด เดี๋ยวพวกเราจุดคบไฟให้ท่านถือติดมือไปด้วย” เจียวจ้านรีบตะโกนบอก ภายในใจก็เต้นกระหน่ำรุนแรง อย่าบอกนะว่าพี่สาวผู้นี้พักอาศัยอยู่ในโลงศพ!!
แวมไพร์สาวหยุดคิดชั่วครู่ก่อนจะตอบตกลง หากเป็นตอนที่ตนเองยังมีพลังอันแข็งแกร่งในฐานะแวมไพร์ นางสามารถมองเห็นทุกสิ่งอย่างในความมืดได้อย่างชัดเจน แต่เวลานี้ไม่ใช่แล้ว หากอยากจะตรวจสอบให้ละเอียดสักหน่อย มีไฟไปด้วยก็คงจะดีไม่น้อย
“ทำอะไรกันน่ะ ไม่มีใครพกไฟแช็กมาสักคนเลยหรือไง” หญิงสาวเริ่มหงุดหงิดเมื่อเห็นเด็กชายตัวผอมกร่อง ใช้หินสองก้อนตีกันอยู่หลายที แต่ก็ยังไม่สามารถจุดไฟลงบนหญ้าแห้งให้ลุกติดขึ้นมาได้
“นี่เรียกว่าหินเหล็กไฟ เอามันมากระทบกันก็จะเกิดประกายไฟ ท่านรออีกเดี๋ยวเดียวเท่านั้นขอรับ” เด็กชายอธิบายตอบกลับด้วยความสุภาพ
กว่าฉู่หลิงจะได้คบไฟที่เด็กๆ ฉีกชายเสื้อผ้าบนร่างกายมาพันเข้ากับปลายไม้แล้วจุดมันจากกองหญ้าแห้งที่เพิ่งก่อติด ก็กินเวลาไปอีกพักใหญ่ นางรับคบไฟแล้วกำชับให้เด็กๆ เข้าไปรอนางอยู่ที่ปากอุโมงค์
“พวกเจ้าเดินหลบเข้ามาซ่อนตัวด้านในก่อน ที่นี่ยังไม่ปลอดภัยเวลานี้ข้าเองก็ช่วยอะไรพวกเจ้าไม่ได้ด้วยนะ”
เด็กชายหญิงสิบคนซึ้งใจจนน้ำตาแทบจะร่วง นานแค่ไหนแล้วที่ไม่มีผู้ใดเคยคิดห่วงพวกเขาเช่นนี้ ทุกคนจึงเดิมตามฉู่หลิงไปอย่างว่าง่าย น่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก
หญิงสาวใช้มือผลักบานประตูหินทางเข้าถ้ำลับไปพร้อมกับคบไฟในมือ ทันทีที่นางเข้ามาประตูหินก็ปิดกลับไปดังเดิม
ฉู่หลิงเลื่อนคบไฟไปสำรวจที่ฝาโลงเป็นอันดับแรก นางนอนเหงาๆ อยู่ในโลงก็เลยใช้เล็บตะกายฝาโลงศพซึ่งทำจากไม้ ตั้งใจจะส่งเสียงกวนประสาทหมอและผู้ดูแลจากสถาบันวิจัยให้รำคาญเล่น แต่นางลืมไปว่าตนเองไม่ได้มีเล็บแหลมคมยาวเฟื้อยอีกต่อไป นิ้วมืออ่อนนุ่มของตนจึงถูกเสี้ยนไม้ฝาโลงแทงสวนเข้าไปจนเลือดไหล
“ใช่แล้ว ข้าก็อยู่ในโลงนี้มาตั้งแต่ต้น ยังมีรอยเลือดติดเศษไม้แตกที่ฝาโลงด้านในอยู่เลย” หญิงสาวรำพันออกมา ใช้นิ้วลูบคลำร่องรอยเลือดจางๆ ที่หลงเหลืออยู่
“เอ๋..” หญิงสาวสะดุดตาเข้ากับความเปลี่ยนแปลงบางอย่างบนฝาโลง ซึ่งก่อนหน้านี้นางนอนจ้องอยู่นานก็ไม่เห็น
รูปทรงอักขระเวทที่แวมไพร์ทุกคนสามารถอ่านได้ปรากฏขึ้นพร้อมกับข้อความชุดหนึ่งที่อ่านได้ใจความว่า โลงศพนี้เป็นโลงศพเก่าแก่ที่ตกทอดต่อกันมาจากแวมไพร์สายเลือดแท้เมื่อหลายร้อยปีก่อน
เจ้าของโลงศพรุ่นหลังในยุคก่อนที่มนุษย์จะสร้างเขตปลอดแวมไพร์ขึ้นมา ได้สร้างอักขระเวทไว้ที่ฝาโลงใบนี้เพื่อเตรียมการไว้ภายหน้า หากในอนาคตแวมไพร์ถูกกำจัดและจวนเจียนจะสูญพันธุ์ ก็ให้ใช้เลือดของแวมไพร์สาวพรหมจารีหยดลงที่ฝาโลง อักขระเวทจะส่งโลงพร้อมกับคนในโลงไปยังที่ใดที่หนึ่ง เพื่อก่อกำเนิดสายพันธุ์แวมไพร์สืบต่อไปไม่ให้สูญหายไปจากโลก
“อื้อฮือ ถึงกับสร้างโลงศพเทเลพอร์ต” ฉู่หลิงอึ้งงันตาค้างกับความสามารถอันล้ำลึกของแวมไพร์รุ่นพี่
ผู้ล่าเพียงหนึ่งเดียว
จากข้อความของเจ้าของโลงศพคนก่อนกล่าวไว้ เขาสร้างอักขระเคลื่อนย้ายเหล่านี้ไว้ที่ฝาโลงศพเก่าแก่ ในช่วงที่มนุษย์ใช้กระสุนเงินไล่ล่ากวาดล้างแวมไพร์และกำลังเริ่มโครงการสร้างเขตปลอดแวมไพร์ขึ้นมา
นางคาดว่ารุ่นพี่แวมไพร์ผู้นี้คงจะถูกมนุษย์กำจัดก่อนที่จะหาแวมไพร์สาวบริสุทธิ์มาทดลองใช้โลงศพเทเลพอร์ตนี้ จึงไม่เคยมีแวมไพร์คนไหนรับรู้ถึงช่องทางนำไปสู่แหล่งอาหารอันโอชะในสถานที่ใหม่ และหากเจ้าของโลงมีชีวิตอยู่เขาก็จะได้รู้ว่าการคาดเดาของเขานั้นกำลังจะเป็นจริงในรุ่นของนาง
มนุษย์สร้างอาณาเขตปลอดแวมไพร์ที่ปิดกั้นด้วยกระจกหนา มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันและยังสามารถคิดค้นการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ให้เติบโตได้ในระยะเวลาอันสั้น พวกเขามีอาหาร มีเทคโนโลยี ใช้ชีวิตตัดขาดจากแวมไพร์โดยสิ้นเชิงอยู่ในเรือนกระจกขนาดมหึมา ในขณะที่ส่งผู้พิทักษ์ออกมากวาดล้างแวมไพร์ไปพร้อมๆ กัน
แวมไพร์รุ่นก่อนหน้านางยังพอค้นหามนุษย์ที่หลงเหลืออยู่ในโลกภายนอกได้บ้าง อย่างเช่นตัวนางเองก็ถูกแวมไพร์กัดเมื่ออายุได้ 12 ปี เมื่อนางเติบโตขึ้นจำนวนมนุษย์ที่อยู่โลกภายนอกเขตก็ลดน้อยลงไปจนแทบไม่เหลือ มีเพียงสัตว์ที่ถูกแวมไพร์ปล่อยให้แพร่พันธุ์อยู่ภายนอกไว้ดื่มเลือดให้คลายความกระหายได้เท่านั้น
และในที่สุดก็มาถึงยุคที่มนุษย์คิดค้นวิธีการรักษาแวมไพร์ให้กลับเป็นคนปกติได้ขึ้นมาได้ และนางก็เป็นหนึ่งในแวมไพร์หลายร้อยคนที่ถูกนำตัวมาทดลองเป็นรุ่นแรก หากยารักษาประสบความสำเร็จ โลกมนุษย์ก็จะไม่เหลือแวมไพร์อีกเลยในไม่ช้า
“ฮ่าๆๆ เยี่ยมไปเลย ทีนี้ข้าก็จะเป็นแวมไพร์คนเดียวในสถานที่แห่งนี้ ข้าจะมีเลือดมนุษย์สดๆ ให้ดื่มกินทั้งวันทั้งคืนไม่หวาดไม่ไหว!” หญิงสาวแลบลิ้นเลียริมฝีปากอีกครั้ง แต่อันที่จริงนางก็ทำท่าไปอย่างนั้นล่ะ นางไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองจะมีความกระหายเลือดเลยสักนิด
“รออีกสามปี พอหมดฤทธิ์ยาข้าต้องรีบดื่มเลือดมนุษย์ก่อนจะครบกำหนด 6 เดือน ทีนี้ข้าก็จะกลับมามีพลังเหมือนเดิม!!"
ยาที่นางถูกฉีดเข้าไปในร่างกายยังยั้งความกระหายเลือด รวมทั้งระงับพลังทุกอย่างของแวมไพร์เอาไว้ได้เป็นเวลา 3 ปี และเมื่อครบกำหนด 3 ปี ภายใน 6 เดือนต่อจากนั้นหากแวมไพร์ไม่ได้ดื่มเลือดมนุษย์เลย ก็จะกลับกลายเป็นมนุษย์ได้โดยสมบูรณ์
ฉู่หลิงเพิ่งจะถูกฉีดยามาเมื่อเช้า แล้วก็ถูกจับใส่โลงจับยัดเข้าไปในห้องควบคุมพิเศษภายในสถาบันวิจัย ประตูห้องควบคุมจะถูกเปิดออกโดยตั้งเวลาเอาไว้ 3 ปี 6 เดือน เพื่อป้องกันไม่ให้แวมไพร์หาทางหนีออกมาดื่มเลือดได้
แต่เป็นเพราะความซุกซนของนางทำให้เสี้ยนตำมือ เลือดแวมไพร์สาวพรหมจรรย์เปิดการทำงานของอักขระบนฝาโลงแล้วก็ส่งนางมาที่นี่นั่นเอง หญิงสาวสรุปเรื่องราวได้อย่างรวดเร็ว
หญิงสาวผลักประตูห้องหินออกมาหากลุ่มเด็กชายหญิงตัวกระเปี๊ยกอีกครั้งด้วยท่าทางเบิกบานใจสุดฤทธิ์
“ข้ารู้แล้วล่ะว่าข้ามาจากไหน ว่าแต่ที่นี่คือที่ไหนหรือ”
“เราอยู่ในป่านอกเมืองสือเจีย เพียงแค่ข้ามลำธารไปไม่ไกลก็ถึงบ้านของพวกเราที่เรียกว่าหอหงไถ พี่สาวอยากไปกับพวกเราหรือไม่ แล้วที่นี่เป็นบ้านของท่านเช่นนั้นหรือเจ้าคะ" เจียวจูกล่าวพลางมองไปที่ประตูหิน
เจียวจ้านไม่ได้มีมารยาทเท่ากับพี่สาวของตน เขาวิ่งไปที่ประตูหินที่พี่สาวคนสวยเดินออกมาเมื่อครู่อย่างอยากรู้อยากเห็น
“เอ๋ ทำไมเปิดไม่ได้เล่า?” เด็กชายใช้ทั้งมือทั้งเท้า ทั้งแผ่นหลังพยายามดันประตูหินที่เมื่อครู่พี่สาวผลักออกมาได้อย่างง่ายดาย แต่เขาใช้แรงทั้งหมดที่มีแล้วก็ยังไม่สามารถทำให้ผนังหินอันแข็งแกร่งนี้ขยับเขยื้อนได้เลยแม้แต่น้อย
“พวกเจ้าลองไปช่วยเขาดูสิ” ฉู่หลิงก็ไม่เข้าใจเช่นกัน หากว่าตนยังมีพลังพิเศษของแวมไพร์อยู่ก็ไม่แปลก เพราะพละกำลังตนมีมากกว่ามนุษย์อยู่แล้ว แต่นางถูกระงับพลังด้วยฤทธิ์ยาอยู่เรี่ยวแรงก็เท่ากันกับมนุษย์ปกติ เหตุใดระหว่างนางกับเด็กชายจึงมีความสามารถในการเปิดประตูหินต่างกัน
เด็กชายในกลุ่มมีอยู่ 3 คน พวกเขามีอายุใกล้เคียงกับเจียวจ้าน อาสาไปช่วยสหายของตนทันที
“เปิดไม่ได้” เด็กชายสี่คนพยายามอยู่หลายครั้งจนใบหน้าแดงก่ำ ก็ยังเปิดไม่ได้
“ไม่ต้องลองแล้วล่ะ กลับมานี่เถิด” ฉู่หลิงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ นางเข้าใจว่าเรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับการปกป้องโลงศพโบราณโลงนั้น และน่ามีเพียงสายเลือดแวมไพร์ที่สามารถเข้าใกล้โลงศพได้นั่นเอง
“เล่าเรื่องเมืองสือเจียกับหอหงไถบ้านเจ้าให้ข้าฟังสักหน่อยสิ แล้วพวกเจ้าทั้งหมดนี่เป็นพี่น้องกันหรือไง พ่อแม่ก็ช่างขยันเหลือเกินเนาะ" หญิงสาวทิ้งตัวลงนั่งกับพื้น อย่างน้อยก็ควรจะรู้สถานการณ์ของสถานที่ที่นางจะกลายมาเป็นผู้ล่าอันดับหนึ่งในเวลาอีกไม่กี่ปี
“พวกเราไม่ได้เป็นพี่น้องกันทั้งหมด แต่ก็มีบางคนที่เป็นพี่น้องแท้ๆ กันอย่างข้าและน้องชายเจียวจ้าน” เจียวจูในฐานะพี่ใหญ่เริ่มอธิบายเรื่องราวในฝั่งของตนออกมาทีละน้อย
สถานที่แห่งนี้คือเมืองสือเจีย แคว้นต้าหยวน เป็นหนึ่งใน 17 แคว้นใหญ่บนแผ่นดิน ชายป่าแห่งนี้รวมทั้งหอหงไถอยู่นอกเขตกำแพงเมืองสือเจียบนอำเภอซิ่งอันซึ่งมีเขตแดนติดกับกำแพงเมืองจึงมีความเจริญพอสมควร
ที่แท้เด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กกำพร้าที่ถูกทอดทิ้งเอาไว้ลำพังในหอนางโลมหงไถ ตั้งแต่เมื่อสามปีก่อน
หอคณิกาหงไถถูกก่อตั้งจากการลงทุนร่วมกันของขุนนางหลายคน เมื่อสามปีก่อนขุนนางเหล่านั้นต่างก็ถูกจับกุมในคดียักยอกทรัพย์และคดีร้องเรียนอีกหลายคดีจนถูกยึดทรัพย์สินและถูกจองจำ หอหงไถซึ่งเป็นของส่วนรวมของขุนนางหลายคนจึงถูกยึดไปเป็นของทางการ
หอหงไถจำต้องปิดตัวลงไปเพราะทางการจะเลี้ยงดูหรือเปิดกิจการหาเงินเข้าหลวงก็ไม่เหมาะ แม่เล้าและนางโลมทุกคนได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ และเลือกทิ้งบุตรชายหญิงซึ่งไม่ได้ตั้งใจให้เกิดแต่ถูกเลี้ยงดูอยู่ในหอหงไถในฐานะแรงงานได้เปล่าเอาไว้ ด้วยหวังจะออกไปเริ่มต้นชีวิตใหม่หรือทำงานหาเงินโดยไม่มีภาระติดตัว
ฉู่หลิงนั่งฟังเจียวจูเล่าเหตุการณ์ไปพลางก็เพ้อฝันไปพลาง เด็กพวกนี้เป็นกำพร้า!! นั่นหมายความว่าอะไรเล่า!! หมายความว่าพวกเขาไม่มีผู้ปกครองมาคอยดูแลชีวิตและความปลอดภัย อีกไม่นานนางก็เลือกจับกินพวกเขาได้สบายๆ เลยใช่หรือไม่!!
“พี่สาวท่านน้ำลายไหลแล้วขอรับ” เด็กชายตัวผอมแห้งคนหนึ่งเดินเข้ามาเช็ดน้ำลายที่มุมปากให้พี่สาวคนงาม
“พี่สาวมาอยู่กับพวกเราเถิดเจ้าค่ะ ท่านก็ไม่มีครอบครัวเหมือนพวกเราใช่หรือไม่” หลิ่วจีเด็กหญิงตัวน้อยไม่เคยเห็นสตรีคนใดงดงามเท่าพี่สาวเสียสติตรงหน้านี้มาก่อนเลย ยิ่งมองนางก็ยิ่งอยากอยู่ใกล้พี่สาวคนงามผู้นี้
เจียวจ้านส่งสัญญาณเรียกให้พี่น้องมาสุมหัวรวมตัวกันอีกรอบภายนอกอุโมงค์
“พวกเรา ถึงพี่สาวจะสติไม่ค่อยดีแต่นางงามมากนะ ปล่อยนางไปก็อาจถูกคนชั่วร้ายข่มเหงรังแกเอาอีก พวกเราช่วยกันเลี้ยงนางไว้ก่อนเถิด” ร่างผ่ายผอมหลายร่างจูงมือกันไปแอบกระซิบกระซาบเบาๆ แต่เสียงของพวกเขาก็ยังดังพอให้อีกฝ่ายได้ยินชัดเจน
‘เด็กมนุษย์บ้า!! ข้าก็แค่ไม่ได้เห็นอาหารโอชะเช่นพวกเจ้ามานานก็เท่านั้นเองย่ะ!' ฉู่หลิงบ่นอุบอิบอยู่ในใจ รีบยกมือขึ้นเช็ดน้ำลายข้างมุมปาก
ก้อนเนื้อขาวๆ 10 ก้อนอยู่เบื้องหน้าแวมไพร์สาว แต่ตอนนี้เขี้ยวนางก็ไม่มี จะไปเจาะคอดูเลือดผู้ใดได้ คงต้องอดทนเลี้ยงดูเด็กมนุษย์ผอมแห้งพวกนี้ให้เติบโตอ้วนพีผลิตเลือดเนื้อเยอะไว้ให้นางดื่มกินในอนาคต ระหว่างรอให้ยาหมดฤทธิ์นางก็อาศัยอยู่ในหอหงไถร่วมกับเด็กๆ ไปก่อนก็แล้วกัน หญิงสาวคิดในใจ
ท่าทางล้วงมือคลำหาเขี้ยวในปากของฉู่หลิง รวมกับนางพยายามเช็ดน้ำลายข้างริมฝีปากแดงที่ไหลย้อยลงมาบนพื้น ครู่หนึ่งพี่สาวคนงามก็หัวเราะอย่างบ้าคลั่งพร้อมกับมองพวกตนด้วยสายตาพิลึกพิลั่น ทำให้เด็กๆ ยิ่งเวทนาสงสารฉู่หลิงยิ่งกว่าเดิม