'วรภัค' ยันซื้อหุ้นฟินันเซีย ไซรัส ถูกต้องตามกฎหมาย ใช้เงินไม่ถึง 700 ล้านบาท
วรภัคชี้แจงกรณีถูกกล่าวหาเป็น Nominee พัวพันขบวนการสแกมเมอร์ ยืนยันการซื้อหุ้นบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส ปี’64 โปร่งใส ถูกต้องตามกฎหมาย ใช้วงเงินไม่เกิน 700 ล้านบาท
นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีมีข้อกล่าวหาเรื่องการเป็นตัวแทน (Nominee) เชื่อมโยงกับบริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส (Finansia Syrus : FSS) ผ่าน Pilgrim Finansa ว่า ในปี 2564 เป็นการซื้อขายหุ้นตามปกติ ถูกต้องตามกฎหมาย และระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทุกประการ โดยมีผู้สนับสนุนทางการเงินที่มองเห็นว่าหุ้นที่ซื้อราคาไม่แพง ใช้เงินไม่เกิน 700 ล้านบาท เป็นการซื้อในรูปแบบ management buy out
อีกนัยหนึ่งก็คือผู้บริหารที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการบริหารกิจการของบริษัทนั้น ๆ ซึ่งคือตนเอง และนายช่วงชัย (นะวงศ์) เห็นโอกาสในการซื้อหุ้นราคาเหมาะสม เพื่อมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้บริษัทเติบโต และมีกำไรสูงขึ้น เพื่อราคาหุ้นที่ดีขึ้น และมีผู้สนับสนุนทางการเงินมองเห็นว่าหุ้นที่ซื้อมาราคาไม่แพง มีโอกาสเติบโตได้ คุ้มกับความเสี่ยงในการสนับสนุนทางการเงิน
“ธุรกรรมการกู้เงินมาซื้อหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯนี้เป็นเรื่องปกติ ถ้าธนาคารหรือผู้กู้เข้าใจมูลค่าหุ้นที่นำมาเป็นหลักประกัน” นายวรภัคกล่าว และว่า
โดยเฉพาะหุ้น 29% ที่ซื้อมา แต่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เพราะเป็น Controlling Stake ของบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเชีย ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาด เป็นอันดับสองของประเทศไทย รวมทั้งบริษัทหลักทรัพย์ฟินันซ่าที่เป็นวานิชธนกิจอันดับต้นของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน
การซื้อหุ้นในครั้งนั้นตนได้รับวงเงินสนับสนุนสองส่วน คือส่วนที่ซื้อหุ้น และส่วนที่ 2 ที่ต้องเตรียมทำคำเสนอซื้อหุ้นที่เหลืออีก 71% วงเงินทั้ง 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นเงินกู้จากกองทุนในสิงคโปร์ชื่อ Capital Asia Investment และส่วนที่สอง จาก BIC Bank Lao ซึ่งเป็นธนาคารที่ถือหุ้น 70% โดยกลุ่มธุรกิจชาวลาวชื่อ “Asia Investment and Financial Services Sole Co., Ltd.” และอีก 30% โดยบริษัทการไฟฟ้าลาว EDL ในที่สุดไม่มีการกู้เงิน เพราะไม่มีผู้มาขาย
สำหรับกรณี BIC Bank Lao และ BIC Bank Cambodia มีความเกี่ยวพันมาอย่างไรในอดีต จึงใช้ชื่อคล้ายกัน ตนไม่ทราบ ทราบแต่เพียงว่าในปัจจุบันความเป็นเจ้าของและการจัดการนั้นแยกกันเด็ดขาด
BIC Bank Lao ผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นกลุ่มธุรกิจชาวลาวและบริษัทการไฟฟ้าลาว และเท่าที่หาข้อมูลได้ BIC Bank Cambodia ที่อยู่ในประเทศกัมพูชานั้น ถือหุ้นใหญ่โดย บริษัท Apsara Holdings 99% และ Mr. Yim Leak 1%
หลังจากตนและคุณช่วงชัยเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ฟินันเซีย ไซรัส ก็ได้ดำเนินการปรับโครงสร้างบริษัท โดยจ้าง McKinsey & Co. เป็นที่ปรีกษา ทำ Digital Transformation จนผ่านไป 3 ปี ปลายปี 2567 ก็ขายหุ้นให้คุณช่วงชัย หลังจากนั้นก็ไม่เคยมีความเกี่ยวข้องใด ๆ ในการถือหุ้น หรือในการบริหาร
ส่วนคุณช่วงชัยจะขายหุ้นให้ใคร หรือมีการเพิ่มทุนอีก ตนก็ไม่ได้ติดตามข่าว ซึ่งการที่บุคคลใดจะนำชื่อของตนในอดีตไปเชื่อมโยงกับบุคคล หรือเครือข่ายใดในภายหลัง แต่ดูจากโครงสร้างปัจจุบันมีการเพิ่มทุน ทำให้หุ้นเดิม 29% หลุดไปเหลือ 17%
ดังนั้น การคาดเดาอ้างว่าตนเป็น Nominee หรือเป็นฟันเฟืองสำคัญของ Scammer ถือเป็นการใส่ร้ายป้ายสี และบิดเบือนข้อเท็จ
ทั้งนี้ ล่าสุดยังได้เหิมเกริมใส่ร้ายด้วยข้อมูลเท็จกับภรรยาของตน ว่าได้รับผลประโยชน์เป็นเงินคริปโตจำนวนหลายล้านเหรียญ ซึ่งไม่เป็นความจริง ขอยืนยันว่าภรรยาของตนไม่เคยมีบัญชีคริปโตใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งในอดีตและปัจจุบัน และไม่เคยได้รับผลประโยชน์ใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้เลย
“ตนขอปฏิเสธข้อกล่าวหา ใส่ร้าย ป้ายสีทั้งหมดอย่างชัดเจน ว่าไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือมีผลประโยชน์ร่วมกับกลุ่มบุคคล หรือขบวนการที่เกี่ยวข้องกับ Cambodian Scammers หรือกระบวนการต้มตุ๋นหลอกลวง ธุรกิจผิดกฎหมายใด ๆ ทั้งสิ้น”
นายวรภัคกล่าวว่า ผมมีประวัติการทำงานและจรรยาบรรณที่โปร่งใส ตรวจสอบได้มาตลอด 30 ปีในแวดวงการเงินระดับสากล ทั้งในองค์กรต่างชาติและองค์กรของรัฐขนาดใหญ่ของไทย และปัจจุบันทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ข้าราชการกระทรวงการคลังที่มีโอกาสทำงานใกล้ชิดกับผมมากกว่าหนึ่งปีก่อนหน้านี้ รวมทั้งในปัจจุบันจะสามารถยืนยันได้ว่าผมทำงานอย่างไร
หลังจากนี้ผมขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่บิดเบือน และเผยแพร่ข้อมูลเท็จที่ทำให้เสียชื่อเสียง และพร้อมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ ผมใช้เบอร์มือถือเบอร์เดียวมาตลอด ไม่มีความลับ ใช้เครดิตการ์ดใบเดียว บัญชีก็ใช้ของกรุงไทยเป็นหลัก ผมเชื่อมั่นในหลักนิติธรรม และจะยืนหยัดในความจริง เพื่อปกป้องชื่อเสียงส่วนบุคคล และเกียรติของตำแหน่งทางการเมืองที่ได้รับมอบหมาย และยืนยันว่าจะไม่ขอและจะไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริต ฉ้อโกง หรือเครือข่ายอาชญกรรมข้ามชาติใด ๆ
ท้ายสุด ตลอดเวลาที่ผ่านมาได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต มุ่งมั่นขับเคลื่อนภารกิจด้านเศรษฐกิจและการคลังของประเทศไทยเดินหน้าอย่างเต็มกำลัง ภายใต้ข้อจำกัดของเวลาที่รัฐบาลมีค่อนข้างน้อย และความคาดหวังของประชาชนที่มีสูง ตนเจอนายกฯอนุทินทีไรก็จะบอกตนเองกับนายเอกนิติว่าให้ไปลงที่ชาวบ้านบ้าง เวลาเห็นหน้าชาวบ้านเราจะรู้สึกมี Sense of Responsibility มากขึ้น เป็นคำพูดที่ฟังแล้วขนลุก ว่าเวลาท่านเจอชาวบ้านรู้สึกต้องมีความรับผิดชอบที่ดูแลประชาชน นี่จะเป็นสาเหตุที่อยากทุ่มเทเวลา
ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาไม่มีเวลามาจัดการเรื่องส่วนตัว เพราะมีหลายเรื่องที่ต้องขับเคลื่อน แต่อย่างไรก็ดี จากสถานการณ์ที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีด้วยข้อมูลเท็จ ผมจำเป็นต้องใช้เวลาและพลังเยอะในการดำเนินคดีทางกฎหมายกับผู้ไม่หวังดี ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภารกิจหลักของตนในการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงการคลังให้บรรลุผล
ทั้งผมได้ไตร่ตรองอยู่นาน และตัดสินใจว่าจะลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อไม่ให้เรื่องส่วนบุคคลของผมกลายเป็นภาระหรือเงื่อนไขที่อาจกระทบต่อความคล่องตัวและประสิทธิภาพของรัฐบาล
โดยการตัดสินใจครั้งนี้เป้าหมายสำคัญเพื่อยืนหยัดหลักความโปร่งใส และรักษาความเป็นอิสระของรัฐบาลในการบริหารประเทศให้ปราศจากข้อครหา และไม่เปิดช่องให้ฝ่ายใดใช้เรื่องส่วนตัวของผมมาเป็นอุปสรรคต่อภารกิจของรัฐบาล
“ผมเชื่อมั่นว่าความโปร่งใส ความเป็นมืออาชีพ และความมุ่งมั่นของรัฐบาลจะช่วยให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนได้อย่างมั่นคงและต่อเนื่องในเวลาที่จำกัด”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘วรภัค’ ยันซื้อหุ้นฟินันเซีย ไซรัส ถูกต้องตามกฎหมาย ใช้เงินไม่ถึง 700 ล้านบาท
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net