ทะเลสีเขียว สะท้อนความไม่เป็นธรรม-ผิดธรรมชาติ จากหาดบางแสน
ทะเลสีเขียว สะท้อนความไม่เป็นธรรม-ผิดธรรมชาติ จากหาดบางแสน
วันที่ 22 ตุลาคม นายนภนต์ โพธิจันท์ เยาวชน Youth Climate Justice Advocates (YCJA) กล่าวว่า ตลอดชีวิตของตน หาดบางแสนคือฉากชีวิตที่คุ้นเคย หาดพาณิชย์ของชาวชลบุรีที่เป็นทั้งแหล่งพักผ่อนและพื้นที่ทำมาหากินของผู้คน แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ สีของน้ำทะเลได้กลายเป็นสิ่งที่ ผิดปกติ ที่ใคร ๆ สังเกตเห็นได้ แม้นักท่องเที่ยวจะยังคงมาปูเสื่อนอนเล่น ริมฝั่งยังมีบ้านเรือนชาวประมงเรียงราย แต่ใต้ความคึกคักนั้นกลับมีบางสิ่งที่บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ น้ำทะเลที่เคยใส กลับกลายเป็น “สีเขียวขจี” อย่างผิดธรรมชาติ
นายนภนต์ กล่าวว่า เสียงสะท้อนจากชาวประมงในตลาดเล็กๆ ริมชายฝั่งคือหลักฐานหนึ่งของ “ความไม่เป็นธรรมเชิงนิเวศ” ที่ซ่อนอยู่ “เวลาน้ำทะเลสีเขียวมา จับปลาไม่ติดแหเลย” ประโยคสั้น ๆ ที่บอกเล่าความไม่มั่นคงของชีวิตชายฝั่ง เมื่อธรรมชาติที่พวกเขาพึ่งพาเริ่มไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
นายนภนต์ กล่าวว่า น้ำทะเลสีเขียว คืออาการหนึ่งของโรคที่ชื่อว่า “โลกร้อน” การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทำให้โครงสร้างทางนิเวศเปลี่ยนไปทุกระดับ ตั้งแต่ชั้นบรรยากาศจนถึงระดับเซลล์เล็ก ๆ ในทะเล แพลงก์ตอนพืช (phytoplankton) ซึ่งเคยเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อาหารทางทะเล เริ่มเติบโตอย่างผิดปกติ กลายเป็น “แพลงก์ตอนบลูม” (plankton bloom) ที่ทำให้น้ำเปลี่ยนสี
ในบางกรณี แพลงก์ตอนเหล่านี้ยังผลิตสารพิษชีวภาพจนกลายเป็น “Harmful Algal Blooms” (HABs) หรือ “การบานสะพรั่งของสาหร่ายพิษ” ซึ่งกำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย
ผลลัพธ์คือการขาดออกซิเจนในน้ำ การตายของปลาและสัตว์ทะเล การสะสมสารพิษในห่วงโซ่อาหาร และการสูญเสียรายได้ของผู้คนที่อาศัยอยู่กับทะเล ปรากฏการณ์ทางนิเวศที่กลายเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมในเวลาเดียวกัน
นายนภนต์ กล่าวว่า แพลงก์ตอนบลูมไม่ได้เกิดขึ้นเพราะทะเล “ผิดปกติ” แต่เพราะ ระบบบนบก “ปล่อยภาระ” ลงสู่ทะเล เนื่องจากสารอาหารส่วนเกิน เช่น ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส จากภาคเกษตรกรรม โรงงาน อุตสาหกรรมชายฝั่ง และน้ำเสียในเมือง คือเชื้อเพลิงสำคัญของการขยายตัวของแพลงก์ตอน เมื่อรวมกับอุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้นจากภาวะโลกร้อนและฝนที่ตกหนักนอกฤดูกาลซึ่งชะล้างของเสียจากแผ่นดินลงทะเล ปรากฏการณ์นี้จึงทวีความรุนแรงมากขึ้น “ความไม่เป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ” ที่เกิดขึ้นข้ามระบบ เมืองใหญ่และภาคอุตสาหกรรมปล่อยมลพิษ แต่ชุมชนชายฝั่งเป็นผู้รับผลกระทบ
“มีตัวอย่างในต่างประเทศ ในปี 2014 เมืองโทลีโด รัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐฯ ต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน หลังเกิด HABs หรือ การกระจายของสาหร่าย ครั้งใหญ่ในทะเลสาบอีรี จนน้ำประปาในพื้นที่ปนเปื้อนสารพิษ ส่งผลให้ประชาชนกว่า 400,000 คนต้องงดใช้น้ำชั่วคราว และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 700 ล้านดอลลาร์”นายนภนต์ กล่าว
นายนภนต์ กล่าวว่า หากย้อนกลับมาที่ประเทศไทย ปรากฏการณ์คล้ายนั้นเกิดขึ้นในรูปแบบที่เงียบกว่า แต่ส่งผลลึกต่อชีวิตของคนจนชายฝั่ง เช่น ฟาร์มหอยนางรมกว่า 260 แห่งในจังหวัดชลบุรีที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากน้ำทะเลเปลี่ยนสี หอยจำนวนมากตาย หรือคุณภาพตกต่ำจนขายไม่ได้ราคา รายได้ของครัวเรือนทะเลลดลง ขณะที่ต้นทุนชีวิตเพิ่มขึ้น น้ำทะเลสีเขียวไม่ใช่เพียง “สัญญาณเตือนของสิ่งแวดล้อม” แต่คือ “คำถามต่อความยุติธรรม” ว่าเหตุใดคนที่ไม่ได้สร้างปัญหาจึงต้องรับผลกระทบมากที่สุด
ในมุมมองของ แนวคิดความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ (Climate Justice) ปัญหาเช่นนี้ไม่อาจถูกมองแค่ในเชิงเทคนิค เช่น การจัดการน้ำเสียหรือการวิจัยแพลงก์ตอนเท่านั้น แต่ต้องมองในเชิงโครงสร้างของอำนาจและความรับผิดชอบ ใครได้ประโยชน์จากการพัฒนา และใครต้องสูญเสียความมั่นคงในชีวิตจากมัน
หากรัฐยังมองปัญหาทะเลเปลี่ยนสีเป็นเพียง “เหตุการณ์ทางธรรมชาติ” โดยไม่ยอมรับความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษ ปัญหานี้จะกลายเป็นวงจรซ้ำของความไม่เป็นธรรม ที่ผู้คนชายฝั่งต้องแบกรับแทนคนอื่นอยู่ร่ำไป
นายนภนต์ กล่าวว่า การจัดการปรากฏการณ์น้ำทะเลสีเขียวจำเป็นต้องมองแบบบูรณาการ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ระดับนโยบาย ต้องมีระบบติดตามคุณภาพน้ำที่เชื่อมโยงกับการปล่อยสารอาหารจากภาคเกษตรและอุตสาหกรรม พร้อมกลไกความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชุมชนชายฝั่ง ระดับชุมชน สนับสนุนการประมงพื้นบ้านและระบบเตือนภัยสิ่งแวดล้อมที่ชุมชนมีส่วนร่วม ระดับโลก ประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทยควรใช้กรณีนี้ผลักดันให้เห็นว่า climate justice ไม่ได้อยู่ไกลถึงขั้วโลกเหนือ แต่อยู่ในทุกหยดน้ำที่เปลี่ยนสีเพราะระบบเศรษฐกิจที่ไม่ยุติธรรม
นายนภนต์ กล่าว เรื่องของ “น้ำทะเลสีเขียว” เริ่มต้นจากความรู้สึกส่วนตัวของตน แต่สะท้อนถึงโครงสร้างปัญหาที่ใหญ่กว่าชีวิตของใครคนหนึ่ง มันคือเรื่องของการพัฒนา การบริโภค และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติที่ไม่สมดุล หากเรายังมองเพียงว่านี่คือ “เหตุการณ์ทางธรรมชาติ” แล้วหลงลืมมิติของความไม่เป็นธรรมทางสังคมที่ซ่อนอยู่ เราก็อาจจะปล่อยให้ “ทะเลสีเขียว” กลายเป็นสัญลักษณ์ของสังคมที่ไร้ความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมโดยไม่รู้ตัว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทะเลสีเขียว สะท้อนความไม่เป็นธรรม-ผิดธรรมชาติ จากหาดบางแสน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th