เปิดไลฟ์สไตล์ Fun & Fabulous ของ หมอกลาง นายแพทย์ณัฐณกัณฑ์ พิชยะวงศ์ภัค – หมอต่อ นายแพทย์ภาณุพงศ์ ภัทรกุล คู่หมอเพื่อนซี้ แห่ง Dermatige Aesthetics
Hello Magazine Thailand
อัพเดต 27 ต.ค. 2568 เวลา 10.23 น. • เผยแพร่ 21 ต.ค. 2568 เวลา 07.16 น. • HELLO! Magazine Thailandหมอกลาง – นายแพทย์ณัฐณกัณฑ์ พิชยะวงศ์ภัค (ว.44236) และหมอต่อ – นายแพทย์ภาณุพงศ์ ภัทรกุลทวี (ว.53464) สองแพทย์ความงามเพื่อนซี้ มาเผยถึงเส้นทางแห่งมิตรภาพจากรั้วมหาวิทยาลัยสู่โลกธุรกิจ พร้อมอัปเดตไลฟ์สไตล์แบบ 360 องศา ทั้งบทบาทแพทย์ความงาม เจ้าของคลินิกความงาม ยูทูบเบอร์ และอินฟลูเอนเซอร์
บ้านที่สะท้อนความชอบและความเชื่อ
บทสนทนาที่แสนมีชีวิตชีวาครั้งนี้เริ่มต้นขึ้น ณ มุมรับแขกในบ้านหลังสวยของหมอกลาง ซึ่งเจ้าตัวเผยว่าเพิ่งย้ายเข้ามาพักอาศัยได้เพียง 5 วัน “ตัดสินใจซื้อบ้านหลังนี้ตั้งแต่ปีที่แล้ว ใช้เวลาตกแต่งอยู่เกือบปี วันนี้ได้เข้ามาอยู่แล้วก็รู้สึกว่า นี่คือรางวัลแห่งความพยายามของเรา
“ที่สำคัญอยากจะเซอร์ไพรส์คุณแม่ด้วย ที่เราคุยกันอยู่ตอนนี้ ท่านยังไม่รู้เลยนะว่าซื้อบ้านใหม่ อยากให้มาว้าวทีเดียว โดยเฉพาะการมีลิฟต์ในบ้าน มองว่าน่าจะสะดวกสบายกับการใช้ชีวิตของคุณพ่อคุณแม่ ด้วยอายุที่มากแล้ว ไม่อยากให้ทั้งสองคนเดินขึ้นลงบันไดบ่อยๆ”
คุณหมอกลางเล่าเพิ่มเติมอีกว่า บ้านหลังนี้สะท้อนตัวตนของเขาออกมาได้อย่างชัดเจนที่สุด “บ้านที่เคยซื้อก่อนหน้านี้โครงการจะตกแต่งให้ทั้งหมด แต่ที่นี่เราตกแต่งเองร่วมกับอินทีเรียดีไซเนอร์ที่สนิทกัน ธีมจะเป็นโมเดิร์นคลาสสิก เรื่องฮวงจุ้ยก็จัดเต็ม ให้ซินแสมาดูเรื่อยๆ เรียกว่าเป็นความหมกมุ่นก็ได้ (หัวเราะ) ทุกอย่างที่เป็นการแก้ไขฮวงจุ้ยถูกซ่อนไว้อย่างกลมกลืน และด้วยความที่ชอบอะไรแล้ว จะต้องศึกษาให้ลึกซึ้ง หลังๆ พอแก้แบบบ้านกลับไปให้ซินแสช่วยดู เขาบอกว่าแก้ได้ถูกต้องทั้งหมด แถมชมด้วยว่าหมอกลางเก่งมาก ทุกวันนี้จากหมอกลางจะกลายเป็นซินแสกลางแล้วนะ”
หล่อหลอมตัวตนผ่านประสบการณ์ชีวิต
ฝั่งน้องคนสนิทอย่างหมอต่อ หลังได้ชมมุมต่างๆ ของบ้านเรียบร้อย ก็พร้อมมานั่งพูดคุยร่วมกัน และได้ย้อนเล่าถึงชีวิตวัยเด็กที่หล่อหลอมให้เป็นเขาเป็น ‘หมอต่อ’ อย่างในปัจจุบัน “ต่อเป็นคนจังหวัดพะเยาโดยกำเนิด คุณพ่อทำธุรกิจค้าขาย คุณแม่เป็นพยาบาล แต่สุดท้ายคุณแม่ลาออกเพื่อมาช่วยคุณพ่อทำงาน ที่บ้านเริ่มจากการเป็นยี่ปั๊วเครื่องนอน แล้วเปลี่ยนมาขายจักรยานและสินค้าอีกหลายอย่าง จนปัจจุบันทำบริษัทไฟแนนซ์รถยนต์
“ตอนเด็กต่อใช้ชีวิตค่อนข้างสบาย แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ได้เลี้ยงแบบสปอยล์ เรื่องเรียนก็พยายามทำเต็มที่ พอผลการเรียนออกมาดี ที่บ้านเลยผลักดันให้เรียนหมอ แต่ลึกๆ ด้วยการที่โตมากับการค้าขาย ก็อยากเป็นนักธุรกิจเหมือนกัน หรืออีกมุมหนึ่งเราเป็นคนสุขนิยม อยากทำนิตยสาร อาชีพสจ๊วตก็เคยมีอยู่ในความคิด แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะเรียนหมอ และสอบเข้าคณะแพทย์ มช.
“ส่วนที่ทุกคนเห็นว่าต่อเป็นคนอารมณ์ดี สนุกสนาน พูดเก่ง คิดว่าได้มาจากคุณพ่อเต็มๆ ท่านเป็นเอกซ์โทรเวิร์ตตัวจริง คุยเก่งกว่าต่อเสียอีกครับ”
ด้านหมอกลางพร้อมเล่าเสริมในมุมของตัวเองว่า “หมอกลางเป็นคนหลายจังหวัดมาก (หัวเราะ) จริงๆ เป็นคนกรุงเทพฯ แต่ด้วยคุณพ่อรับราชการ ครอบครัวเราย้ายบ้านกันบ่อยมาก จนมาถึงช่วงเรียนมหาวิทยาลัย สอบแพทย์ติดที่เชียงใหม่อีก กว่าจะได้กลับมาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ จริงๆ ก็เป็นช่วงที่เริ่มทำงานแล้ว
“เด็กๆ เราเป็นเจ้าหนูจำไมคนหนึ่งเลย ชอบตั้งคำถามกับทุกอย่าง ด้วยความที่คุณแม่เป็นพยาบาล จะได้ตามท่านไปโรงพยาบาลบ่อยๆ คุณหมอทุกคนที่ได้เจอจะต้องเตรียมตอบคำถามกันอยู่ตลอด เพราะไม่รู้ว่าวันนี้น้องกลางจะถามอะไรอีก ที่โรงเรียนก็เหมือนกัน นอกจากถามเก่ง ตอบก็เก่งด้วย เพราะเป็นเด็กที่รักการอ่านมาก ซึ่งเป็นโชคดีที่ถูกเลี้ยงมาด้วยหนังสือ บวกกับสมัยก่อนยังไม่มีแท็บเล็ต โทรศัพท์มือถือ อยากรู้อะไรก็ต้องอ่านหนังสือเอาอย่างเดียว ทุกวันนี้ไม่แปลกใจเลยที่แฟนคลับจะตั้งแฮชแท็กให้ว่า ‘พี่กลางหอสมุดแห่งชาติ’ เพราะถามอะไรมา ก็ตอบให้ได้หมด สำคัญที่สุดเรามีความสุขทุกครั้งที่ได้ตอบคำถามจากแฟนคลับ”
7 ปีแห่งมิตรภาพ
กว่าจะมาเป็น ‘หมอกลาง – หมอต่อ’ ที่ครองใจชาวโซเชียลมีเดียในทุกวันนี้ ทั้งคู่คือรุ่นพี่รุ่นน้อง คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แม้ไม่มีโอกาสได้ทำความรู้จักกันในช่วงเรียนมหาวิทยาลัย ทว่ามิตรภาพระหว่างหมอกลางและหมอต่อได้เดินทางมาถึงปีที่ 7 อย่างงดงาม
“เราเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกันที่คณะแพทยศาสตร์ มช. หมอกลางอยู่รุ่น 49 ส่วนหมอต่อเป็นน้องรุ่น 53” หมอกลางกล่าว ก่อนหมอต่อจะกล่าวเสริม “ตอนที่เรียนอยู่ เรายังไม่มีโอกาสได้เจอกัน เพราะพี่กลางเริ่มขึ้นวอร์ดในโรงพยาบาลแล้ว มารู้จักกันจริงๆ จากการแนะนำของรุ่นพี่ที่เป็นเพื่อนสนิทของพี่กลาง เค้าเห็นว่าทำงานสายเดียวกัน น่าจะทำความรู้จักกันไว้ ต่อก็ทักแชตไปฝากเนื้อฝากตัวตามสไตล์รุ่นพี่รุ่นน้องก่อน จากนั้นพี่กลางก็กลายเป็นที่ปรึกษาในเรื่องการทำงาน รวมถึงการวาง Career Path ซึ่งตอนนั้นเราเองก็ใหม่มากๆ สำหรับวงการนี้”
ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยความจริงใจ
“ก่อนจะได้มาร่วมกันเริ่มต้นทำธุรกิจ เราเคยทำงานในคลินิกเดียวกัน ผ่านประสบการณ์มามากมาย ทั้งเรื่องราวที่ท้าทายและเรื่องที่น่าประทับใจ จนในที่สุดเราตัดสินใจเริ่มต้นเส้นทางใหม่ด้วยความตั้งใจที่จะสร้างคลินิกในแบบที่เราเชื่อมั่นใจ และใส่ใจในทุกรายละเอียด”
คุณหมอกลางยังเล่าถึงจุดเปลี่ยนที่นำมาสู่การก่อตั้ง Dermatige Aesthetics ร่วมกับคุณหมอต่อ เมื่อถามถึงความตั้งใจแรกในการทำธุรกิจ ทั้งคู่คาดหวังให้คลินิกความงามแห่งนี้เข้าไปอยู่ในใจลูกค้า ด้วยผลลัพธ์ที่คาดหวังได้ และความปลอดภัยในทุกขั้นตอนของการให้บริการ
“สิ่งที่จะส่งมอบให้กับคนไข้ ต้องเป็นสิ่งที่เราอินจริง ๆ และได้ทดลองกับตัวเอง รวมถึงคนรอบข้างจนมั่นใจ อะไรที่ทำแล้วไม่เห็นผล เราจะไม่เสนอเลย อย่างน้อยที่สุดคนที่มาหาเราต้องได้ในแบบที่คิดเสมอ หมอตั้งใจให้คลินิกของเราเป็น Safe Zone สำหรับทุกคน ต่อให้เมื่อไหร่เรามีคนเดินเข้ามาวงวงกว้าง เพราะตัวเองไม่สามารถทำได้ทุกอย่าง การโฟกัสเฉพาะสิ่งที่ทำได้ดีและตรงกับความเชื่อของเรา และสอดคล้องกับแนวทางขององค์กรมากที่สุด” หมอต่อกล่าว
“เห็นด้วยกับหมอต่อ มันคือจริยธรรมของแพทย์ นอกจากเรื่องการทดสอบเพื่อดูผลลัพธ์แล้ว ทุกอย่างต้องปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายต่อคนไข้ หลักการพื้นฐานมีแค่นี้เลย เราทำแบบไหนแล้วดี ก็อยากจะให้คนไข้ได้ในสิ่งเดียวกัน สำคัญที่สุด จะไม่มีการยัดเยียดสิ่งที่ไม่จำเป็นหรือเกินพอดีอย่างแน่นอน” หมอกลางกล่าว
ส่วนผสมแห่งความสำเร็จที่ผสานกันอย่างลงตัว
“แม้เราสองคนจะเป็นหมอที่อาจไม่ถนัดเรื่องการบริหาร แต่ก็โชคดีที่มีพาร์ทเนอร์ที่คอยช่วยเหลือ และจัดการทุกอย่างอย่างลงตัว เมื่อรวมเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ของพวกเรา ที่ต่างมีมุมมองและวิธีการทำงานที่เสริมกันอย่างพอดี จึงเกิดเป็นทีมที่สมบูรณ์ในแบบของเราเอง
และความสำเร็จนี้ไม่ได้มาจากเราเท่านั้น แต่ยังมีทีมงานที่ดีมาก ทั้งคนรุ่นใหม่ที่เต็มไปด้วยพลังและไอเดียสดใหม่ ไปจนถึงทีมแพทย์และบุคลากรที่มากประสบการณ์ ช่วยกันเสนอความคิด ทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่ ความหลากหลายนี้เองที่หล่อหลอมให้ Dermatige เติบโตขึ้นอย่างมั่นคง จนกลายมาเป็นคลินิกที่ทุกคนไว้ใจในวันนี้
คงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ในแบบฉบับของ Dermatige Aesthetics
ตลอดระยะเวลา 3 ปีของการมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับคนไข้ Dermatige Aesthetics ยังคงรักษาดีเอ็นเอเฉพาะตัวไว้เป็นอย่างดี ท่ามกลางการแข่งขันอันดุเดือดของตลาดคลินิกความงามในปัจจุบัน
“การอยู่ใน Red Ocean ถือเป็นความท้าทายไม่ใช่อุปสรรค เราไม่กลัวใครเลย ยิ่งยาก ยิ่งอยากสวนกระแส เมกอัพ สกินแคร์ และคลินิกความงามเป็นตลาดที่ใหญ่มาก ถ้าเราทำถึง เข้าใจรสนิยมของผู้บริโภค เชื่อว่ายังมีที่ให้แบรนด์ที่มีคาแรกเตอร์ชัดเจนอยู่เสมอ
“เรารู้ว่าคนไข้ที่อยากมีใบหน้าเรียวสวยต้องการอะไร คลินิกพร้อมเสิร์ฟให้แบบนั้น เวลาเราทำงานไปเรื่อยๆ พอคลื่นจูนกันติด จักรวาลจะส่งให้คนไข้เทสต์เดียวกันมาหาเราเอง เมื่อมีโอกาสได้ดูแลกัน คนไข้แฮปปี้ หมอก็แฮปปี้ และเราพร้อมต้อนรับคนไข้ทุกเจน จะเป็นวัยรุ่น วัยทำงาน หรือผู้ใหญ่ ทุกคนจะได้รับการแก้ไขปัญหาและเพิ่มเติมความสวยในแบบฉบับของเรา” คุณหมอต่อเผยถึงการยึดหยัดในการดำเนินธุรกิจ ก่อนหมอกลางจะกล่าวเสริมถึงอีกก้าวสำคัญขององค์กรในปีนี้
“เราพร้อมลุยต่อในแบบของเรา มองว่าการแข่งขันกับตัวเองเป็นสิ่งดีที่สุด ซึ่งเรากำลังจะสร้างความเจริญเติบโตในขั้นต่อไป จากปัจจุบัน Dermatige มีคลินิกทั้งหมด 5 สาขา ล่าสุดกำลังจะเพิ่มเป็น 7 สาขา คือเซ็นทรัลบางนา สาขานี้เปิดขึ้นตามฟีดแบ็กของคนไข้ เพราะมีหลายคนไม่สะดวกเดินทางเข้ามาในเมือง เราจึงไปเสิร์ฟความสะดวกสบายให้ถึงที่
“และสาขาเอ็มควอเทียร์ เราตัดสินใจเร็วมาก เป็นโอกาสที่ต้องรีบคว้าไว้ ด้วยโลเคชั่นที่สวยและลงตัวที่สุด คนไข้ออกลิฟต์มาจะเจอคลินิกเราทันที ตอนนี้นอกจากความตื่นเต้น ก็ต้องเตรียมพร้อมสำหรับความเหนื่อยหนักที่รออยู่ข้างหน้า การเปิดคลินิก 2 สาขาพร้อมกันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยครับ”
เพื่อนผู้เป็นแรงบันดาลใจ
ไม่เพียงสัมพันธภาพที่แน่นแฟ้นระหว่าง ‘เพื่อน’ และ ‘เพื่อนร่วมธุรกิจ’ ที่พร้อมสร้างความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาองค์กรให้เติบโตไปด้วยกัน ทั้งคู่ยังต่างเป็นแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตของกันและกันอีกด้วย
“นอกจากความสามารถทางด้านการแพทย์ พี่กลางเป็นหมอที่ดูแลคนไข้ด้วยความเมตตา ห่วงใย เอาใส่ใจทุกเคส นอกจากนี้ ต่อยังมองเห็น Charisma เวลาที่พี่กลางอยู่หน้ากล้อง ทุกวันนี้ก็ยิ่ง Shine ขึ้นเรื่อยๆ การที่เราได้เติบโตไปพร้อมกับคนที่เป็นแบบอย่างให้เราได้ มันคือพื้นฐานสำคัญในการสร้างอีกหลายความสำเร็จในอนาคต” หมอต่อกล่าว
“หมอต่อมีหลายอย่างที่ตัวเราไม่มี เค้าเป็นคนที่ค้นหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ เพื่อนำมาพัฒนาคลินิกตลอดเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ Dermatige แข็งแรงขึ้นตามลำดับ แต่สิ่งที่ยังไม่เคยเปลี่ยนตั้งแต่วันแรก คือเราตั้งใจทำคลินิกความงามเทสต์ดีในราคาสมเหตุสมผล เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้” หมอกลางกล่าว
นิยามความสุขที่แตกต่าง
ต่อคำถามที่ว่า อะไรคือนิยามแห่งความสุขของชีวิตในวันนี้ ทั้งหมอต่อและหมอกลางต่างมีคำตอบที่น่าสนใจไม่แพ้กัน สำหรับหมอต่อ ความสุขคือการรายล้อมไปด้วยพลังงานแห่งความรัก “แค่ได้ใช้ชีวิตในแบบที่ชอบก็มีความสุขแล้วครับ ได้ทำงานที่รัก ใช้เวลากับคนที่รัก ทั้งครอบครัว เพื่อน ทีมงาน ขาดไม่ได้คือสุนัขพันธุ์ซามอยด์ตัวโปรด ‘เอมี่’ ชื่อเต็มของเค้าคือ ‘อเมทิสต์’ เป็นชื่อของอัญมณีสีม่วง น้องมาอยู่กับต่อตั้งแต่อายุ 9 เดือน จนตอนนี้ 2 ขวบแล้ว เค้ามีความแอกทีฟตามสายพันธุ์ ฉลาด เชื่อฟังคำสั่ง
“นอกจากน้องเอมี่ ก็ยังมีน้องหมาที่อยู่กับคุณพ่อที่พะเยาอีก เป็นบุลด็อกทั้งหมด 5 ตัว และยังมีน้องแมวสีขาวอีก 2 ตัว ชื่อจันทร์หอมกับขนมผิง บ้านเราเป็นครอบครัวที่รักการเลี้ยงสัตว์มาก เรียกว่าเป็นอีกส่วนสำคัญของชีวิตก็ว่าได้”
ส่วนหมอกลาง การได้พูดคุยกับผู้คน ไม่ว่าจะกับใครหรือผ่านช่องทางใด ทั้งหมดล้วนแล้วแต่สร้างความสุข เพราะเขาได้เป็นทั้ง ‘ผู้ให้’ และ ‘ผู้รับ’ “สำหรับหมอกลาง แค่ได้เมาท์กับน้องๆ ทีมงานที่อยู่แต่สาขาและที่ออฟฟิศก็มีความสุขแล้วครับ พนักงานเราน่ารักกันทุกคน แถมพลังงานล้นเหลือ ยิ่งทุกวันนี้บริษัทมีทีมงานเกือบร้อยคนแล้ว เวลาได้เจอกันก็มีแต่เฮฮาปาร์ตี้
“มองว่า Dermatige เป็นพื้นที่แห่งพลังงานบวกจริงๆ และความรู้สึกเหล่านี้มันส่งต่อไปถึงคนไข้ของเราด้วย เวลาที่พวกเค้ามาใช้บริการที่คลินิก หมอได้มอบความสวยให้ไป แต่ละคนเมื่อผ่านการทำหัตถการแล้วรู้สึกสวยขึ้น ดูเด็กลง เค้าก็กลับมาขอบคุณและไว้วางใจให้เราดูแลต่อ หรือช่วงเวลาที่ได้พูดคุยกับแฟนคลับ ตอบปัญหาผ่าน TikTok หรือยูทูบ ก็เป็นความสุขของหมอกลางเหมือนกัน เมื่อไรที่เราสื่อสารกันด้วยความตั้งใจและเจตนาที่ดี คอมมิวนิตีคุณภาพก็จะเกิดขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติ”
‘หมอกลาง – หมอต่อ’ ของชาวโซเชียลมีเดีย
“การไลฟ์ในแอป TikTok ต่อทำเพื่อความสนุกล้วนๆ ไม่เน้นขายของ มองว่าเมื่อไรที่เรายัดเยียดธุรกิจมากจนเกินไป คนดูเค้าสัมผัสได้ แต่ถ้าเราทำไปเรื่อยๆ ชิลๆ วันหนึ่งเค้าจะอยากอุดหนุนเราเอง ส่วนรายการพอดแคสต์ Club Saturday ทำขึ้นเพื่อเสิร์ฟแฟนคลับของพี่กลางเป็นหลัก เพราะบางคนอยากจะฟังการเล่าเรื่องแบบลงดีเทลยาวๆ เสน่ห์ของพี่กลางคือการย่อยเรื่องยากให้เข้าใจง่ายและฟังสนุก” หมอต่อเล่าถึงบทบาทการเป็นอินฟลูเอนเซอร์ และการทำรายการออนไลน์ ก่อนที่หมอกลางจะเล่าเสริมถึงรายการใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น
“ล่าสุดเรามีโปรเจกต์ที่จะแตก Club Saturday ออกมาเป็นรายการทอล์กของแต่ละคน เชิญแขกมาร่วมพูดคุยในหัวข้อต่างๆ โดยหมอกลางจะเน้นเรื่องจิตวิทยาและสุขภาพจิต ส่วนหมอต่อจะนำเสนอแง่มุมที่น่าสนใจเกี่ยวกับการทำธุรกิจ การบริหารองค์กร และการสร้าง Mindset ที่เค้ากำลังอินอยู่ในตอนนี้”
เป้าหมายของสองหมอเพื่อนซี้
“สิ่งที่อยากทำให้สำเร็จเรียบง่ายมาก นั่นคือการบาลานซ์ชีวิตให้ดีขึ้น ที่ผ่านมาเราอาจจะทำงานเยอะเกินไป ความสุขในชีวิตเลยพร่องไปบ้าง ต้องพยายามหาเวลาในการผ่อนคลายความเครียดและดูแลจิตใจตัวเอง ซึ่งการอ่านหนังสือและเล่นเปียโนช่วยได้เยอะมาก
“ย้อนกลับไปตอนเด็กๆ ต้องยกความดีความชอบให้กับคุณแม่จริงๆ เพราะนอกจากจะให้เราเติบโตมากับหนังสือ ท่านยังบังคับให้เรียนเปียโนด้วย ตอนแรกรู้สึกไม่ชอบเลย เพราะแค่เรียนหนังสือจันทร์-ศุกร์ก็หนักพอแล้ว วันเสาร์ยังต้องไปเรียนเปียโนอีก แต่พอผ่านเวลามาถึงตอนนี้ รู้สึกโชคดีมากที่ได้รู้จักกับเปียโน มันกลายเป็นเครื่องดนตรีที่ช่วยบำบัดตัวเรา ด้วยความที่เป็นอินโทรเวิร์ต เวลาเครียดจะไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดได้ดีเหมือนสายเอกซ์โทรเวิร์ต ทางออกของเราคือการเล่นดนตรี ไม่ต้องไปวีนใคร มีอะไรก็ระบายไปกับเสียงเปียโน แป๊บเดียวก็กลับมาอารมณ์ดีเหมือนเดิม” หมอกลางกล่าว
“ส่วนตัวสนใจเกี่ยวกับ Longevity Science มาสักพักหนึ่งแล้ว ตอนนี้อยากจะศึกษาให้ลึกซึ้งมากขึ้น เราลงทุนกับการดูแลตัวเอง เพื่อเป้าหมายในการมีสุขภาพที่ดี และถ้าเป็นไปได้ ต่ออยากมีอายุยืนยาวไปถึง 120 ปี ไม่แน่ใจว่าจะทำสำเร็จมั้ย แต่ก็จะพยายามอย่างเต็มที่
“ช่วงนี้กำลังอินเป็นพิเศษกับเมดิเตอร์เรเนียนไดเดต ทานผักมากขึ้น แต่เราไม่ได้เป๊ทั้งหมดนะ เรียกว่าโมดิฟายให้เข้ากับตัวเองดีกว่า ทำให้เมนูมีรสชาติมากขึ้น เติมความเป็นไทยเข้าไปหน่อย ซึ่งผลลัพธ์หลังจากได้เปลี่ยนแปลงการกิน เห็นได้ชัดเลยว่าร่างกายเปลี่ยน น้ำหนักลดลง สัดส่วนดีขึ้น แต่เรื่องที่ยังทำได้ไม่ดีคือการนอน ต้องพยายามปรับไปเรื่อยๆ สัญญากับตัวเองว่าจะ Keep Going ต่อไป” หมอต่อกล่าวปิดท้าย
FB : https://www.facebook.com/dermatige
IG : https://www.instagram.com/dermatige_aesthetics/
LINE : https://line.me/R/ti/p/@719ixhou?oat_content=url&ts=05090535