โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ย้อนเวลากลับมาเป็นเด็ก

นิยาย Dek-D

อัพเดต 29 เม.ย. 2567 เวลา 17.00 น. • เผยแพร่ 29 เม.ย. 2567 เวลา 17.00 น. • มือติดกาว
ผมชื่อ

ข้อมูลเบื้องต้น

สมพงษ์ชายวัยกลางคน เขาใช้ชีวิตเสเพลมาตลอด ทั้งคบเพื่อนไม่ดี เสพยา เรื่องไม่ดีต่าง ๆ เขาแทบจะทำมาหมดแล้ว แต่วันหนึ่งเขาเสียชีวิตลงอย่างโดดเดี่ยว เนื่องจากเป็นมะเร็งปอด เขาสูบบุหรี่มาก มากจนเป็นโรคร้ายขึ้นมา คนรอบข้างก็ไม่มีเหลือ ไม่มีใครอยากคบเพราะนิสัยที่ไม่ดีของเขา เขาจึงต้องนอนป่วยตายอย่างโดดเดี่ยวในห้องเช่าของเขา แต่แล้วเหมือนพระเจ้าจะเห็นใจ ให้โอกาสแก่เขาในการย้อนเวลากลับมาเป็นเด็กอีกครั้ง ได้มีโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ เขาจึงคิดที่จะทำให้มันดีกว่าเดิม เขาจะทำได้ดีแค่ไหน หรือจะกลับไปเดินทางเดิมอีกครั้ง โปรดติดตาม…

อนุบาล

ผมอาศัยอยู่ในบ้านโทรมๆเพียงลำพัง กับมะเร็งปอดโรคร้ายที่กำลังจะกัดกินเวลาชีวิตของผม ถ้าถามว่าผมมีเมียมีลูกไหม ก็มี แต่ผมกับภรรยานั้นเลิกกันไปแล้ว ลูกเธอก็เอาไปเลี้ยงดูเอง

มันคงเป็นความผิดพลาด สมัยยังแข็งแรง ผมเคยทำเรื่องที่ไม่ดีเอาไว้กับพวกเขามากมาย ไม่แปลกที่พอป่วยหนักจะไม่มีใครมาเหลียวแล

"ถ้าย้อนเวลาได้ ก็คงจะดี" ผมรู้สึกอ่อนล้าเต็มทน ร่างกายแทบจะขยับไม่ได้ เริ่มรู้สึกชาไปทั้งตัว

ผมนอนอยู่บนเตียงเก่าๆ ผ้าปูที่นอนสกปรก ที่ไม่ได้ซักมานานแล้ว สภาพบ้าน ห้องนอนก็ไม่ได้ปัดกวาด หลังจากป่วยมานานก็ทำอะไรแทบไม่ไหว

ในที่สุดผมก็ตายจากโลกนี้ไป ผมรู้สึกว่าประสาทสัมผัสรับรู้ทั้งหมด ค่อยๆจางหายไป เริ่มไม่มีความรู้สึกที่ปลายเท้า ปลายมือ และไม่รู้สึกอะไรเลยในที่สุด

แต่ทันใดนั้นก็ปรากฏแสงสว่าง มันจ้ามาก ผมได้เห็นภาพความทรงจำในอดีตมากมายที่ไหลย้อนกลับมา จนมาถึงตอนเด็กที่ยังเรียนอนุบาล และจู่ๆผมก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคย คำพูดที่คุ้นหู ที่ไม่ได้ยินมานานมากแล้ว

"ตื่นได้แล้วลูก เดี๋ยวไปเรียนสาย" ผมค่อยๆลืมตาขึ้นมา ผมเห็นแม่ของผม เธอมักจะมาปลุกผมทุกเช้าก่อนไปโรงเรียน

แต่ผมตายไปแล้วนี่น่า ทำไมถึงลืมตาขึ้นมาเจอแม่ตัวเองได้ แถมเธอยังดูสาวอยู่เลย

"ครับ" ผมตอบรับแม่ของผม และลุกขึ้นนั่งบนที่นอนคิดทบทวนสิ่งต่างๆ ผมมองไปรอบห้อง มันคือห้องที่ผมเคยอยู่สมัยยังเด็กไม่ผิดแน่ ผมมองดูตัวเอง ก็เห็นว่ายังเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ มือ แขนขา ทุกส่วนต่างก็เล็ก นี่มันเกิดอะไรขึ้น…

หรือพระเจ้าจะตอบรับคำขอของผม ให้ผมได้ย้อยเวลากลับมาอีกครั้ง ไม่ว่านี่คือความฝันหรือความจริง ผมตั้งใจไว้ว่า จะทำทุกอย่างให้ดีกว่าเดิม

ผมออกมาจากห้องนอน เจอกับบ้านเดิมที่คุ้นเคย เป็นบ้านเล็ก ๆ ที่ผมอาศัยอยู่กับแม่ ส่วนพ่อของผมนั้นไปอยู่กับเมียน้อย เขาทิ้งพวกเราไปนานแล้ว เมื่อก่อนผมก็เคยโกรธพ่อ แต่ผมในตอนนี้เปลี่ยนไป ผมเข้าใจว่าทุกอย่างมันย่อมมีเหตุผล

"ไปอาบน้ำเลย แม่ต้มน้ำไว้ให้แล้ว" แม่ของผมมักจะต้มน้ำร้อนในหม้อ เทใส่กะละมังผสมกับน้ำเย็น เพื่อให้ผมได้อาบน้ำอุ่นเป็นประจำทุกเช้า เพราะที่บ้านไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น แม่ก็จะต้องใช้วิธีนี้ ไม่เช่นนั้นผมจะไม่ยอมอาบน้ำ เพราะมันเย็น

ผมเดินเข้าไปในห้องน้ำ ในห้องน้ำมีแท้งค์ใส่น้ำที่ก่อขึ้นมาด้วยอิฐและฉาบด้วยปูนให้เรียบแบบง่าย ๆ ไม่ได้ทาสีหรือปูกระเบื้อง และมีกะละมังน้ำอุ่นวางอยู่ที่พื้นพร้อมขันสำหรับตักน้ำ

ที่ผ่านมาผมไม่เคยรู้สึกซาบซึ้งเลยกับสิ่งที่แม่ผมทำให้ทุกวัน แต่วันนี้ผมกลับหลั่งน้ำตา เมื่อได้เห็นน้ำอุ่นที่แม่ได้เตรียมเอาไว้ให้

ผมอาบน้ำเสร็จก็มาทานอาหาร อาหารวันนี้ง่ายๆ มีแค่ไข่เจียวกับซอสพริก ผมนึกขึ้นได้ว่าช่วงนี้ คงเป็นช่วงที่แม่ตกงาน และกำลังหางานใหม่ เธอจึงต้องพยายามประหยัดค่าใช้จ่าย

ผมอยากจะถามแม่ว่า วันนี้วันที่เท่าไรแต่ก็ไม่อยากให้เธอสงสัย ผมจึงมองไปยังปฏิทิน เห็นเปิดหน้า เดือนกันยายน พ.ศ.2534

ถึงแม้จะไม่รู้ว่าวันที่เท่าไร แต่ก็รู้แล้วว่านี่คือปี 2534 เราคงย้อนเวลากลับมาจริงๆ ก็ดีสิ ผมจะแก้ไขทุกอย่าง ผมจะไม่เดินในเส้นทางเดิมอีกต่อไป ผมจะเป็นคนเปลี่ยนแปลงอนาคตให้ดีกว่าเดิม

เมื่อกินข้าวแต่งตัวเสร็จ แม่ก็ขี่จักรยานพาผมซ้อนท้ายมาส่งที่โรงเรียน ซึ่งเป็นโรงเรียนวัด

"ตั้งใจเรียนนะลูก"

"ครับ"

แม่ผมเฝ้ามองจนผมเดินเข้าประตูโรงเรียนไป เธอจึงกลับบ้าน มันเป็นแบบนี้ในทุกๆเช้าเท่าที่ผมจำได้

ผมเดินเข้าประตูโรงเรียนมา เห็นตึกที่คุ้นเคย อาจารย์หลายๆคนที่ผมจำหน้าไม่ได้แล้ว ผมได้กลับมาเจอพวกเขาอีกครั้ง เสียงเด็กเจี้ยวจ้าวในโรงเรียนมันเป็นเช่นนี้นี่เอง สมัยก่อนผมไม่เคยรู้เลย ว่ามันน่ารำคาญขนาดนี้

เด็กวิ่งเล่น จับกลุ่มคุยกัน บ้างก็กระโดดยาง เล่นไล่จับ เล่นหมากเก็บ หรือแม้แต่กำลังรีบทำการบ้านส่งครูในตอนเช้า

ผมยิ้มให้กับบรรยากาศในโรงเรียน ผมพยายามนึกว่าเมื่อก่อน หลังจากเข้าประตูโรงเรียนมาแล้วผมไปนั่งตรงไหน ทำอะไร ใครเป็นเพื่อนสนิท แต่ก็นึกไม่ออก เพราะมันนานมากแล้ว

ผมจึงเดินไปนั่งที่โต๊ะหินอ่อนที่ยังว่างอยู่ ผมนั่งมองบรรยากาศในโรงเรียนไปเรื่อยๆ จนมีเด็กกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาที่โต๊ะ

"เฮ้ยน้อง นี้โต๊ะประจำของพวกพี่นะ"

ผมหันไปมอง เป็นรุ่นพี่ชายสี่คน

"อ๋อ ครับๆ"

ผมก็ลุกขึ้น ยกโต๊ะนี้ให้พวกรุ่นพี่ไป

ผมพอจะเริ่มจำได้ว่า สมัยเรียนมันจะมีโต๊ะประจำ ที่แต่ละกลุ่มจับจองกันเอาไว้ พอคนอื่นไปนั่งก็จะโดนไล่ ผมจึงเดินไปนั่งใต้ต้นไม้ เอากระเป๋าสะพายวางลงแล้วนั่งพิงมัน

เวลาผ่านไปจนถึงเวลาเข้าแถว ผมจำไม่ได้ว่าตนเองอยู่ห้องไหน ผมนึกจนหัวแทบจะระเบิด สุดท้ายบังเอิญไปเห็นที่กระเป๋า มีเลขห้องเขียนเอาไว้ อนุบาล 3/5

"อนุบาลสามทับห้าหรอ" ผมอมยิ้มที่ได้เห็นว่าตัวเองเป็นเพียงแค่เด็กอนุบาล ผมเดินไปถามครูว่า อนุบาล 3/5 อยู่ตรงไหน ครูก็ชี้ให้ผมไปเข้าแถวตรงนั้น

พอผมได้เห็นเพื่อนในห้องบางคน ก็เริ่มรู้สึกคุ้นหน้าขึ้นมาบ้าง ผมก็ไปยืนข้างๆเพื่อนที่ผมจำได้

"เฮ้ย ที่มึงอยู่ตรงโน้น" จริงด้วย การเข้าแถวก็ต้องยืนประจำที่ของตนเอง ไม่ใช่ว่าจะยืนมั่วได้

ผมจึงเดินไปยืนในที่ประจำของตนเอง เคารพธงชาติ 8 โมง และฟังครูพูดหน้าเสาธง ภาพความทรงจำเริ่มย้อนกลับมา นี่สินะ วัยเรียนที่เราเคยผ่านมา แสงแดดร้อนๆที่ครูบอกว่าได้วิตามิน แต่ครูกลับไปยืนในที่ร่ม ไม่คิดมารับวิตามินกับพวกเราเลย

ประถมศึกษา

เมื่อครูพูดที่หน้าเสาธงจบ ก็ได้เวลาเข้าห้องเรียน ผมจำไม่ได้หรอกว่าเรียนอยู่ห้องไหน ผมก็อาศัยเดินตามเพื่อนๆไป เราเดินไปกันเป็นแถวเหมือนขบวนรถไฟจนไปถึงห้องเรียน ผมยืนงงอยู่นานว่า โต๊ะของผมมันอยู่ตรงไหนนะ ผมยืนอยู่อย่างนั้นจนเพื่อน ๆ เข้าไปนั่งที่กันหมด

"สมพงษ์ ทำไรหนะ ไม่มานั่งหรอ" มีเด็กหญิงคนหนึ่งถามผม ผมเห็นที่นั่งข้างเธอว่างอยู่พอดี หรือว่าผมจะนั่งตรงนี้ แต่เท่าที่จำได้ไม่เคยได้นั่งข้างเพื่อนผู้หญิงเลยนิน่า แต่ผมก็เดินไปหาเธอและนั่งข้าง ๆ

"อ้าว ทำไมมานั่งตรงนี้ล่ะ" เด็กหญิงคนนั้นถามผมอีกครั้ง อืมจริงอย่างที่คิด ปกติผมไม่ได้นั่งข้างเพื่อนหญิงแน่ ๆ ถ้าอย่างนั้นผมนั่งตรงไหนกันนะ

"พง ทำไมไปนั่งตรงนั้น" เสียงเพื่อนชายตะโกนเรียกผมจากอีกฝากของห้อง สงสัยปกติผมจะนั่งตรงนั้น โชคดีไปในที่สุดก็เจอที่นั่งตัวเองสักที ผมรีบลุกขึ้นและตรงไปนั่งข้างเพื่อนชายคนนั้น สิ่งแรกที่ผมทำคืออ่านชื่อของเขา

เด็กชาย เอกลักษณ์ อ๋อเด็กคนนี้คือเอกลักษณ์ จำได้แล้ว เพื่อนคนนี้เราเรียนด้วยกันจนถึง ป.6 พอ ม.1 ก็เรียนกันคนละที่ ถึงแม้ความทรงจำต่าง ๆ จะเลือนลาง แต่ก็ไม่ได้มีความกังวลอะไร อาจจะเพราะว่าจิตวิญญาณของผมนั่นเป็นผู้ใหญ่

ไม่นานนักครูประจำชั้นก็เดินเข้ามา ผมยังพอจำได้ว่าการเรียนเป็นแบบห้องประจำ นักเรียนนั่งอยู่ห้องเดิม ส่วนครูจะเป็นผู้เดินมาสอนเอง ไม่เหมือนตอนมัธยมที่นักเรียนจะต้องเดินเรียน ย้ายห้องไปหาครูผู้สอน

ครูคนนี้ผมยังพอจำหน้าได้ แต่จำไม่ได้แล้วว่าเธอชื่ออะไร พอครูเข้ามาสิ่งแรกที่เกิดขึ้นในห้องก็คือ หัวหน้าห้องจะลุกขึ้นแล้วพูดว่า

"นักเรียนทำความเคารพ" เสียงหัวหน้าห้องลุกขึ้นสั่งการ

"สวัสดีครับคุณครู" นักเรียนทุกคนลุกขึ้นพูดพร้อมกันประสานเสียง เสียงก็จะยาน ๆ หน่อย

ช่างเป็นเสียงที่ไม่ได้ยินมานานมากแล้ว ได้มาฟังอีกครั้งก็อดอมยิ้มไม่ได้จริง ๆ จากนั้นครูก็เริ่มสอน เธอบอกให้เปิดไปหน้าที่ 35 ต่อจากเมื่อวาน ผมหันไปมองเพื่อนข้าง ๆ เห็นเขาหยิบหนังสือคณิตศาสตร์ออกมาเปิดหน้าที่ 35 อ่อ วิชาคณิตศาสตร์นี่เอง ผมก็เลยหยิบหนังสือในกระเป๋าขึ้นมาเปิดด้วย

โอ้ ไม่มีอะไรมากเลย มันก็แค่คณิตศาสตร์พื้นฐานเท่านั้นเอง มีรูปประกอบด้วย มันง่ายซะยิ่งกว่าง่ายสำหรับคนอย่างผม ผมก็นั่งฟังครูสอนไปเรื่อย ๆ

การเรียนของผมราบรื่นมาก ไม่ว่าจะวิชาอะไรก็ง่ายดายไปหมด จนผ่านไปถึงวันสอบผมก็สอบได้คะแนนเกือบเต็ม ทั้งแม่และครูก็ต่างแปลกใจเป็นอย่างมาก ผมเริ่มปรับตัวให้เข้ากับวัยเด็กมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ค่อยสนุกกับการเล่นเหมือนที่เด็กคนอื่น ๆ เขาเล่นกัน

ผมขึ้น ป.1 ด้วยคะแนนที่เกือบเต็มทุกวิชา กลายเป็นเด็กเรียนดีในสายตาของครูบาอาจารย์ แตกต่างกับชีวิตที่แล้วที่ผมเคยผ่านมา ผมจำได้ว่าผมเรียนแค่อยู่ในระดับปานกลางถึงแย่มาโดยตลอด ไม่ได้โดดเด่นอะไรเลย

ณ ที่บ้านของผมกับแม่

"เก่งมากเลยลูก ลูกแม่เก่งที่สุด" คุณแม่เอ่ยชม ทั้งกอดและหอมผมจนนับไม่ถ้วน ดูเธอจะมีความสุขจริง ๆ ผมเองก็พลอยมีความสุขตามเธอไปด้วย ยังไงผมก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะทำทุกอย่างให้ดีขึ้น

จากนั้นผมก็ได้เรียนอยู่ห้อง ป.1/1 ห้องเด็กเรียนเก่ง ซึ่งไม่ใช่ห้องที่ผมเคยเรียนในชีวิตก่อน

เมื่อถึงวันเปิดเรียนวันแรกสำหรับเด็ก ป.1 อย่างผม แน่นอนว่าครูก็จะให้เราแนะนำตัวกันทีละคน

"อะนักเรียน วันนี้เป็นวันเปิดเรียนวันแรก ครูจะยังไม่สอนอะไรนะ เรามาแนะนำตัวกันก่อนดีกว่า เริ่มจากแถวทางขวาก่อนนะ" การแนะนำตัวทีละคนก็เริ่มขึ้น ซึ่งมันมักจะเป็นเรื่องตลกเสมอ เพราะจะมีบางคนตื่นเต้นจนพูดไม่ออก หรือมีบางคนที่ชื่อแปลก ๆ พอพูดออกมาเพื่อนก็จะหัวเราะ ถือว่าเป็นสีสันความบรรเทิงในวันเปิดเรียนวันแรก ชีวิตที่แล้วผมมักจะไม่มาโรงเรียนในวันแรก เพราะผมกังวลเวลาที่จะลุกขึ้นพูดแนะนำตัวเอง ผมรู้สึกประหม่า แต่กลับกันชีวิตที่ 2 นี้ ผมเลือกที่จะมาโรงเรียนในวันเปิดเทอมวันแรก เพราะผมคิดว่ามันสนุกดี

"สวัสดีครับ เด็กชายสมพงษ์ เรืองแสงครับ" เมื่อถึงคิวของผม ผมก็ลุกขึ้นพูดชื่อตนเองเสียงดังฟังชัด ไม่มีความประหม่าเหมือนในอดีตเจือปนอยู่เลย แน่นอนว่าเพื่อน ๆ ก็หัวเราะกันคิกคัก เมื่อได้ยินนามสกุลเรืองแสงของผม ถ้าเป็นชีวิตที่แล้วผมคงจะรู้สึกอาย แต่ ณ ตอนนี้ ผมไม่มีความรู้สึกนั้นอยู่เลย มันเหมือนผมแค่พูดตลกออกมาเพื่อให้เด็ก ๆ ได้มีความสุขกันก็เท่านั้น

และไม่ว่าครูคนไหนจะเข้ามา ต่างก็ให้เราแนะนำตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ได้มีการเรียนการสอนใด ๆ มีเพียงแค่การแนะนำตัว และพูดคุยทำความรู้จักกันของเด็กนักเรียนกับครูแต่ละคน จนถึงเวลาเลิกเรียนที่แม่จะมารับกลับบ้าน

ครูจะให้เราเข้าแถวและรอผู้ปกครองอยู่ในรั้วของโรงเรียน พอแม่มาถึงก็กวักมือเรียกผม ผมจึงเดินออกไปขึ้นรถจักรยานของแม่กลับบ้านตามปกติ

"เป็นไงบ้างลูกวันนี้"

"ดีครับ สนุกดี"

"พ่อรอลูกอยู่ที่บ้านนะ พ่อเขาอยากเจอ"

"พ่อหรอ" ผมแปลกใจมาก เพราะในความทรงจำของชีวิตก่อน พ่อไม่เคยมาหาผมเลย แล้วทำไมครั้งนี้พ่อถึงมาหาผม ผมได้เปลี่ยนแปลงอดีตของตนเองแล้วสินะ

พ่อ

เมื่อผมกลับไปถึงบ้านก็เจอพ่อ จะว่าไปก็นานแล้วที่ผมไม่ได้เจอ นี่คือพ่อในวัยหนุ่ม หน้าตาหล่อใช้ได้นะนี่ เมื่อพ่อเห็นผมเขาก็ส่งยิ้มมาและโบกมือเรียกผมให้เดินเข้าไปหา พ่อนั่งอยู่ที่ชุดโซฟาเก่า ๆ ที่หนังเริ่มขาดแตกลายหมดแล้ว

"เป็นไงบ้างลูก สบายดีไหม" พ่อเอ่ยถาม อืมก็แปลก ๆ นะ ชีวิตที่แล้วพ่อไม่ได้มาถามอะไรผมแบบนี้เลย ทำไมชีวิตที่สองนี้ พ่อถึงมาหาผม ช่างน่าแปลกใจ

"สบายดีครับ" ผมก็ตอบไปอย่างง่าย ๆ

"พ่อซื้อขนมมาฝาก" พ่อส่งขนมให้ผม ก็มีหลาย ๆ อย่างพวกขนมขบเคี้ยว ที่เด็ก ๆ ชอบกินกัน ขนมพวกนั้นจะมีแถมการ์ดของเล่นติดมาด้วย

"ครูโทรไปบอกพ่อ ว่าลูกเรียนเก่งมาก" พ่อพูดอย่างชื่นชม อ๋อ ที่แท้เพราะเรียนดี ครูเลยแจ้งไปยังผู้ปกครองสินะ ชีวิตที่แล้วการเรียนไม่โดดเด่น พ่อเลยไม่ได้มาหา

"ครับ" ผมก็ยังคงตอบไปสั้น ๆ ผมเห็นแม่เดินผ่านโซฟาที่พ่อนั่งอยู่เข้าไปในครัวแล้วก็ไม่กลับออกมา คงไม่อยากจะเจอหน้าพ่อสักเท่าไร ผมจำได้ว่าพ่อไปมีผู้หญิงคนใหม่ แล้วก็ทิ้งแม่กับผมไป

"พ่อไม่กลับมาอยู่ที่นี่แล้วหรอ" อาศัยความเป็นเด็ก ผมก็แกล้งถามไป เพราะตอนที่พ่อจากไปเขาก็ไม่เคยบอกผมว่าไปไหน ทำไมต้องไป

"พ่อต้องไปทำงาน ไว้นาน ๆ ทีพ่อจะมาหานะลูก" พ่อยังคงคิดว่าผมเป็นเด็กที่ไม่รู้เรื่อง จึงตอบแบบโกหกกลับมา อย่างว่านะ แค่เด็ก ป.1 ในสายตาของพ่อ มันจะไปรู้เรื่องอะไรได้

"ครับ" ผมก็ตอบรับไป ไม่อยากจะพูดอะไรมาก เพราะคงไม่มีประโยชน์

จากวันนั้นพ่อก็มักจะกลับมาเยี่ยมผมอยู่เรื่อย ๆ อย่างน้อยเดือนละครั้ง ไม่คิดเลยว่าแค่เรียนดี ก็ทำให้พ่อหันมาสนใจและกลับมาหากันได้ ต่างกับชีวิตที่แล้ว ที่พ่อจะมาแค่ตอนจำเป็นเท่านั้น

การใช้ชีวิตวัยเด็กในครั้งนี้ มันราบรื่นกว่าในชีวิตก่อนมาก อาจจะเพราะว่าได้อยู่ห้อง 1 เพื่อนนักเรียนก็นิสัยดีกว่าห้องท้าย ๆ ผมจำได้ว่าห้องท้าย ๆ จะมีการชกต่อย มีนักเลงที่รีดไถเงินเพื่อน มีการลักขโมยเกิดขึ้นด้วย ถึงแม้จะเป็นเด็กประถมก็ตาม

เวลาผ่านไปจนผมขึ้น ป.5 ผมก็ยังได้อยู่ห้อง 5/1 เพื่อนก็ยังเป็นกลุ่มเดิม การเรียนจะแตกต่างนิดหน่อยตรงที่ ป.5 จะต้องเริ่มเรียนภาษาอังกฤษแล้ว แต่ก็ไม่มีอะไรยาก เป็นแค่การเรียนรู้จดจำตัวอักษร และก็คำง่าย ๆ เท่านั้น

พอถึงชั่วโมงที่จะต้องเรียนภาษาอังกฤษ เด็ก ๆ ก็ดูจะตื่นเต้นกัน มีการคุยกันเสียงดัง บางคนก็โม้โอ้อวดว่าเรียนมาก่อนแล้ว ง่ายมาก ต่าง ๆ นา ๆ จนครูผู้สอนเดินมาถึงหน้าชั้นเรียน

"นักเรียนทำความเคารพ"

"สวัสดีครับคุณครู"

"รู้ใช่ไหม วันนี้เราจะเรียนภาษาอังกฤษกัน มีใครรู้จักบ้างยกมือขึ้น" ครูมาแบบร่าเริงสดใสเลย เด็ก ๆ ก็ยกมือกันใหญ่ อยากจะตอบคำถามซะเหลือเกิน ต่างกับห้องท้าย ๆ ที่ผมเคยอยู่ในชีวิตก่อน เวลาครูถามนะ แทบไม่มีใครอยากจะยกมือตอบด้วยซ้ำ ผมพึ่งเข้าใจว่าห้องคิงกับห้องบ๊วย มันต่างกันยังไง

การเรียนต่าง ๆ ผ่านไปอย่างสนุกสนาน อะไรก็ดูง่ายไปหมด เด็ก ๆ ในห้องก็เรียนรู้ได้ไว ส่วนมากจะเรียนมาก่อนแล้ว ส่วนผมเองก็ไม่มีปัญหา เพราะมันแค่ภาษาอังกฤษง่าย ๆ เท่านั้น

ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดีจนผมจบ ป.6 และจะสอบเข้าโรงเรียนมัธยม ชีวิตที่แล้วผมเลือกเข้าโรงเรียนมัธยมอันดับที่ 2 เพราะสามารถเข้าได้โดยไม่ต้องสอบ แต่ชีวิตนี้ผมเลือกที่จะสอบเข้าโรงเรียนอันดับ 1 ของจังหวัด

พ่อก็มาเยี่ยมตามปกติ ยิ่งพอรู้ว่าผมจะสอบเข้าโรงเรียนมัธยม พ่อก็พาผมกับแม่ไปกินเลี้ยงฉลองล่วงหน้า ดูเหมือนว่าเวลาหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับแม่ดีขึ้น สามารถไปไหนด้วยกันได้แล้ว

ณ ร้านไก่ทอดดัง

"เอาชุดไหนดีลูก" พ่อถามผม ให้ผมเลือกสั่งชุดไก่ทอด

"พ่อเลือกเลยครับ" ผมบอกให้พ่อเลือกเอง พ่อก็โอเค จากนั้นผมกับแม่ก็ไปหาโต๊ะนั่งรอ

ไม่นานนักพ่อก็เดินมาพร้อมกับอาหารที่สั่ง เราก็กินกันไปคุยกันไป พ่อกลายเป็นคนสองบ้าน ที่จะต้องไปมาหาสู่อยู่ตลอด แตกต่างกับชีวิตที่แล้วมาก ว่าไปผมเองก็ไม่รู้เลยว่า พ่อมีลูกกับเมียอีกคนรึป่าว เพราะชีวิตที่แล้วเราแทบจะไม่ได้ติดต่อกันเลย

"ไม่อิ่มสั่งเพิ่มได้นะลูก"

"อิ่มแล้วครับ"

"เธอล่ะ เอาอีกไหม"

"ไม่ล่ะ"

พ่อกับแม่เริ่มมีพัฒนาการ เริ่มจะพูดคุยกันบ้างถึงแม้จะไม่มากก็ตาม ยังดีที่แม่ไม่เคยด่าพ่อให้ผมฟังหรือสอนให้ผมเกลียดพ่อ แต่แม่เลือกที่จะไม่พูดถึงพ่อเลย ในชีวิตที่แล้วแม่ทำแบบนั้นมาตลอด ชีวิตนี้เองก็ยังทำแบบเดิม

"เล่นเครื่องเล่นไหมลูก" พ่อถามผมหลังจากที่เรากำลังเดินผ่านโซนเครื่องเล่นของเด็ก ทำให้ผมนึกย้อนไปชีวิตที่แล้ว ในตอนนั้นเวลาเดินผ่านโซนเครื่องเล่นทีไร ผมก็รู้สึกอยากเล่น มันน่าตื่นเต้น รู้สึกอิจฉาเด็กคนอื่น ๆ ที่กำลังเล่นอยู่ แต่แม่ไม่เคยให้ผมได้ไปเล่นตรงนั้นเลย

วันนี้พ่อถามว่าผมอยากเล่นไหม ผมกลับไม่มีอารมณ์อยากเล่นอีกแล้ว มันพ้นวัยเด็กไปแล้ว เรื่องนี้ทำให้ผมเข้าใจว่า คนเราก็ควรจะทำอะไรไปตามวัย เป็นเด็กก็ควรจะเล่น เพราะถ้าไม่เล่นพอเวลามันผ่านไป จะกลับมาเล่นอีกก็ทำไม่ได้แล้ว ผมคิดว่าชีวิตนี้ในอนาคตเมื่อผมมีลูก ผมจะให้เขาได้เล่น ได้มีพัฒนาการตามวัยที่เหมาะสม

"ไม่ครับ ไม่อยากเล่นเลย" ผมตอบพ่อไป พ่อก็ทำหน้าแปลกใจ

"หรอลูก สนุกนะ ดูเด็กคนอื่น ๆ สิ นั่นมีเครื่องเกมด้วย สมัยเด็กพ่อเคยเล่น" พ่อก็พยายามชักชวนให้ผมเล่น แต่ผมก็ยังไม่อยากเล่นอยู่ดี

"ลูกไม่อยากเล่นก็ปล่อยลูกไปสิ" แม่ผมพูดสวนขึ้นมา น้ำเสียงไม่ค่อยจะเป็นมิตรเท่าไร

"เธอรู้จักพาลูกมาเล่นบ้างสิ" พ่อผมก็สวนกลับไปน้ำเสียงเชิงตำหนิ

ขืนเป็นอย่างนี้มีหวังทะเลาะกันแน่ เพราะในใจลึก ๆ ก็เกลียดกันอยู่แล้ว

"พ่อ ผมอยากได้เครื่องเกมกลับไปเล่นที่บ้าน" ผมหาวิธีตัดบท โดยการเสนอซื้อเครื่องเกม

"ได้สิลูก" พ่อตกลงทันที และพาผมเดินไปเลือกซื้อเครื่องเกมตามต้องการ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...