โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พ.ร.ก.คอลเซนเตอร์ฯ แก้ไขปี 2568 สกัดบัญชีม้า ปิดซิมม้า กันฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล

iLaw

อัพเดต 03 ก.ย 2568 เวลา 15.58 น. • เผยแพร่ 03 ก.ย 2568 เวลา 15.58 น. • iLaw

ปัญหาแก๊งคอลเซนเตอร์ (Call Center) และอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือที่เรียกว่า “บัญชีม้า” เป็นปัญหาที่สร้างความเสียหายทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สิน และความมั่นคงปลอดภัยทางเศรษฐกิจมาอย่างเรื้อรังในสมัยช่วง “โค้งสุดท้าย” ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ออกพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 (พ.ร.ก.คอลเซนเตอร์ฯ) เพื่อใช้ปราบปรามแก๊งคอลเซนเตอร์โดยตรง โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2566 ก่อนที่พล.อ.ประยุทธ์ จะประกาศยุบสภาเพียงสี่วันเท่านั้น โดยไม่ปรากฏข้อมูลจากฐานข้อมูลของรัฐสภาว่าพ.ร.ก.ดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งในภายหลัง

ต่อมาในสมัยรัฐบาลแพทองธาร ได้ออก พ.ร.ก.คอลเซนเตอร์ฯ ฉบับที่ 2 และออกพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 (พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ฉบับที่ 2) เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 เพื่อกำหนดกลไกการปราบปรามแก๊งคอลเซนเตอร์ให้เข้มข้นมากขึ้น และให้ธนาคาร-ค่ายมือถือร่วมรับผิดชอบความเสียหายจากอาชญากรรม

ตั้ง ศปอท. เป็นศูนย์กลางปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

หลังรัฐบาลออก พ.ร.ก.คอลเซนเตอร์ฯ ฉบับที่ 2 และพ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ฉบับที่ 2 ได้ส่งให้รัฐสภาพิจารณาอนุมัติโดยสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 มีมติอนุมัติพ.ร.ก.คอลเซนเตอร์ฯ ฉบับที่ 2 ด้วยคะแนนเสียงอนุมัติ 452 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง และอนุมัติพ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ฉบับที่ 2 ด้วยคะแนนเสียง 453 เสียง และงดออกเสียง 2 เสียง ต่อมาวุฒิสภาพิจารณาพ.ร.ก. ทั้ง 2 ฉบับ เมื่อ 29 พฤษภาคม 2568 โดยอนุมัติพ.ร.ก.คอลเซนเตอร์ฯ ฉบับที่ 2 ด้วยคะแนนเสียง 181 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง และอนุมัติพ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ฉบับที่ 2 ด้วยคะแนนเสียง 176 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง พ.ร.ก.ทั้ง 2 ฉบับจึงมีผลใช้บังคับเป็นพระราชบัญญัติต่อไป

พ.ร.ก.คอลเซนเตอร์ฯ ฉบับที่ 2 ได้กำหนดให้ตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” (ศปอท.) ซึ่งสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ทำหน้าที่รับแจ้งเหตุอาชญากรรมไซเบอร์ รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและส่งต่อให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนระงับการทำธุรกรรมของบัญชีต้องสงสัย ทั้งบัญชีเงินฝาก และบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์

พ.ร.ก. ฉบับนี้ กำหนดให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแต่งตั้งผู้แทนเข้าปฏิบัติงานกับ ศปอท. ด้วย

พ.ร.ก.คอลเซนเตอร์ฯ ยังกำหนดเพิ่มนิยามสำหรับ “เงินอิเล็กทรอนิกส์” รวมถึงสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) ตามประกาศก.ล.ต. ซึ่งหมายถึงคริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) และโทเคนดิจิทัล (Digital Token) เช่น บิตคอยน์ (Bitcoin) เป็นต้น ส่วนบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ ก็จะหมายรวมถึงบัญชีคริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลด้วย โดย ก.ล.ต. จะต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเลขที่กระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัล (Wallet) รวมถึงแจ้งข้อมูลบุคคลหรือเลขที่ Wallet ที่สุ่มเสี่ยงเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซนเตอร์หรือบัญชีม้าให้ ศปอท. รับทราบและดำเนินการบูรณาการข้อมูลต่อไป

กสทช. มีอำนาจปิด “ซิมม้า” - ทุกหน่วยงานต้องตรวจสอบ “SMS แนบลิงก์”

พ.ร.ก.คอลเซนเตอร์ฯ ฉบับที่ 2 ให้อำนาจกสทช. สั่งผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ ระงับการให้บริการหมายเลขโทรศัพท์ที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้ ตามมาตรฐานที่ ศปอท. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันกำหนด

สำหรับกรณี SMS แนบลิงก์ที่นำไปสู่อาชญากรรมทางเทคโนโลยี เช่น เว็บไซต์พนันออนไลน์ หน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจ ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ ผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ และผู้ให้บริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบ SMS ที่มีความเสี่ยง ตามมาตรการที่ กสทช. กำหนด

ธนาคาร - ค่ายมือถือ ร่วมรับผิดชอบความเสียหายจากอาชญากรรม

สถาบันการเงินและค่ายมือถือ ต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อความเสียหายของลูกค้า ตามมาตรา 8/10 ของพ.ร.ก.คอลเซนเตอร์ฯ ฉบับที่ 2 ที่กำหนดให้สถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ หรือโทรคมนาคมอื่นๆ รวมถึงผู้บริการสื่อสังคมออนไลน์ร่วมรับผิดชอบ เว้นแต่จะสามารถพิสูจน์ทราบว่าผู้ให้บริการดังกล่าวนั้นได้ปฏิบัติตามมาตรฐาน หรือมาตรการของ ธปท. ก.ล.ต. กสทช. หรือคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กำหนด

เมื่อ ศปอท. แจ้งรายชื่อบัญชีหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอาชญากรรมทางเทคโนโลยีแล้ว ให้ สถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องระงับบัญชีตามรายชื่อดังกล่าว รวมถึงปฏิเสธการดำเนินธุรกรรมต่างๆ

ทั้งนี้ ในมาตรา 8/11 ได้กำหนดบทลงโทษต่อสถาบันการเงินที่ไม่ทำตามมาตรการนี้ ให้มีโทษปรับไม่เกิน 500,000บาท ส่วนกรณีที่ไม่ระงับบัญชีนั้นๆ โดยคำสั่ง หรือการกระทำของกรรมการ หรือผู้จัดการหรือผู้รับผิดชอบ บุคคลนั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

น่าสังเกตว่า เราจะพิสูจน์ทราบได้อย่างไรว่าสถาบันการเงิน หรือผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือได้ปฏิบัติตามมาตรฐานที่หน่วยงานผู้ควบคุมดูแลกำหนดแล้ว เนื่องจากปรากฏกรณีที่เจ้าหน้าที่สถาบันการเงินขายข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า จนไปถึงแก๊งคอลเซนเตอร์ในที่สุด

โดยกรณีนี้ หลังจากที่พ.ร.ก.คอลเซนเตอร์ฯ ฉบับที่ 2 ประกาศใช้แล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาตรการควบคุมสถาบันการเงินให้สอดคล้องกัน ทั้งมาตรการป้องกันการสวมรอยเปิดบัญชี และสวมรอยใช้งาน Mobile Banking และการจำกัดความเสียหายและระงับบัญชีม้า ทั้งยังกำหนดให้มีช่องทางร้องทุกข์อย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน กสทช. ก็กำลังพิจารณาแนวทางเพื่อควบคุมเครือข่ายมือถือให้มีมาตรการรองรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

เร่งรัดกระบวนการคืนเงินแก่ผู้เสียหาย

ตามมาตรา 8/1 และ 8/2 ได้กำหนดให้ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นสถาบันทางการเงิน ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ หรือหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ธปท. ก.ล.ต. กสทช. หรือหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกในการคืนเงินแก่ผู้เสียหาย

เมื่อ ศปอท. ประกาศรายชื่อบัญชีต้องสงสัยในการกระทำผิดว่าด้วยอาชญากรรมทางเทคโนโลยีแล้ว ให้ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องขอเงินคืนได้ โดยคณะกรรมการธุรกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินจะตรวจสอบและมีอำนาจสั่งคืนเงินแก่ผู้เสียหาย ทั้งนี้ ในมาตรา 8/5 ได้อนุโลมให้ ปปง. สามารถสั่งคืนเงินแก่ผู้เสียหายได้เช่นกัน ในกรณีที่ ปปง. เป็นผู้ตรวจพบ หรือได้รับข้อมูลบัญชีม้าเอง

หากผู้เสียหายหรือผู้ที่เกี่ยวข้องไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของคณะกรรมการธุรกรรมฯ สามารถยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งภายในเวลา 30 วัน นับแต่วันที่แจ้งผลการพิจารณา และในทั้งสองกรณี เมื่อพบว่า ผ่านไป 10 ปี ไม่มีใครมาแสดงตัวว่าเป็นผู้เสียหาย ให้เงินนั้นตกอยู่กับกองทุน ปปง. แต่หากผู้เสียหายมาแสดงตัว และแสดงเหตุที่ไม่อาจมารับเงินคืนได้ ก็ให้คืนเงินไป

ป้องกันการฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล

ตามความในมาตรา 7/1 โดยหากพบว่ามีผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ให้ระงับการทำให้เผยแพร่ข้อมูลนั้นโดยพลัน ตามมาตรการของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE)

ซึ่งธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ฉบับที่ 2 อนุญาตนั้น เป็นการให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลแก่ บุคคลในราชอาณาจักรไทย โดยมีลักษณะดังนี้

  • จดทะเบียนใช้ชื่อโดเมน (domain) .th หรือ .ไทย หรือใช้ชื่ออื่น ๆ ที่หมายถึงประเทศไทย หรือใช้ชื่อโดเมนเป็นภาษาไทย

  • มีการแสดงผลในเว็บไซต์ ทั้งหมดหรือบางส่วน เป็นภาษาไทย

  • มีการกำหนดให้ผู้รับบริการสามารถชำระเงินด้วยสกุลเงินบาท หรือผ่านบัญชีเงินฝาก/บัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย

  • มีเงื่อนไขให้ใช้กฎหมายไทยเป็นกฎหมายในการใช้บังคับซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล หรือดำเนินคดีในศาลไทย

  • มีการจ่ายค่าบริการให้ search engine ในไทย เพื่อเอื้อให้คนไทยเสิร์ชเจอได้ง่าย

  • ตั้งสำนักงาน หรือมีผู้ให้บริการในประเทศไทย

หรือลักษณะอื่น ๆ ตามที่ ก.ล.ต. กำหนด

โดยมาตรการข้างต้นนี้ เกิดขึ้นเพื่อป้องกันธุรกรรมประเภท Peer-to-Peer Lending (P2P) ซึ่งเป็นการซื้อขายสินทรัพย์ระหว่างบุคคล โดยอาจมีแพลตฟอร์มเป็นตัวกลางเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งาน ธุรกรรมแบบ P2P นี้เองเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในวงการสินทรัพย์ดิจิทัล และกลายเป็นช่องทางในการก่ออาชญากรรมไซเบอร์ เช่น นำมาใช้ฟอกเงิน หรือการสวมรอยบัญชี เป็นต้น ซึ่ง ก.ล.ต. ได้สนับสนุนให้ผู้ลงทุนใช้บริการแพลตฟอร์มภายในประเทศไทยเท่านั้น โดยมีผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มซื้อขายแลกเปลี่ยนที่ได้รับอนุญาตทั้งสิ้น 9 แห่งเท่านั้น ซึ่งอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนบางกลุ่มหรือไม่ อย่างไรก็ดี กฎหมายฉบับนี้ถือได้ว่า เป็นมาตรการเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมไซเบอร์รูปแบบต่างๆ ซึ่งมีแนวโน้มจะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...