“จีน” หยุดซื้อ “ถั่วเหลืองสหรัฐ” ครั้งแรกในรอบ 25 ปี ใช้สินค้าเกษตรเป็นไพ่ต่อรองการค้า
"จีน" หยุดซื้อ "ถั่วเหลืองสหรัฐ" ครั้งแรกในรอบ 25 ปี ใช้สินค้าเกษตรเป็นไพ่ต่อรองการค้า ท่ามกลางสต๊อกสินค้าภายในประเทศที่เพียงพอและการนำเข้าจากบราซิล
วันที่ 19 กันยายน 2568 เวลา 07.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 ที่จีนไม่ได้ซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐในช่วงต้นฤดูกาลส่งออก ซึ่งเป็นสัญญาณว่าจีนกลับมาใช้นโยบายด้านเกษตรกรรมเป็นเครื่องต่อรองอีกครั้งในศึกการค้ากับสหรัฐ
จีน ในฐานะผู้นำเข้าถั่วเหลืองรายใหญ่ที่สุดของโลก มีอิทธิพลต่อราคาตลาดโลกอย่างมาก โดยขณะนี้จีนกำลังนำกลยุทธ์เดิมกลับมาใช้อีกครั้ง ด้วยการชะลอการซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐ ซึ่งเคยถูกใช้แล้วในช่วงสงครามการค้าครั้งแรกสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งนี้สถานการณ์เกิดขึ้นท่ามกลางความเปราะบางของข้อตกลงพักรบทางการค้า
ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ระบุว่า จีนยังไม่ได้จองเรือบรรทุกถั่วเหลืองแม้แต่ลำเดียว ณ วันที่ 11 กันยายน ซึ่งผ่านเข้าสู่ฤดูกาลตลาดใหม่มาเกือบสองสัปดาห์แล้ว ถือเป็นครั้งแรกในสถิติย้อนหลังไปถึงปี 1999 ปีที่แล้ว สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 5 ของการนำเข้าถั่วเหลืองทั้งหมดของจีน มูลค่ามากกว่า 12,000 ล้านดอลลาร์ และคิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกถั่วเหลืองทั้งหมดของสหรัฐ
การที่จีนถือสต๊อกสินค้าอยู่ในระดับสูง สะท้อนว่าจีนมีทั้งความอดทนและศักยภาพในการรอ พร้อมส่งสัญญาณว่าจะใช้สินค้าเกษตรเป็นเครื่องต่อรองในเวทีเจรจาการค้าครั้งใหม่ โดยสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เตรียมพูดคุยกับประธานาธิบดีทรัมป์ในวันศุกร์นี้ ขณะที่ทั้งสองประเทศยังมีข้อขัดแย้งเรื่องการจำกัดการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์และแร่หายาก ล่าสุด จีนยังประกาศผลสอบเบื้องต้นว่า Nvidia ละเมิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาด
อีวิน เพย์ นักวิเคราะห์เกษตรจาก Trivium China ในปักกิ่ง กล่าวว่า “กลยุทธ์ของจีนต่อถั่วเหลืองก็คล้ายกับแร่หายาก คือเป็นผลจากการวางแผนอย่างรอบคอบตั้งแต่สงครามการค้าครั้งก่อน …ผู้ซื้อไม่ได้ตอบสนองต่อเพียงแค่ภาษีที่ยังคงอยู่ แต่ยังรวมถึงความไม่แน่นอนสูงมากเกี่ยวกับทิศทางภาษีในระยะสั้น และสัญญาณทางการเมืองที่ชัดเจนจากปักกิ่งว่าไม่ต้องการให้มีการซื้อเกิดขึ้นหากไม่ได้รับสัญญาณไฟเขียวจากทางการ”
กลยุทธ์นี้เริ่มเห็นผลแล้ว เกษตรกรสหรัฐ ซึ่งมีผลผลิตถั่วเหลืองมหาศาล กำลังเผชิญราคาที่ต่ำที่สุดในรอบหลายปี กลุ่มผู้ปลูกถั่วเหลือง ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของทรัมป์ เตือนว่ากำลังตกอยู่บนหน้าผาการค้าและการเงิน และเรียกร้องให้รัฐบาลทำข้อตกลงกับจีนเพื่อลดภาษี ปัจจุบัน ถั่วเหลืองสหรัฐที่เข้าสู่จีนต้องเสียภาษีมากกว่า 20%
ในฝั่งเอเชีย บรรยากาศกลับสงบกว่า ผู้ผลิตน้ำมันพืช ผู้เลี้ยงสุกร และโรงงานอาหารสัตว์ในจีนที่เคยบอบช้ำจากสงครามการค้ารอบแรก ได้สำรองถั่วเหลืองจากบราซิลล่วงหน้าเป็นเวลาหลายเดือน บางรายถึงกับเพิ่มสต๊อกเป็นสองเท่า ขณะที่รัฐยังมีคลังสำรองมหาศาลเป็นกันชนอีกชั้นหนึ่ง
ผู้ค้าบางรายเผยว่า จีนได้ซื้อสินค้าพอเพียงสำหรับความต้องการตลอดปีนี้แล้ว569 ทั้งที่ปกติผู้นำเข้าจีนจะพึ่งถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ระหว่างเดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ ก่อนที่ผลผลิตอเมริกาใต้จะออกสู่ตลาด โดยมักจะจองสินค้าล่วงหน้าเป็นล้านตัน แต่ในปีนี้ยังคงหลีกเลี่ยงการซื้อจากสหรัฐ เพราะกลัวความเสี่ยงจากภาษีและภูมิรัฐศาสตร์
ไม่เพียงแต่ถั่วเหลือง จีนยังชะลอการซื้อข้าวโพด ข้าวสาลี และข้าวฟ่างจากสหรัฐด้วย ขณะที่ยังคงนำเข้าจากบราซิล แคนาดา และออสเตรเลียแทน สอดคล้องกับกลยุทธ์ระยะยาวของปักกิ่งที่ต้องการลดการพึ่งพาสหรัฐ และกระจายความหลากหลายของแหล่งนำเข้า
การหยุดซื้อนี้สร้างแรงกดดันต่อทรัมป์ ซึ่งถูกเกษตรกรเตือนถึงวิกฤต ขณะที่เขาพยายามกดดันให้จีนสั่งซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า แอนดี้ รอธแมน อดีตนักการทูตสหรัฐฯ และซีอีโอของ Sinology LLC มองว่า ประเด็นเกษตรจะกลายเป็นหัวข้อสำคัญในการเจรจาระหว่างทรัมป์และจีน แม้ว่าโอกาสจะได้ข้อสรุปจริงจังทางโทรศัพท์มีไม่มาก และทั้งสองฝ่ายยังเตรียมพบกันแบบตัวต่อตัวในช่วงปลายปี
มีสัญญาณเล็กน้อยที่จีนพยายามบรรเทาความตึงเครียด ก่อนการพูดคุย เช่น การกลับมาซื้อน้ำมันสหรัฐ หลังหยุดไปนาน 6 เดือน และการยกเลิกการสอบสวนการผูกขาดในระบบ Android ของ Google ตามรายงานของไฟแนนเชียลไทมส์
รอธแมนกล่าวว่า การเจรจาครั้งนี้เกษตร โดยเฉพาะถั่วเหลือง จะยังคงเป็นแกนกลางของข้อตกลง และแทนที่จะกำหนดเป้าหมายที่เป็นไปไม่ได้ แบบในข้อตกลงเฟสแรก ทั้งสองฝ่ายน่าจะตกลงกันในระดับที่สมจริงมากกว่า
อย่างไรก็ตามกลยุทธ์การหลีกเลี่ยงถั่วเหลืองสหรัฐของจีนก็มีความเสี่ยง ราคาถั่วเหลืองบราซิลปรับตัวสูงขึ้นมากตั้งแต่ต้นปี และหากผลผลิตในอเมริกาใต้มีปัญหา อาจทำให้จีนต้องดึงคลังสำรองออกมาใช้เร็วกว่าที่คาด
ยิ่งไปกว่านั้น หากมีการทำข้อตกลงการค้าและจีนกลับมาซื้อถั่วเหลืองสหรัฐในทันที อาจทำให้ตลาดภายในประเทศเกิดภาวะอุปทานล้นเกิน กดราคากากถั่วเหลืองในประเทศให้ร่วง และส่งผลต่อกลยุทธ์กักตุนของผู้ผลิต
ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อในภาคเหนือของจีนรายหนึ่งเผยว่า เขาล็อกสัญญาซื้อไว้เพียงแค่เดือนถัดไปเท่านั้นเพราะสต๊อกยังสูง ขณะที่ผู้จัดการจากโรงงานโม่ถั่วรายใหญ่เตือนว่า หากมีการนำเข้าถั่วเหลืองสหรัฐจำนวนมาก ราคากากถั่วในประเทศอาจทรุดลงทันที
ทั้งนี้หากไม่มีภาษี สหรัฐยังคงเป็นผู้ส่งออกถั่วเหลืองที่มีประสิทธิภาพและราคาถูกที่สุดรายหนึ่ง แต่จีนต้องจ่ายแพงขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการนำเข้า ขณะที่ยืดเวลาการรอคอยออกไป ต้นทุนของการหลีกเลี่ยงสหรัฐก็จะสูงขึ้นเช่นกัน
ในสงครามการค้าครั้งก่อน แม้จีนจะเก็บภาษีตอบโต้ถั่วเหลืองสหรัฐ แต่ก็ยังมีการผ่อนปรนบางส่วน อนุญาตให้ผู้ประกอบการนำเข้าพืชเกษตรในปริมาณจำกัด
เพย์กล่าวสรุปว่า “หากบรรลุข้อตกลงได้ ยังไงก็ต้องมีการซื้อถั่วเหลืองสหรัฐบ้าง ประเด็นสำคัญอยู่ที่สงครามการค้า ไม่ใช่ว่าจีนไม่มีความต้องการเลย”
อ้างอิง : bloomberg.com