โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

KTAMแนะปรับพอร์ตตราสารหนี้ กระจายลงทุนบอนด์ต่างประเทศ

ทันหุ้น

อัพเดต 03 ต.ค. 2568 เวลา 09.45 น. • เผยแพร่ 06 ต.ค. 2568 เวลา 00.38 น.

#KTAM#ทันหุ้น- KTAMแนะให้ระวังลงทุนตราสารหนี้ไทยหลังผลตอบแทนจากดอกเบี้ยระยะยาววิ่งเข้าใกล้ระยะสั้นมากขึ้น มองราคาอาจเริ่มแพง มีโอกาสทำกำไรยากกว่าไปตราสารหนี้ต่างประเทศ ย้ำควรกระจายพอร์ตลงทุน แต่หากรับความเสี่ยงไม่ไหว พักเงิน กองทุน KTSV – KTBไถ่ถอนได้ตลอดเวลาผ่านแอป Krungthai NEXT

นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM กล่าวว่า นักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวังการลงตราสารหนี้ไทยให้มากขึ้นในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยเป็นขาลง โดยเฉพาะตราสารหนี้ระยะยาวที่ตอนนี้ผลตอบแทนอาจต่ำกว่า 2% ในขณะที่แบงก์ชาติปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมาอยู่ที่ 1.50% สะท้อนภาพเส้นอัตราผลตอบแทนค่อนข้างแบนราบ (Flat Yield Curve) คือ ผลตอบแทนตราสารหนี้ระยะยาววิ่งเข้าใกล้ผลตอบแทนตราสารหนี้ระยะสั้น

*ราคาตลาดแพง

“ตอนนี้มองว่าผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยของตราสารหนี้ระยะยาวนั้นค่อนข้างต่ำมากที่ระดับ 2% บางช่วงอายุต่ำกว่า 2% ก็มี ในขณะที่ราคาตราสารมีการปรับขึ้นมาแล้ว เช่น จากราคา 100 บาท ก็ปรับขึ้นไป 500 บาท ภายใต้สถานการณ์ที่อัตราดอกเบี้ยของไทยจะปรับลงได้อีกไม่มาก อีกทั้งผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยก็วิ่งเข้าใกล้ตราสารหนี้ระยะสั้นอีก ทำให้ราคาตลาดตอนนี้อาจจะแพงไป มีโอกาสที่ราคาจะปรับตัวลง ดังนั้นก็อยากให้นักลงทุนระวังมากขึ้น และปรับพอร์ตกระจายมาลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ”

ทั้งนี้ การลงทุนในพันธบัตรหรือตราสารหนี้ให้ผลตอบแทน 2 ส่วนหลัก คือ ดอกเบี้ย จากอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดในตราสาร และกำไรจากส่วนต่างราคา ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของราคาตราสารในตลาด ซึ่งราคาจะผันผวนขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยในตลาด, ความน่าเชื่อถือของผู้ออกตราสาร, และอุปสงค์อุปทานของตราสารนั้นๆ

ในขณะที่สหรัฐอเมริกา เฟด (FED) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยมาอยู่ที่ 4% ก็จริงแต่ตราสารหนี้ระยะยาวยังมีอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าและมีช่องว่างให้ราคาปรับตัวได้มากกว่า ซึ่งหากอัตราดอกเบี้ยถูกปรับลดลงต่อ นักลงทุนยังมีโอกาสทำกำไรระหว่างทางได้สูงกว่า สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสที่กว้างกว่าของตลาดต่างประเทศ ซึ่งตรงกันข้ามกับไทยที่ระดับดอกเบี้ยถูกกดลงมาจนเกือบถึงขีดจำกัดแล้ว

ชูกองทุนKTSV – KTB

อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย หรือต้องการพักเงินและสามารถไถ่ถอนได้ทันทีที่ต้องการนั้น นางชวินดา แนะนำ กองทุนเปิดกรุงไทยตราสารตลาดเงินภาครัฐ หรือ KTSV – KTB ที่มีความเสี่ยง ระดับความเสี่ยง 1 มีนโยบายลงทุนใน ตราสารหนี้ภาครัฐไทย เช่น พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย หรือเงินฝากธนาคารพาณิชย์ของรัฐ ที่มีอายุคงเหลือไม่เกิน 1 ปี โดยเน้นความมั่นคงของเงินต้นและสภาพคล่องสูง

จุดเด่นของกองทุน คือ รับเงินทันที ขายหน่วยลงทุนผ่านแอป Krungthai NEXT ได้ ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุด,สภาพคล่องสูง ถอนเงินจากกองทุนได้ทันทีเมื่อจำเป็น เพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารกระแสเงินสด,ทราบราคาขายล่วงหน้า เห็นราคาขายก่อนยืนยันรายการ มั่นใจทุกการตัดสินใจ และผลตอบแทนไม่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

กองทุนดังกล่าว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนระยะสั้น,ผู้ที่ต้องการ สภาพคล่องสูง,ผู้เริ่มต้นลงทุนที่ต้องการทางเลือกที่มีความเสี่ยงต่ำ และผู้ที่พักเงินชั่วคราวก่อนโยกย้ายไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น

สำหรับตลาดตราสารหนี้ต่างประเทศ มองว่า หาก Fed ส่งสัญญาณที่ Dovish มากขึ้นหลังการประชุมก็จะส่งผลดีต่อสินทรัพย์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังคงมีหลายปัจจัยที่ต้องจับตา ไม่ว่าจะเป็นมูลค่าของตลาดที่แพงมาก และการปรับขึ้นของหุ้นรายตัวกระจายในวงกว้างแต่อาจจะกว้างเกินไป รวมถึงกระแสเงินทุนเริ่มมีการไหลออกจากสหรัฐ และไหลออกจากหุ้น Growth สู่กลุ่มอุตสาหกรรมอื่นมากขึ้น นอกจากนี้ เรายังเห็นโอกาสจากปัจจัยบวกที่ Fed จะกลับมาผ่อนคลายนโยบายดอกเบี้ยอีกครั้ง

จึงแนะนำ กองทุนเปิดเคแทม เวิลด์ บอนด์ ฟันด์ (KT-BOND) (ความเสี่ยงระดับ 4) เน้นลงทุนใน PIMCO Funds : Global Investors Series PLC – Global Bond Fund (กองทุนหลัก) โดยกองทุนหลักลงทุนอย่างน้อย 2 ใน 3 ของสินทรัพย์ของกองทุน ด้วยการกระจายพอร์ตการลงทุนในตราสารหนี้ในสกุลเงินหลักของโลกที่มีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับที่สามารถลงทุนได้

นอกจากนี้ นักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยง การลงทุนในกองทุนที่มีการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย ก็อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งภายใต้สถานการณ์ความผันผวนในปัจจุบัน โดย บลจ.กรุงไทย แนะนำ กลุ่มกองทุน KTMUNG, KTMEE, KTSRI และ KTSUK (ความเสี่ยงระดับ 5) ซึ่งเน้นการลงทุนโดยการจัดสรรเงินลงทุนในหลายสินทรัพย์ทั่วโลก โดยลงทุนแบบ Fund of Funds ภายใต้บริษัทจัดการกองทุน และจะลงทุนในกองทุนใดกองทุนหนึ่งไม่เกินร้อยละ 79 ของ NAV มีทั้งหมด 4 กองแบ่งตามระดับความเสี่ยงที่นักลงทุนยอมรับได้ (ไม่ใช่ระดับความเสี่ยงตามผลประเมิน Suitability Test)

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...