โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

"คนซาอุฯ ก็รอวันนี้เหมือนกัน" คนไทยในเจดดาห์สะท้อน หลังสองชาติฟื้นสัมพันธ์ 30 ปี

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 11 ก.พ. 2565 เวลา 11.03 น. • เผยแพร่ 11 ก.พ. 2565 เวลา 11.03 น.

“นัจมะห์” ผู้อาศัยในซาอุดิอาระเบียนาน 9 ปี บอกเล่าประสบการณ์ตรงของคนไทยที่รอคอยรอวันฟื้นสัมพันธ์ 2 ประเทศ

ภาพการเดินทางเยือนซาอุดิอาระเบียของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 32 ปี ของนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำรัฐบาล หลังเกิดกรณีฉาว “เพชรซาอุ” เพื่อฟื้นสัมพันธ์ระหว่างสองชาติกลับมาเป็นระดับ “ปกติ” อีกครั้ง พร้อมกระชับความร่วมมือด้านการค้าและแรงงาน ทั้งได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากเจ้าชายโมฮัมหมัด บิน ซัลมาน มกุฏราชกุมาร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหม

ไม่เพียงแค่ได้รับความสนใจจากทั้งสื่อท้องถิ่นของซาอุดิอาระเบียรวมถึงสื่อต่างประเทศหลายสำนักเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพที่ “ขนิษฐา สุขเจริญ” หรือ “นัจมะห์” คนไทยวัย 32 ปี ที่พำนักอยู่ในเมืองเจดดาห์ ตื่นเต้นและเฝ้ารอการฟื้นสัมพันธ์ครั้งนี้เช่นกัน

“จริงๆ ได้ยินมาเรื่อยๆ ว่า ไทยจะเปิดแล้วนะ เราจะเชื่อมสัมพันธ์กัน (อีกครั้ง) แล้วนะ แต่พอถึงเวลาจริงๆ ก็ช็อกว่า เห้ย ! มันเกิดขึ้นจริง ๆ หรอ” นัจมะห์ สตรีไทยผู้ใช้ชีวิตในเมืองเจดดาห์ กล่าวด้วยน้ำเสียงอันตื่นเต้นระหว่างให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวประชาชาติธุรกิจ หลังเธอเห็นรายงานข่าวการฟื้นสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายอีกครั้ง แม้การสัมภาษณ์ผ่านวิดีโอคอล นัจมะห์จะสวมผ้าคลุมศีรษะมิดชิดตามธรรมเนียมศาสนาอิสลาม ทว่าสายตาและท่าทางของเธอแสดงถึงความรู้สึกดีใจอย่างมาก

นัจมะห์ เผยว่า เธอติดตาม “ดร.อาซิส” ผู้เป็นสามีมาพำนักยังเมืองเจดดาห์ เมืองท่าสำคัญของซาอุดิอาระเบีย ริมฝั่งทะเลแดงตั้งแต่ปี 2013 หลังจากที่สามีได้รับตำแหน่ง รศ.ดร. อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และการบริหารโลจิสติกส์ ที่มหาวิทยาลัยคิง อับดุลอาซิส (King Abdulaziz University) อีกทั้งเมืองนี้ยังอยู่ใกล้กับเมืองศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองของอิสลามคือ “มักกะฮ์” และ “เมดินา”

แม้เจดดาห์จะอยู่ใกล้กับ “ดินแดนฮะรอม” ของอิสลาม แต่นัจมะห์กลับรู้สึกการช็อกทางวัฒนธรรมจากวิถีการใช้ชีวิตของชาวซาอุฯ ที่แม้จะเป็นมุสลิมเหมือนกันก็ตาม เธอเผยว่า ช่วงแรกที่ไปอยู่เมืองเจดดาห์แทบไม่เห็นชาวซาอุฯ คนท้องถิ่นทำงานเลย “เวลาไปห้างหรือสถานที่ต่างๆ เจอคนต่างชาติทำงาน แล้วคนซาอุฯ เค้าไปไหนกัน เราก็งง ๆ ในช่วงแรกนะคะ คือไปทุกทีมีแต่คนต่างชาติทำงาน คนฟิลิปปินส์ ปากีสถาน บังกลาเทศ อียิปต์ ซีเรีย”

นัจมะห์ อธิบายว่า เหตุที่ไม่ค่อยเห็นคนท้องถิ่นทำงานอาจเนื่องด้วย 2 สาเหตุหลักคือ ความเชื่อทางศาสนา และอีกส่วนคือ คนท้องถิ่นได้รับสวัสดิการหลายอย่างรัฐบาล ทำให้ไม่จำเป็นต้องขยันทำงานเพื่อสร้างตัวอะไรกันมากมาย ส่วนชาวซาอุฯ ที่เป็นเจ้าของกิจการ หากมีลูกจ้างเป็นชาวต่างชาติ นายจ้างยังได้อุดหนุนค่าวีซ่าจากรัฐบาลด้วยเช่นกัน หากนายจ้างชาวซาอุฯ รับรองวีซ่าทำงานให้แรงงานต่างชาติ

“ปี 2013 ซาอุฯ ยังมั่งคั่งอยู่ เค้าได้สวัสดิการของรัฐส่วนมาก จึงไม่ค่อยขยันทำงานสร้างตัวอะไรกันมาก ค่าครองชีพถูกมาก น้ำมันลิตรละ 4 บาท น้ำมัน 95 แบบพรีเมียมด้วยนะคะ”

จากเข้มงวด สู่ เปิดกว้าง

ปี 2013 ช่วงที่นัจมะห์ไปใช้ชีวิตในซาอุฯ ภายใต้รัชกาลของกษัตริย์อับดุลลาห์ สังคมซาอุฯ ยังคงยึดจารีตตามหลักศาสนาอิสลามอย่างเข้มงวด ผู้หญิงมุสลิมห้ามออกนอกบ้านไปข้างนอกเพียงลำพัง การเดินกันระหว่างชายหญิงหากไม่ใช่สามีอาจถูกตำรวจศาสนาเรียกตรวจได้ การไปไหนของผู้หญิงคนเดียวโดยไร้ญาติไปด้วย อาจตกเป็นเป้าสายตาจากผู้คนได้

“หลายอย่างยังปิดอยู่ มากๆๆ เลยค่ะ การออกไปภายนอกของผู้หญิงคนเดียวยังแทบเป็นไปไม่ได้ ผู้หญิงที่เป็นต่างชาติที่แม้ไม่ใช่มุสลิม ก็ยังต้องแต่ชุดปิดมิดชิด เราสัมผัสได้ว่าเค้ายังไม่เปิดมากค่ะ”

“แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว” นัจมะห์เปรียบเทียบว่าภายหลังการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินสู่รัชกาล สมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน สังคมซาอุฯ เปลี่ยนชนิดพลิกฝ่ามือ “ซาอุฯ เปิดกว้างมากชนิดช็อกโลกละ ตั้งแต่อนุญาตให้ผู้หญิงขับรถได้ จากก่อนหน้านั้นที่สตรีไม่อาจขับรถได้ แต่ตอนนี้ผู้หญิงทำใบขับขี่ได้แล้ว ชาวต่างชาติหรือสตรีต่างชาติสามารถขับรถได้”

“กิจกรรมของผู้หญิงมีมากขึ้น จากแต่เดิมผู้หญิงมีข้อจำกัดมาก ตอนนี้มีร้านสปา ซาลอน โรงภายนตร์ ที่เปิดเฉพาะผู้หญิง ผู้หญิงซาอุฯ เริ่มทำงานมากขึ้น หลายบริษัทมีแผนกเฉพาะสำหรับผู้หญิง ผู้หญิงเข้าชมการแข่งกีฬาได้ แต่นั่งคนละส่วนกับผู้ชาย” นัจมะห์อธิบายว่า แม้การเปิดกว้างของสตรีซาอุฯ มีมากขึ้นแต่ทุกอย่างยังคงเป็นไปใต้กรอบศาสนา

“การแต่งตัวของผู้หญิงต่างชาติในตอนนี้ ไม่ได้เข้มงวดเหมือนแต่ก่อน ไม่ต้องคลุมผ้าคลุมแล้ว ออกไปข้างนอกได้โดยที่ไม่ตกเป็นเป้าสายตาเหมือนแต่ก่อน”

เพชรซาอุฯ แผลเก่า 30 ปี

ก่อนหน้าการเยือนของ พล.อ. ประยุทธ์ สถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นของซาอุฯ หลายแห่งต่างให้ความสนใจรายงานข่าวการเยือนครั้งประวัติศาสตร์ สื่อหลายแห่งกล่าวถึงกรณีอื้อฉาวเมื่อ 32 ปีก่อน เรื่องนี้ในมุมมองของนัจมะห์ แม้อายุของเธอจะเทียบเท่ากับห้วงเวลาที่สองชาติมีปัญหา แต่จากประสบการณ์ในฐานะคนไทยที่ไปใช้ชีวิตในซาอุดิอาระเบีย นัจมะห์เผยว่าเธอไม่เคยถูกชาวซาอุฯ แสดงท่าทีเหยียดหยามเลย

“เค้าไม่พูดถึงเรื่องในอดีตเลยเราก็รู้แหละ ว่าคนไทยรู้สึกผิดมาตลอด แต่ว่าเค้าไม่พูดถึง งั้นโอเค เราก็ Move On ไปด้วยกันละกัน นัจมะห์ ไม่เคยเจอคนซาอุฯ เหยียดเลย เคยไปโรงเรียนลูก แล้วพบปะผู้ปกครอง พอบอกมาจากประเทศไทย เค้าก็ว้าวนะ ว่าแบบ เห้ย ! มาได้ไง คนในประเทศ ก็ไม่ได้แค้นอะไรนะ เค้ารอวันนี้มานานเหมือนกัน

30 ปีที่ผ่านมาก็จากคนไม่กี่คน เราอย่าให้เกิดขึ้นอีกเลย” นัจมะห์ พูดสะท้อนจากมุมมองและประสบการณ์ส่วนตัวที่เธอสัมผัสมาตลอด 9 ปีของการใช้ชีวิตในแดนอาระเบีย

โอกาสทองของแรงงานไทย (อีกครั้ง)

นัจมะห์ ให้ความเห็นกับผู้สื่อข่าวประชาชาติว่า การฟื้นสัมพันธ์ (อีกครั้ง) นับว่าเป็นโอกาสทองของแรงงานไทย เนื่องจากที่ซาอุฯ พึ่งพาแรงงานต่างชาติเยอะมาก โดยเฉพาะแรงงานภาคบริการที่มาจากฟิลิปปินส์ และอินเดีย แต่ในมุมมองของเธอเชื่อว่า “แรงงานไทย” โดดเด่นในภาคบริการไม่แพ้กับแรงงานจากชาติอื่นๆ “คืออยากให้คนไทยลงทุน หรือหาทางลงทุนในซาอุมากขึ้น คนซาอุฯ ก็ชอบความเป็นไทยด้วยเหมือนกัน เชื่อว่าหลังฟื้นความสัมพันธ์แล้ว ไทยก็จะเป็นเป้าหมายการเดินทางของชาวซาอุฯ ในการรักษาพยาบาล หรือการท่องเที่ยว เชื่อว่าไทยจะเป็นอีก Destination หนึ่งที่คนซาอุฯ จะต้องนิยมไปค่ะ”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...