KTAMแนะปรับพอร์ตตราสารหนี้ กระจายลงทุนบอนด์ต่างประเทศ
#KTAM#ทันหุ้น- KTAMแนะให้ระวังลงทุนตราสารหนี้ไทยหลังผลตอบแทนจากดอกเบี้ยระยะยาววิ่งเข้าใกล้ระยะสั้นมากขึ้น มองราคาอาจเริ่มแพง มีโอกาสทำกำไรยากกว่าไปตราสารหนี้ต่างประเทศ ย้ำควรกระจายพอร์ตลงทุน แต่หากรับความเสี่ยงไม่ไหว พักเงิน กองทุน KTSV – KTBไถ่ถอนได้ตลอดเวลาผ่านแอป Krungthai NEXT
นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM กล่าวว่า นักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวังการลงตราสารหนี้ไทยให้มากขึ้นในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยเป็นขาลง โดยเฉพาะตราสารหนี้ระยะยาวที่ตอนนี้ผลตอบแทนอาจต่ำกว่า 2% ในขณะที่แบงก์ชาติปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมาอยู่ที่ 1.50% สะท้อนภาพเส้นอัตราผลตอบแทนค่อนข้างแบนราบ (Flat Yield Curve) คือ ผลตอบแทนตราสารหนี้ระยะยาววิ่งเข้าใกล้ผลตอบแทนตราสารหนี้ระยะสั้น
*ราคาตลาดแพง
“ตอนนี้มองว่าผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยของตราสารหนี้ระยะยาวนั้นค่อนข้างต่ำมากที่ระดับ 2% บางช่วงอายุต่ำกว่า 2% ก็มี ในขณะที่ราคาตราสารมีการปรับขึ้นมาแล้ว เช่น จากราคา 100 บาท ก็ปรับขึ้นไป 500 บาท ภายใต้สถานการณ์ที่อัตราดอกเบี้ยของไทยจะปรับลงได้อีกไม่มาก อีกทั้งผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยก็วิ่งเข้าใกล้ตราสารหนี้ระยะสั้นอีก ทำให้ราคาตลาดตอนนี้อาจจะแพงไป มีโอกาสที่ราคาจะปรับตัวลง ดังนั้นก็อยากให้นักลงทุนระวังมากขึ้น และปรับพอร์ตกระจายมาลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ”
ทั้งนี้ การลงทุนในพันธบัตรหรือตราสารหนี้ให้ผลตอบแทน 2 ส่วนหลัก คือ ดอกเบี้ย จากอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดในตราสาร และกำไรจากส่วนต่างราคา ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของราคาตราสารในตลาด ซึ่งราคาจะผันผวนขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยในตลาด, ความน่าเชื่อถือของผู้ออกตราสาร, และอุปสงค์อุปทานของตราสารนั้นๆ
ในขณะที่สหรัฐอเมริกา เฟด (FED) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยมาอยู่ที่ 4% ก็จริงแต่ตราสารหนี้ระยะยาวยังมีอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าและมีช่องว่างให้ราคาปรับตัวได้มากกว่า ซึ่งหากอัตราดอกเบี้ยถูกปรับลดลงต่อ นักลงทุนยังมีโอกาสทำกำไรระหว่างทางได้สูงกว่า สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสที่กว้างกว่าของตลาดต่างประเทศ ซึ่งตรงกันข้ามกับไทยที่ระดับดอกเบี้ยถูกกดลงมาจนเกือบถึงขีดจำกัดแล้ว
ชูกองทุนKTSV – KTB
อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย หรือต้องการพักเงินและสามารถไถ่ถอนได้ทันทีที่ต้องการนั้น นางชวินดา แนะนำ กองทุนเปิดกรุงไทยตราสารตลาดเงินภาครัฐ หรือ KTSV – KTB ที่มีความเสี่ยง ระดับความเสี่ยง 1 มีนโยบายลงทุนใน ตราสารหนี้ภาครัฐไทย เช่น พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย หรือเงินฝากธนาคารพาณิชย์ของรัฐ ที่มีอายุคงเหลือไม่เกิน 1 ปี โดยเน้นความมั่นคงของเงินต้นและสภาพคล่องสูง
จุดเด่นของกองทุน คือ รับเงินทันที ขายหน่วยลงทุนผ่านแอป Krungthai NEXT ได้ ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุด,สภาพคล่องสูง ถอนเงินจากกองทุนได้ทันทีเมื่อจำเป็น เพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารกระแสเงินสด,ทราบราคาขายล่วงหน้า เห็นราคาขายก่อนยืนยันรายการ มั่นใจทุกการตัดสินใจ และผลตอบแทนไม่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
กองทุนดังกล่าว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนระยะสั้น,ผู้ที่ต้องการ สภาพคล่องสูง,ผู้เริ่มต้นลงทุนที่ต้องการทางเลือกที่มีความเสี่ยงต่ำ และผู้ที่พักเงินชั่วคราวก่อนโยกย้ายไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น
สำหรับตลาดตราสารหนี้ต่างประเทศ มองว่า หาก Fed ส่งสัญญาณที่ Dovish มากขึ้นหลังการประชุมก็จะส่งผลดีต่อสินทรัพย์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังคงมีหลายปัจจัยที่ต้องจับตา ไม่ว่าจะเป็นมูลค่าของตลาดที่แพงมาก และการปรับขึ้นของหุ้นรายตัวกระจายในวงกว้างแต่อาจจะกว้างเกินไป รวมถึงกระแสเงินทุนเริ่มมีการไหลออกจากสหรัฐ และไหลออกจากหุ้น Growth สู่กลุ่มอุตสาหกรรมอื่นมากขึ้น นอกจากนี้ เรายังเห็นโอกาสจากปัจจัยบวกที่ Fed จะกลับมาผ่อนคลายนโยบายดอกเบี้ยอีกครั้ง
จึงแนะนำ กองทุนเปิดเคแทม เวิลด์ บอนด์ ฟันด์ (KT-BOND) (ความเสี่ยงระดับ 4) เน้นลงทุนใน PIMCO Funds : Global Investors Series PLC – Global Bond Fund (กองทุนหลัก) โดยกองทุนหลักลงทุนอย่างน้อย 2 ใน 3 ของสินทรัพย์ของกองทุน ด้วยการกระจายพอร์ตการลงทุนในตราสารหนี้ในสกุลเงินหลักของโลกที่มีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับที่สามารถลงทุนได้
นอกจากนี้ นักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยง การลงทุนในกองทุนที่มีการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย ก็อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งภายใต้สถานการณ์ความผันผวนในปัจจุบัน โดย บลจ.กรุงไทย แนะนำ กลุ่มกองทุน KTMUNG, KTMEE, KTSRI และ KTSUK (ความเสี่ยงระดับ 5) ซึ่งเน้นการลงทุนโดยการจัดสรรเงินลงทุนในหลายสินทรัพย์ทั่วโลก โดยลงทุนแบบ Fund of Funds ภายใต้บริษัทจัดการกองทุน และจะลงทุนในกองทุนใดกองทุนหนึ่งไม่เกินร้อยละ 79 ของ NAV มีทั้งหมด 4 กองแบ่งตามระดับความเสี่ยงที่นักลงทุนยอมรับได้ (ไม่ใช่ระดับความเสี่ยงตามผลประเมิน Suitability Test)