โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

โรคกระเพาะ หายได้ไหม

Health Daily

เผยแพร่ 13 ก.ค. 2565 เวลา 11.00 น. • สุขภาพดีดี

โรคกระเพาะ หายได้ไหม

“โรคกระเพาะอาหาร” เป็นโรคสําคัญและพบได้บ่อย โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงาน สาเหตุหลักมาจากการรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา มีความเครียด หรือรับประทานยาที่กัดกระเพาะ ซึ่งอาการอาจมีความรุนแรงจนเป็นเหตุให้ผู้ป่วยต้องหยุดงานหรือต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล

เนื่องจาก กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นเป็นอวัยวะที่มีน้ำย่อยและกรดที่เข้มข้น สำหรับใช้ในการย่อยอาหาร ดังนั้น ผนังของเยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้ จึงต้องมีกลไกในการปรับสภาพให้ทนต่อกรดและน้ำย่อย จึงไม่ทำให้เกิดแผลในภาวะปกติ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดท้อง หรือปวดท้องบิดจนทรมาน

ดังนั้น ผู้ป่วยและบุคคลทั่วไป มีความรู้เบื้องต้นจะมีประโยชน์ในการดูแลรักษาตนเองเบื้องต้น และป้องกันโรคได้อย่างถูกวิธี

วันนี้ สุขภาพดีดี.com ได้รวบรวมข้อมูลดีๆเกี่ยวกับ โรคกระเพาะ หายได้ไหม มาให้ทุกคนได้อ่านและศึกษากันดังนี้

สาเหตุของโรคกระเพาะ

  • การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา
  • การรับประทานยาแก้ปวดจำพวกแอสไพริน
  • การรับประทาน ยาแก้อักเสบ หรือแก้ปวดจำพวกที่ใช้ในโรคกระดูกและข้อ
  • การดื่มสุรา และการสูบบุหรี่
  • ภาวะความเครียด, ความวิตกกังวล
  • การติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่ชื่อ Helicobacter pylori สามารถอาศัยอยู่ในกระเพาะอาหารของคนเรา มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะได้เช่นกัน
  • การมีก้อนเนื้องอกในกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นได้ทั้งเนื้อดี และเนื้อร้ายอีกด้วย

อาการของโรคกระเพาะ

  • ปวดหรือจุกแน่นท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่ หรือ หน้าท้องช่วงบน เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด มักเป็นเวลาท้องว่า หรือเวลาหิว อาการจึงเป็นเฉพาะบางช่วงเวลาของวัน
  • อาการปวดแน่นท้อง มักจะบรรเทาได้ด้วยอาหารหรือยาลดกรด
  • อาการปวด มักจะเป็นๆหายๆ โดยมีช่วงเว้นที่ปลอดอาการค่อนข้างนาน เช่น ปวดอยู่

1-2 สัปดาห์ แล้วหายไปหลายเดือนจึงกลับมาปวดอีก

  • ปวดแน่นท้องกลางดึกหลังจากที่หลับไปแล้ว
  • แม้จะมีอาการเรื้อรังเป็นปี สุขภาพโดยทั่วไปจะไม่ทรุดโทรม
  • โรคแผลกระเพาะอาหารจะไม่กลายเป็นมะเร็ง แม้จะเป็นๆ หายๆ อยู่นานกี่ปีก็ตาม นอกจากจะเป็นแผลชนิดที่เกิดจากโรคมะเร็งของกระเพาะอาหารตั้งแต่แรกเริ่มโดยตรง

การรักษาและดูแลด้วยตัวเอง

  • กินอาหารอ่อน ย่อยง่าย

  • กินอาหารตรงตามเวลาทุกมื้อ

  • กินอาหารจำนวนน้อยๆ แต่กินให้บ่อยมื้อ ไม่ควรกินจนอิ่มมากในแต่ละมื้อ

  • หลีกเลี่ยงอาหารเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด สุรา

  • งดสูบบุหรี่

  • งดการใช้ยาแก้ปวด แอสไพริน และยาแก้โรคกระดูกและข้ออักเสบทุกชนิด

  • ผ่อนคลายความเครียด กังวล พักผ่อนให้เพียงพอ

  • กินยาลดกรด หรือยารักษาแผลกระเพาะอาหารติดต่อกันอย่างน้อย 4-8 สัปดาห์

  • ถ้ามีอาการของภาวะแทรกซ้อน ต้องรีบไปพบแพทย์

การรักษาด้วยยา

  • Antacid เป็นยาตัวแรกที่ใช้มานาน เพื่อลดอาการที่เกิดขึ้น และป้องกันการระคายเคืองของกระเพาะอาหาร โดยลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหารสามารถทานยาได้ตลอดเวลา ออกฤทธิ์ระยะสั้น
  • Histamine receptor antagonists โดยจะช่วยยับยั้งการหลั่งกรด การรักษาด้วยยานี้จะได้ผลเมื่อใช้นานประมาณ 1 เดือน
  • Proton pump inhibitors เป็นยาที่นิยมใช้ในปัจจุบันแต่มีราคาที่ค่อนข้างแพง มีฤทธิ์ยับยั้งการผลิตกรดและช่วยให้แผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ส่วนต้นหายได้เร็วขึ้น
  • Mucosal protective agents มีผลในการเคลือบแผลทำให้หายได้เร็วขึ้น ไม่ให้เกิดการระคายเคืองของเยื่อบุทางเดินอาหาร
  • การรักษา H.pylori เมื่อมีการตรวจพบจะพิจารณาให้ยาตามแผนการรักษาของแพทย์

โรคกระเพาะหายได้ไหม ?

ในความเป็นจริงแล้วโรคกระเพาะนั้นจะเป็นๆหายๆ เมื่อรักษาแล้วก็สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีก ซึ่งไม่สามารถหายขาดได้ 100% แต่อย่างไรก็ตามอาการจะหนักหรือเบานั้นขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย หากมีการดูแลตัวเองตามข้อแนะนำ และทานยาตามที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสั่ง ก็จะสามารถบรรเทาอาการ และสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ดังนั้นผู้ป่วยควรเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เพิ่มความเสี่ยงกับกระเพาะอาหาร ด้วยความรักและห่วงใยจาก สุขภาพดีดี.com

ที่มาข้อมูล : รู้ทัน “โรคกระเพาะอาหาร” ด้วยการรักษาอย่างถูกวิธี

“โรคกระเพาะอาหารอักเสบ”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...