โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

3 บุคคล ผู้ทำผิดต่อพระพุทธเจ้าจนโดน “ธรณีสูบ” มีใครบ้าง เรื่องราวเป็นอย่างไร?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 03 ต.ค. 2568 เวลา 07.48 น. • เผยแพร่ 02 ต.ค. 2568 เวลา 09.13 น.
ภาพประกอบ : จิตรกรรมฝาผนัง ภาพพุทธประวัติ ตอนพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หลังจากเสด็จไปโปรดพระพุทธมารดา ทรงเสด็จลงบนบันไดแก้ว รูปพญานาคทอดลำตัวยาวเป็นบันได ตามคติความเชื่อ ที่นาคเป็นตัวเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับสวรรค์ ศิลปะรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระราชวังบวรสถานมงคล จาก fb กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร

3 บุคคล ผู้ทำผิดต่อพระพุทธเจ้าจนโดนธรณีสูบ มีใครบ้าง เรื่องราวเป็นอย่างไร?

ถ้าพูดถึงบุคคลที่โดน “ธรณีสูบ” เนื่องจากทำผิดอันใหญ่หลวงต่อพระพุทธเจ้า หลายคนอาจนึกถึงเพียงแค่“พระเทวทัต”แต่ความจริงแล้วยังมีอีก 2 คนที่ทำผิดจนเกิดเหตุการณ์นี้เช่นกัน

ขอเล่าถึงบุคคลแรกที่เอ่ยนามไปแล้วอย่าง “พระเทวทัต” ก่อน

พระเทวทัตมีศักดิ์เป็นพระญาติพระพุทธเจ้า หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ได้ประทานอุปสมบทแก่พระเทวทัตด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา เนื่องจากท่านอยากบวชตามพระพุทธเจ้า

แม้พระองค์จะทรงทราบว่าท้ายที่สุดพระเทวทัตจะทำผิดขนานใหญ่ต่อพระองค์ แต่พระองค์ก็ยังมีเมตตา เพราะทรงรู้ว่า หากว่าไม่ทรงบวชให้พระเทวทัต จะยิ่งทำให้พระเทวทัตกระทำผิดหนักขึ้นไปอีก

เหตุที่พระเทวทัตไขว้เขวจากทางธรรม เป็นเพราะว่าต้องการการยอมรับจากพุทธศาสนิกชน อยากเด่นดังกว่าพระภิกษุรูปอื่น ๆ จึงต้องตามหาผู้อุปถัมภ์

ขณะนั้นเองท่านเห็นเจ้าชายอชาตศัตรู (ต่อมาคือ พระเจ้าอชาตศัตรู) พระโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์แคว้นมคธ กำลังไม่รู้เดียงสา จึงเข้าหา

วันเวลาผ่านไปก็ยุยงให้เจ้าชายปฏิวัติพ่อตัวเอง จับบิดาขังคุก ให้อดข้าวอดน้ำ ส่วนพระเทวทัตก็มีแผนกำจัดพระพุทธเจ้า

พระเทวทัตวางแผนจะสังหารพระพุทธเจ้า 2 ครั้ง ครั้งแรกคือจ้างคนถึง 33 คนให้ไปฆ่า วางแผนทุกอย่างเพื่อไม่ให้เรื่องสาวถึงตนเอง แต่ก็พลาดท่า

ส่วนแผนที่ 2 ท่านกระทำเอง ด้วยการกลิ้งหินลงมาให้ทับพระพุทธองค์ เหตุการณ์นี้โด่งดังมาก แต่อย่างที่ทราบกันดีคือไม่สำเร็จเช่นกัน

จากนั้นก็เกิดเรื่องชุลมุนวุ่นวาย ท้ายที่สุดท่านเทวทัตก็โดนลูกน้องตนเองทำร้าย เพราะโมโห จากนั้นท่านก็ป่วยออด ๆ แอด ๆ มาตลอด

วันหนึ่งท่านเกิดสำนึกผิดเลยขอร้องให้ศิษย์แบกใส่แคร่ไปหาพระพุทธเจ้า จนถึงสระโบกขรณีหน้าพระเชตวัน แต่ละคนก็พากันไปล้างมือ-เท้า ส่วนท่านเทวทัตก็เอาเท้าหย่อนลงพื้น ทว่าก็เกิดแผ่นดินแยกออกเป็นช่องโหว่ ร่างของพระเทวทัตก็หายไปภายในพริบตา

นี่คือเรื่องราวของพระเทวทัต

คนที่ 2 เป็นสตรี นางชื่อ“จิญจมาณวิกา” หรือจิญจา เรื่องเกิดขึ้นเพราะว่าพระพุทธศาสนาได้เข้ามาแทนที่ศาสนาอื่น ๆ ที่แต่เดิมคนในพื้นที่นับถือ (คาดว่าเป็นศาสนานิครนถ์ หรือศาสนาเชน)

พอเกิดเรื่องนี้คนในศาสนาหรือพวกอัญเดียรต่างต้องหาทางออก จึงส่งนางจิญจมาณวิกาไปหาพระพุทธเจ้า หวังทำลายชื่อเสียง

นางเริ่มแผนการด้วยการออกจากเมืองในเวลาค่ำ เมื่อเดินไปสักพัก คนถามว่าไปไหนก็บอกว่าไปอยู่ที่ของนาง พระศาสดาท่านอยู่ที่ไหน ฉันก็อยู่ที่นั่น ทำเอาคนงงไปหมด

ต่อมานางก็เอาไม้มาผูกท้อง เอาผ้าพันไว้ให้เหมือนตั้งครรภ์ แล้วก็ให้มันใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ตามวันเวลาที่เดินไป

เรื่องนี้บุคคลที่เป็นบัณฑิตต่างไม่เชื่อถือ เนื่องจากมีใจหนักแน่นต่อพุทธศาสนา ทว่าประชาชนบางกลุ่มกลับไขว้เขว ทำให้นางเกิดบาป ทั้งใส่ร้ายป้ายสีให้พระพุทธองค์ รวมถึงทำให้คนอื่นคิดไม่ดีต่อพระพุทธเจ้า

ครั้นสมควรแก่เวลา พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนาแก่ประชาชนอยู่ ณ พระเชตวัน นางก็เดินเข้าไปพร้อมกับบอกว่า “เสด็จพี่ ดีแต่เทศน์อยู่นั้นแหละ ภรรยาท้องใกล้คลอดแล้ว ไม่เหลียวแลบ้างเลย”

ถึงอย่างนั้นพระพุทธเจ้าก็ไม่สนพระทัย ทั้งยังแสดงธรรมต่อไป นางโกรธแค้นที่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนก็ดิ้นเร่า ทำให้ไม้ที่ติดกับท้องหลุดออกมา (บ้างก็ว่าพระอินทร์ลงทัณฑ์ให้หนูมากัดเชือกให้ขาด)

หลังจากความลับเปิดเผย คนที่นั่งฟังธรรมก็วิ่งไล่นางจนนางต้องหนีตาย วิ่งไปสักพักแผ่นดินก็แยกออกเป็นช่อง และร่างของนางจิญจาก็หายลงไปในช่องอันไกลโพ้น

คนที่ 3 คือบุรุษ นั่นก็คือ พระเจ้าสุปปพุทธะ” กษัตริย์ปกครองกรุงเทวทหะ แห่งแคว้นโกลิยะ บิดาของพระนางยโสธราหรือพระนางพิมพา พระชายาของเจ้าชายสิทธัตถะ หรือเรียกง่าย ๆ ก็คือพ่อตา

พระเจ้าสุปปพุทธะถูกดินสูบลงไปเพราะว่าเจ้าชายสิทธัตถะออกผนวช แล้วทิ้งพระชายาของตนไป นั่นคือลูกสาว ทำให้นางเป็นม่าย ถือเป็นการดูถูกลูกสาวและตัวพระเจ้าสุปปพุทธะเอง

พระเจ้าสุปปพุทธะทรงเก็บความรู้สึกเคียดแค้นของตนไว้ และยิ่งระเบิดออกมาเมื่อเห็นว่าพระเทวทัต ที่บวชตามพระพุทธเจ้าประสบกับเรื่องราวอันอนาถ ซึ่งมีต้นตอมาจากพระพุทธเจ้า

วันหนึ่งพระพุทธเจ้าจะเสด็จผ่านที่ที่สุปปพุทธะนั่งเสวยน้ำจัณฑ์อยู่ เมื่อมีคนไปทูลว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาแล้ว โปรดให้ทางแก่พระองค์ กษัตริย์พระองค์นี้ก็ทรงไม่ยอม ยังประทับนั่งอยู่เช่นนั้น ทำให้พระพุทธองค์เสด็จกลับในที่สุด

เมื่อเป็นเช่นนั้นพระเจ้าสุปปพุทธะก็ให้คนไปสอดแนมพระพุทธเจ้าว่าตรัสอะไรบ้าง ได้ความว่า “สุปปพุทธะจะถูกแผ่นดินสูบที่เชิงบันไดปราสาทเจ็ดชั้น”

พอทรงทราบเช่นนั้นก็หาทางไม่ให้เกิดขึ้น ทั้งย้ายพระองค์ไปประทับอยู่ปราสาทชั้นบนสุด ตระเตรียมอาหารให้เสวยได้เกิน 7 วัน รวมถึงสั่งให้ปิดประตูทุกชั้น หากพระองค์เผลอเสด็จลง ก็ให้ห้ามไว้

เรื่องนี้แพร่กระจายไปถึงพระอานนท์ จึงทูลให้พระพุทธเจ้าทราบ พระองค์ตรัสว่า“ไม่ว่าท่ามกลางท้องฟ้า ไม่ว่ากลางมหาสมุทร ไม่ว่าซอกเขา ไม่ว่าที่ไหนในโลกที่คนทำชั่วเข้าไปอาศัยอยู่แล้ว จะพ้นจากความตายไปไม่ได้”

พระองค์ตรัสต่อไปว่า“ตถาคตพูดไว้ไม่ผิดดอก เจ้าสุปปพุทธะจะต้องถูกแผ่นดินสูบ ณ เชิงบันไดปราสาทเจ็ดชั้นแน่นอน”

สุดท้ายแล้วก็เกิดเรื่องขึ้นจนได้ เพราะพระเจ้าสุปปพุทธะโดนธรณีสูบที่เชิงบันไดปราสาทเจ็ดชั้นในวันสุดท้ายพอดิบพอดี

ทั้ง 3 บุคคลนี้จึงเป็นบุคคลที่โดนธรณีสูบ เนื่องจากทำผิดต่อพระพุทธเจ้า ซึ่งก็มีอีก 2 คนที่โดนธรณีสูบเช่นกัน แต่กระทำผิดต่อพระอัครสาวกและสาวกของพระพุทธเจ้า นั่นคือ นันทยักษ์และนันทมานพ นั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_60643

https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_61598

https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_63513

https://www.matichon.co.th/columnists/news_587624

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 2 ตุลาคม 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 3 บุคคล ผู้ทำผิดต่อพระพุทธเจ้าจนโดน “ธรณีสูบ” มีใครบ้าง เรื่องราวเป็นอย่างไร?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...