โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

นักวิชาการ ชี้วิกฤตการเมืองรอบใหม่ ซ้ำเติมความเปราะบางศก.ไทย

PostToday

อัพเดต 29 ส.ค. 2568 เวลา 03.58 น. • เผยแพร่ 29 ส.ค. 2568 เวลา 10.52 น.

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง กล่าวกับ สำนักข่าวโพสต์ทูเดย์ ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งส่งผลให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) ต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองใหม่ที่เข้ามาซ้ำเติมความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย จากเดิมที่มีสะสมอยู่แล้วให้เพิ่มขึ้นอีกในหลายมิติ เช่น

ภาษีทรัมป์ – การค้าโลกกดดันครึ่งปีหลัง

หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่ยังไม่คลี่คลายคือ ผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะภาษีทรัมป์ที่จะเริ่มส่งผลเต็มที่ในครึ่งหลังของปี 2568 ซึ่งอาจฉุดภาคการส่งออกไทยที่มีแนวโน้มชะลอตัวอยู่แล้วให้แย่ลงไปอีก

ปัญหาความมั่นคง – กัมพูชา-ชายแดนจุดเสี่ยงใหม่

แม้ความตึงเครียดจากปัญหาความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาจะยังไม่ส่งผลเศรษฐกิจโดยตรงในภาพรวม แต่การสั่งสมและเชื่อมโยงกับประเด็นสังคมชายแดน อาจกลายเป็นจุดเปราะบางที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

เศรษฐกิจขยายตัวช้า – ปัญหาจ้างงานซ้ำซ้อน

เศรษฐกิจไทยที่เติบโตช้าต่อเนื่องมาหลายปี ทำให้การจ้างงานยังอยู่ในภาวะเปราะบาง เมื่อรวมกับความไม่แน่นอนทางการเมือง จะยิ่งสร้างแรงกดดันให้ภาคธุรกิจชะลอการจ้างงานเพิ่มขึ้นอีก

คลื่น AI ถาโถม – ระบบการศึกษาไม่พร้อมรับมือ

การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI กำลังเป็นภัยเงียบต่อแรงงานไทย เนื่องจากระบบการศึกษาไทยยังไม่สามารถรองรับการอัพสกิลของแรงงานได้ทัน ส่งผลให้คนจำนวนมากมีโอกาสหลุดจากตลาดแรงงานในอนาคตอันใกล้

หนี้ครัวเรือนพุ่ง – สะท้อนขีดความสามารถแข่งขันถดถอย

ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงสะท้อนถึงปัญหาความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ที่เผชิญทั้งต้นทุนสูง เทคโนโลยีล้าหลัง และการเข้าถึงตลาดจำกัด ขณะที่มาตรการภาครัฐยังช่วยได้เพียงบางส่วน เช่น การลดดอกเบี้ย แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้จริง

วินัยการคลังเสื่อม – หนี้สาธารณะใกล้แตะขีดอันตราย

รศ.ดร.สมชาย เตือนว่า ประเทศกำลังเข้าใกล้ขีดจำกัดทางการคลัง หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเกิน 64% ของ GDP ในขณะที่การขาดดุลการคลังยังสูงเกินมาตรฐาน ตัวเลขงบประมาณปี 2569 ก็สะท้อนสัญญาณน่ากังวล ทั้งในแง่การลงทุนและประสิทธิภาพในการใช้จ่าย

ความไม่แน่นอนการเมือง – กดความเชื่อมั่นลงทุน

ความไม่แน่นอนหลังการวินิจฉัยของศาลฯ ยังทำให้ต้องติดตามว่าไทยจะมีรัฐบาลใหม่อย่างไร หากถึงขั้นยุบสภา ก็อาจส่งผลต่อการใช้งบประมาณและมาตรการเศรษฐกิจที่ต้องชะงัก ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

ภาคเอกชนต้องช่วยตัวเอง – SME ต้องปรับตัวเพื่ออยู่รอด

แม้รัฐบาลแทบทุกรัฐบาล จะมีบทบาทในการลดต้นทุน เช่น ดอกเบี้ย ซึ่งเป็นเรื่องประคองในระยะสั้น แต่รศ.ดร.สมชายย้ำว่า “ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ต้องเร่งปรับตัวเอง” ทั้งในแง่คุณภาพสินค้า เทคโนโลยี และตลาด โดยไม่ควรรอความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว เพราะตลอดหลายรัฐบาลที่ผ่านมา ยังไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้จริง

รศ.ดร.สมชาย ระบุว่า แม้เศรษฐกิจไทยยังพอเติบโตได้ที่ระดับ 2% ในปีนี้ แต่การเมืองที่ไร้เสถียรภาพจะซ้ำเติมทุกปัจจัยเสี่ยงที่สะสมอยู่ ทั้งในและนอกประเทศ พร้อมเตือนว่าหากไม่มีการปฏิรูปเชิงโครงสร้างจริงจัง ไทยอาจติดกับดักเศรษฐกิจระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...