สัมผัสเมืองตรังกับวัฒนธรรมสุดจี๊ด Eat วันละ 9 มื้อ กับ “ตรัง โอชา”
คนไทยกับอาหารเป็นของคู่กัน และเราอาจคุ้นเคยกับการ “กินสามมื้อ” ตามหลักโภชนาการ แต่หากพูดถึงเมืองตรัง นอกจากธรรมชาติที่สวยงามกับแหล่งท่องเที่ยวที่ชวนไปสัมผัส ยังมีวัฒนธรรม “การกินวันละ 9 มื้อ” ที่เลื่องชื่อไม่แพ้กัน ความถี่ของมื้ออาหารของชาวตรัง ไม่ได้บ่งบอกถึงความฟุ่มเฟือยด้านการบริโภค หากแต่แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตที่หลากหลาย
อาหารมื้อแรกของคนกรีดยางเริ่มต้นตอนเที่ยงคืน สถานที่รับประทานอาหารอาจเป็นร้านกาแฟใกล้จุดรับซื้อน้ำยาง ในขณะที่ชาวประมงใช้น่านน้ำและเรือเป็นทั้งสถานที่ประกอบอาชีพและประกอบอาหาร นอกจากนี้ ตรังยังมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา และประเพณีของผู้คนในท้องถิ่น ส่งผลให้วัฒนธรรมการกินหลากหลายตามไปด้วย จึงไม่น่าแปลกใจนักที่ร้านอาหารในจังหวัดตรัง จะมีตั้งแต่ร้านที่เปิดตอนเช้า ตอนกลางวัน ตอนเย็น ตอนค่ำ ไปจนถึงตอนดึก
ในวันนี้ “คิด” ชวนไปคุยกับคุณหมี-พิบูลย์ อมรจิรพร สถาปนิกผู้ก่อตั้ง Plural Designs และผู้จัดนิทรรศการ “ตรัง โอชา” ผลงานจัดแสดงไฮไลต์ของจังหวัดตรังในเทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ 2568 หรือ Pakk Taii Design Week 2025 เพื่อเรียกน้ำย่อยกันหน่อยว่า “อาหาร” จะพา ‘ตรัง’ ไป ‘ปัง!’ ได้ขนาดไหน
คุณหมี-พิบูลย์ อมรจิรพร สถาปนิกผู้ก่อตั้ง Plural Designs และผู้จัดนิทรรศการ “ตรัง โอชา”
“ของดีเมืองตรัง” พูดถึงกี่ครั้งก็น้ำลายสอ
หากจะพูดถึงของดีเมืองตรัง แน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องของ ‘อาหาร’ ซึ่งเป็นใจความสำคัญของการทำนิทรรศการในครั้งนี้ด้วย หากเรามองลึกลงไปก็จะเห็นว่า ทำไมอาหารในตรังถึงได้มีความหลากหลาย เนื่องจากวัฒนธรรมที่เกิดจากการอยู่ร่วมกันของคนหลายกลุ่ม เมนูอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ของคนแต่ละกลุ่มก็จะมีเยอะ อีกทั้งยังเคยเป็นเมืองใหญ่มาก่อน เคยเป็นเมืองท่าในอดีต และมีวัตถุดิบสดใหม่จากทะเลอันดามัน จุดเด่นของจังหวัดตรัง จึงมองว่าเป็นเรื่องอาหาร
เชฟอุ้ม-คณพร จันทร์เจิดศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารของจังหวัดตรัง
“ตรังโอชา” โปรเจ็กต์ที่อยากส่งต่อมากกว่าความอร่อย
จริง ๆ นิทรรศการนี้ได้แรงบันดาลใจจากตอนไปทริป แล้วได้เจอกับเชฟอุ้ม-คณพร จันทร์เจิดศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารของจังหวัดตรัง ผมลงพื้นที่ที่ตรังเยอะหน่อย เพราะตัวนิทรรศการหลัก ๆ จะเป็น POP UP Canteen หรือจะเรียกว่าเป็นการยกอาหารจากเมืองตรังมาให้คนได้รับประทานกันตลอดช่วงเทศกาลฯ โดยจะมีครัวของตรังมาเปิดที่นี่ พอได้เจอกับเชฟอุ้ม ได้เจอกับกลุ่มพี่ ๆ น้อง ๆ ที่ทำงานด้านความคิดสร้างสรรค์ งานออกแบบในจังหวัดตรัง จึงรู้สึกว่าจริง ๆ จังหวัดของเขามีศักยภาพอยู่แล้ว คือมีทั้งคน มีทั้งของ ที่พร้อมนำไปต่อยอด
นิทรรศการแยกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งคือ “ครัวตรัง” ที่ยกอาหารขึ้นชื่อของจังหวัดมาให้ชิม อีกส่วนหนึ่งคือนิทรรศการ ซึ่งมีทั้งนิทรรศการภาพถ่ายที่ถ่ายทอดวิถีชีวิตของชาวตรัง วัฒนธรรม และความเชื่อที่เกี่ยวกับอาหารของตรัง และนิทรรศการที่โชว์งานออกแบบ Table Wear (ภาชนะและอุปกรณ์สำหรับรับประทานอาหาร) สำหรับอาหารตรัง
ธีมของเทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ปีนี้คือ South Paradise หลัก ๆ ก็พูดถึงความสบายใจ และแน่นอนว่าอาหารอร่อย ๆ ก็เป็นหนึ่งในนั้น เป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้
ช่วยเล่าถึงที่มาจริง ๆ ของคำว่า “ตรังเก้ามื้อ” ให้ฟังหน่อย
ความคาดหวังอันดับแรกคืออยากให้คนเข้าใจความเป็นตรังมากขึ้น เพราะมันจะมีคำหนึ่งที่เป็นคีย์เวิร์ดที่เจอบ่อยคือ “ตรังเก้ามื้อ” ซึ่งพอเราได้ลงไปคุยกับคนในพื้นที่จริง ๆ ก็ได้รู้ว่า ตรังเก้ามื้อนั้นไม่ได้หมายถึงคนตรังกินอาหารเก้ามื้อต่อวัน มันมีที่มาที่ไปของมันอยู่ ซึ่งเชื่อมโยงกับวิถีชีวิต เช่น ตรังเป็นจังหวัดที่ปลูกต้นยางต้นแรกในประเทศ มีการนำเข้ามาจากต่างประเทศ เพราะฉะนั้นก็จะมีคนกรีดยาง สวนยางค่อนข้างเยอะ คนกลุ่มนี้ก็จะเป็นคนกลุ่มแรกที่กินมื้อแรกของวัน ซึ่งอาจจะเริ่มตอนเที่ยงคืน เพราะว่าเขาต้องมาทำหน้าที่กรีดยาง มีชาวประมงที่ออกไปหาปลาในทะเล จากนั้นมันก็จะหมุนไปเป็นมื้ออื่น ๆ จนถึงมื้อที่เก้า มุมหนึ่งก็คือเพราะวิถีชีวิตที่หลากหลายของผู้คนในตรัง ซึ่งเราอธิบายไปในนิทรรศการเพราะอยากจะให้คนมีความเข้าใจที่ถูกต้องมากขึ้น เกี่ยวกับคำกล่าวนี้ แล้วก็ได้กินอาหารตรังจริง ๆ
การนำงานออกแบบลงไปย่อยจุดเด่นของจังหวัดต่าง ๆ ให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น คิดว่าสิ่งนี้น่าจะช่วยทำให้เกิดภาพจำหรือแบรนดิงใหม่ของการท่องเที่ยวในภาคใต้ได้มากขึ้น
“ภาคใต้” กับศักยภาพที่จะไปต่อ
ภาคใต้ในตอนนี้ผมมองว่าเป็น World Destination อยู่แล้ว แต่จะเป็นในมุมของการท่องเที่ยว ทะเล หาดทราย ทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงาม ผมคิดว่าเราควรขยายขอบเขตการรับรู้ในเรื่องวัฒนธรรมให้มากขึ้น เพราะเราไม่สามารถพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติได้เพียงอย่างเดียวตลอดไป หากเราใช้งานทรัพยากรธรรมชาติบ่อย ๆ ก็จะเกิดปัญหาเรื่องความเสื่อมโทรมได้ ผมคิดว่าคงจะเป็นเรื่องดีที่เราดึงน้ำหนักมาทางเรื่องอื่น ๆ ด้วย แทนที่ที่คนจะไปมุ่งใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเดียว ก็เลยอยากให้มาเรียนรู้ Soft Power ของประเทศในแง่มุมอื่น ๆ มากขึ้น อย่างหนึ่งคือการนำงานออกแบบลงไปย่อยจุดเด่นของจังหวัดต่าง ๆ ให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น คิดว่าสิ่งนี้น่าจะช่วยทำให้เกิดภาพจำหรือแบรนดิงใหม่ของการท่องเที่ยวในภาคใต้ได้มากขึ้น ว่าคุณไม่จำเป็นต้องมาเที่ยวเฉพาะทะเลอย่างเดียว มันยังมีอาหารหรือวัตถุดิบท้องถิ่นที่น่าสนใจให้นำเสนอได้มากขึ้นด้วย
หากสิ่งเหล่านี้ เราให้คนในท้องถิ่นทำอย่างเดียว ต่างคนต่างทำ มันอาจจะซ้อนทับกัน แต่เทศกาลก็มีข้อดีตรงที่พอเอาแต่ละจังหวัดมาเล่าพร้อมกัน แต่ละจังหวัดก็จะไม่ค่อยซ้อนทับกัน เพราะต่างคนต่างรู้ว่าต้องมาเจออะไรบ้างพร้อมหน้ากัน
ผมคิดว่า จังหวัดเมืองรองอย่างตรังหรือพัทลุง เหมาะกับการให้คนในประเทศท่องเที่ยวมาก เพราะเมืองหลักของภาคใต้ที่เป็น World Destination ไปแล้วอย่างภูเก็ตหรือกระบี่ บางทีเรื่องค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จะถูกอ้างอิงกับนักท่องเที่ยวเป็นหลัก เราในฐานะคนท้องถิ่นไปเที่ยวอาจจะคิดว่าราคาค่อนข้างสูง แต่เมืองรองจะเที่ยวง่าย ราคาน่ารักกว่า ไม่รู้สึกว่าคนเยอะ แออัด แต่ยังมีอีกหลายอย่างเลยให้เราลองไปสัมผัส
มุมมองจากนักสร้างสรรค์ถึงการจัดนิทรรศการในประเทศไทย
ในการจัดนิทรรศการหนึ่ง มันมีกระบวนการมากมาย บางทีทำกันหลายเดือน ทั้งการจัดเตรียมข้อมูลและเตรียมการนำเสนอ แต่ระยะเวลาที่ได้จัดแสดงกลับอยู่ได้เพียงหนึ่งถึงสองสัปดาห์ ผมคิดว่าคงมีคนอยากทำงานประเภทนี้มาก แต่ยังขาดพื้นที่ ซึ่งในความเป็นจริงแต่ละจังหวัดต่างก็มีพิพิธภัณฑ์ประจำจังหวัดอยู่แล้ว แต่การเล่าเรื่องอาจจะมีแบบแผนที่เป็นแบบเรียนเกินไปหรือไม่น่าสนใจ เราอาจจะนำนิทรรศการเหล่านี้ในงานเทศกาลออกแบบไปต่อยอดต่อ หรือให้พื้นที่กับนักสร้างสรรค์ท้องถิ่นในการนำเสนอเรื่องราวของ “บ้าน” ตัวเองได้ โดยอาจจัดแสดงในรูปแบบนิทรรศการที่ค่อนข้างถาวร อาจมีปรับเปลี่ยนหมุนเวียนบ้าง แต่ได้จัดแสดงนาน ๆ ก็จะไม่ต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรและเวลาไปกับการจัดแสดงสั้น ๆ อีกทั้งยังอาจจะช่วยกระตุ้นให้คนสนใจพิพิธภัณฑ์ได้มากขึ้นด้วย
“ของขวัญจากใจ” จากปักษ์ใต้ถึงคนต่างถิ่น
ถ้าจะให้ส่งของขวัญให้กับคนที่ไม่ได้อยู่จังหวัดตรัง ผมอยากจะส่ง ‘ตั๋วเครื่องบิน’ ให้เขาเดินทางมา ให้มาสัมผัสประสบการณ์ครับ คิดว่าของเป็นชิ้น ๆ อาจจะไม่สามารถถ่ายทอดภาพรวมของจังหวัดได้ และไม่สู้การมาสัมผัสประสบการณ์จริง ยกตัวอย่าง ‘หมูย่างเมืองตรัง’ ถามว่าเราเคยกินไหม เราก็เคยกินในกรุงเทพฯ บางทีมีร้านมาออกร้าน เราซื้อกินก็รู้สึกว่าไม่ค่อยอร่อย พอได้ลงมาทำงานที่ตรังจริง ๆ และได้กินหมูย่างตรัง ก็พบว่าความสดใหม่ และความเป็นหมูย่างตรังจริง ๆ มันก็อร่อยกว่าที่เราหาได้ในกรุงเทพฯ เพราะฉะนั้นจึงคิดว่าการส่งหมูย่างตรังขึ้นมา ก็ไม่สู้กับการได้ลงไปสัมผัสประสบการณ์จริงที่ปักษ์ใต้