โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

CPALL กำไรแตะ 6.76 พันลบ. วางงบลงทุน 1.2-1.36 หมื่นลบ.

หุ้นวิชั่น

อัพเดต 13 ส.ค. 2568 เวลา 18.09 น. • เผยแพร่ 13 ส.ค. 2568 เวลา 10.55 น. • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้น

หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) (CPALL) เปิดเผยว่า ในไตรมาส 2 ปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้รวม 256,574 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน คิดเป็น ร้อยละ 3.4 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการปรับเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายสินค้าของทุกกลุ่มธุรกิจ ซึ่งประกอบด้วยธุรกิจร้าน สะดวกซื้อ ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกและศูนย์การค้า และกลุ่มธุรกิจอื่นๆ นอกจากนี้กลยุทธ์ O2O ของแต่ละหน่วยธุรกิจยังคงเป็น ปัจจัยเสริมในการเติบโตของรายได้อีกทางหนึ่งด้วย

บริษัทฯ มีกำไรขั้นต้นจากการขายและบริการเท่ากับ 56,695 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุมาจากกลยุทธ์ด้านสินค้าในทุกกลุ่มธุรกิจ ที่สามารถนำเสนอสินค้าที่ตรงกับความ ต้องการของลูกค้าในแต่ละช่วงเวลา เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไร ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นในงบการเงินรวมของ บริษัทฯ เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 22.8 จากร้อยละ 22.4 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

บริษัทฯ มีต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารเท่ากับ 51,115 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.7 จาก ไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ค่าใช้จ่ายกลุ่มต้นทุนในการจัดจำหน่ายมีจำนวน 43,384 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.1 จากไตรมาส เดียวกันของปีก่อน ในขณะที่กลุ่มค่าใช้จ่ายในการบริหารมีจำนวน 7,731 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 2.8 จากช่วงเดียวกันของ ปีก่อน โดยประเภทค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นหลัก ๆ ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนพนักงาน ค่าบริหารร้านสาขา ค่าโฆษณาและส่งเสริมการขาย ซึ่งเพิ่มขึ้นตามร้านสาขาที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ค่าไฟฟ้ายังคงปรับลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ แต่ละกลุ่มธุรกิจยังคงมีการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง และมีประสิทธิภาพ

บริษัทฯ มีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายและค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้จำนวน 13,196 ล้านบาท เพิ่มขึ้น ร้อยละ 6.1 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และรายงานกำไรสุทธิเท่ากับ 6,768 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 8.5 สาเหตุหลักมาจากการดำเนินงานที่ดีขึ้นของกลุ่มธุรกิจร้านสะดวกซื้อเป็นหลัก ประกอบกับการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่าย อย่างมีประสิทธิภาพ กำไรต่อหุ้นตามงบการเงินรวมในไตรมาส 2 ปี 2568 มีจำนวนเท่ากับ 0.74 บาท

สำหรับ 6 เดือนแรกของปี 2568 รายได้รวมก่อนหักรายการระหว่างกัน แบ่งสัดส่วนตามธุรกิจหลัก ได้ดังนี้ (กลุ่ม 1) รายได้จากธุรกิจร้านสะดวกซื้อและธุรกิจอื่นๆ มีสัดส่วนร้อยละ 53 และ (กลุ่ม 2) รายได้จากธุรกิจค้าส่งค้าปลีกและ ศูนย์การค้า มีสัดส่วนร้อยละ 47 ซึ่งสัดส่วนรายได้ของ (กลุ่ม 1) เพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อน โดยหลักมาจากการเติบโตของรายได้ของ ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ

กำไรก่อนค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ก่อนหักรายการระหว่างกัน แบ่งสัดส่วนตามธุรกิจหลัก ได้ดังนี้ (กลุ่ม 1) กำไรจากธุรกิจ ร้านสะดวกซื้อและธุรกิจอื่นๆ มีสัดส่วนร้อยละ 76 ในขณะที่ (กลุ่ม 2) กำไรจากธุรกิจค้าส่งค้าปลีกและศูนย์การค้า มีสัดส่วน ร้อยละ 24 ซึ่งสัดส่วนกำไรของ (กลุ่ม 1) เพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อน โดยหลักมาจากการเติบโตของกำไรของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ อย่างไรก็ตามทุกธุรกิจมีความมุ่งมั่นในการสร้างการเติบโตของกำไรอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลจากการดำเนินงานและการบริหาร ต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ดี

ผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ในไตรมาส 2 ปี 2568 ธุรกิจร้านสะดวกซื้อเปิดร้านสาขาใหม่รวมทั้งสิ้น 165 สาขา ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2568 บริษัทฯ มีจำนวนร้านสาขาทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 15,595 สาขา แบ่งเป็น (1) ร้านสาขาบริษัท 7,959 สาขา (ประมาณ ร้อยละ 51) ร้านเปิดใหม่สุทธิ 91 สาขา ในไตรมาสนี้ (2) ร้าน SBP และร้านค้าที่ได้รับสิทธิช่วงอาณาเขต7,636 สาขา (ประมาณ ร้อยละ 49) ร้านเปิดใหม่สุทธิ 74 สาขา ในไตรมาสนี้ร้านสาขาส่วนใหญ่ยังเป็นร้านที่ตั้งเป็นเอกเทศ ซึ่งประมาณร้อยละ 86 ของสาขาทั้งหมด และส่วนที่เหลือเป็นร้านใน สถานีบริการน้ำมัน ปตท.

ในไตรมาส 2 ปี 2568 ธุรกิจร้านสะดวกซื้อมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการรวม 117,706 ล้านบาท เพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.1 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ในไตรมาสนี้มียอดขายเฉลี่ยต่อร้านต่อวัน เท่ากับ 85,690 บาท และยอดขายเฉลี่ย ของร้านสาขาเดิมลดลงเล็กน้อย ร้อยละ 0.8 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมียอดซื้อต่อบิลประมาณ 88 บาท ในขณะที่ จำนวนลูกค้าต่อสาขาต่อวันเฉลี่ย 966 คน ทั้งนี้จำนวนลูกค้าลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากปัจจัยในเรื่องของ อากาศที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางภายในประเทศ ประกอบกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ปรับลดลงเช่นกัน อย่างไรก็ ตาม ธุรกิจร้านสะดวกซื้อยังคงใช้แผนกลยุทธ์ที่สอดรับกับสถานการณ์ตลอดเวลา โดยคำนึงถึงการรักษาฐานลูกค้าเดิม และ ขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มใหม่ๆ โดยนำเสนอสินค้าใหม่ๆ พร้อมกับโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดลูกค้าในแต่ละช่วงเวลา รวมถึงความ พยายามในการเพิ่มรายได้จากการขายสินค้า ผ่านกลยุทธ์ O2O อาทิ7Delivery และ All Online ซึ่งสามารถตอบสนองความ ต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดีมาโดยตลอด โดยมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 11 ของรายได้จากการขายสินค้ารวม

ในไตรมาส 2 ปี 2568 สัดส่วนของรายได้จากการขาย ร้อยละ 76.4 มาจากสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม และ ร้อยละ 23.6 มาจากสินค้าอุปโภค ซึ่งสัดส่วนรายได้ในกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่มปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี ก่อน ตามกลยุทธ์หลักของบริษัทฯ ที่ยังคงมุ่งเน้นที่จะเป็นจุดหมายปลายทางที่ 1 ในใจลูกค้าเมื่อนึกถึงอาหารและเครื่องดื่ม สำหรับลูกค้าทุกกลุ่ม ทุกที่และทุกเวลา

ในไตรมาส 2 ปี 2568 ธุรกิจร้านสะดวกซื้อมีกำไรขั้นต้นจำนวน 34,494 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปี ก่อน ร้อยละ 6.0 โดยมีอัตรากำไรขั้นต้น เท่ากับร้อยละ 29.3 เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2 ปี 2567 ที่อัตราส่วนร้อยละ 29.0 สาเหตุ หลักมาจากกลยุทธ์ด้านสินค้าตามที่กล่าวมาข้างต้น รวมถึงให้ความสำคัญต่อการบริหารอัตรากำไรขั้นต้นของสินค้าโดย พยายามเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่มที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ธุรกิจร้านสะดวกซื้อยังมีรายได้อื่นอีกจำนวน 7,312 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.7 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้จากการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ และอื่นๆ ในขณะที่มีการบันทึกเงินปันผลรับจากบริษัทย่อยจำนวน 4,990 ล้านบาท

ในส่วนของต้นทุนในการจัดจำหน่าย และค่าใช้จ่ายในการบริหาร ในไตรมาส 2 ปี 2568 มีจำนวน 34,444 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 6.5 สาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนพนักงาน ค่าบริหารร้าน สาขา ค่าโฆษณาและส่งเสริมการขาย ซึ่งเพิ่มขึ้นตามการขยายสาขา ในขณะที่ค่าไฟฟ้ายังคงปรับตัวลดลงจากประโยชน์ของค่า ไฟฟ้าต่อหน่วย รวมถึงการบริหารจัดการการใช้หน่วยไฟอย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงพยายามควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างรัดกุม และให้มีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการมุ่งขยาย สาขาร้าน 7-Eleven ตามแผน และมีการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงสินค้าและบริการสำหรับลูกค้า ทั้งนี้กลุ่มธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ยังคงรายงานกำไรจากการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 12,290 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.9 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ มีกำไรสุทธิเท่ากับ 9,155 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 35.8 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และกำไรต่อหุ้นตามงบการเงินเฉพาะ กิจการในไตรมาส 2 ปี 2568 จำนวนเท่ากับ 1.00 บาท

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568 บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ในประเทศกัมพูชา รวมทั้งสิ้น 123 สาขา และมีสาขาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จำนวน 18 สาขา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...