โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นวัตกรรม 3D printing ความท้าทายสู่ Mass Adoption

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 16 ส.ค. 2561 เวลา 03.23 น.

คอลัมน์ เปิดมุมมอง

โดย นิธิ กวีวิวิธชัย nithi.kaveevivitchai@scb.co.th

ในช่วงหลายปีมานี้ เรื่องราวเกี่ยวกับนวัตกรรมการพิมพ์ 3 มิติ หรือ 3D printing เป็นเรื่องที่เราเห็นอยู่เป็นประจำตามหน้าหนังสือพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตชิ้นส่วนยานอวกาศ การสร้างรถยนต์ การสร้างบ้านทั้งหลังที่พร้อมเข้าอยู่จริง ภายในระยะเวลาเพียง 24-48 ชั่วโมง การสร้างปะการังเทียมเพื่อช่วยซ่อมแซมและรักษาระบบนิเวศในทะเล หรือแม้กระทั่งการสร้างอวัยวะเทียมต่าง ๆ เช่น หลอดเลือด ใบหู กะโหลก และกระเพาะปัสสาวะ

อย่างไรก็ดี การนำ 3D printing มาใช้จริงในภาคอุตสาหกรรมนั้น ยังอยู่ในระดับเริ่มต้นเท่านั้น จากรายงานของ PwC ในปี 2017 ระบุว่า ปัจจุบันสินค้าที่จำหน่ายกันในท้องตลาด มีเพียง 0.01% ที่ผลิตด้วย 3D printing โดยการใช้งานส่วนใหญ่ของเทคโนโลยีชนิดนี้ ยังจำกัดอยู่เพียงการสร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบ (prototyping) และการพัฒนาสินค้าเป็นหลัก

จากการวิเคราะห์อีไอซี มองว่าการใช้ 3D printing ในระดับ mass adoption ยังเผชิญกับความท้าทายอย่างน้อย 5 ปัจจัย

1.การขาดความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีมาใช้ จากการสำรวจความคิดเห็นของบริษัทชั้นนำของโลก 900 บริษัท จัดทำโดย Ernst & Young พบว่าเกือบ 80% ของบริษัทไม่มีประสบการณ์ในการใช้ 3D printing ในขณะที่อีกประมาณ 10% เพิ่งเริ่มรู้จักและได้ทดลองใช้เทคโนโลยีนี้ แต่ยังไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะนำ 3D printing มาใช้ในธุรกิจของตัวเองอย่างไร และมีเพียง 5% ที่เข้าใจและได้นำ 3D printing มาปรับให้เข้ากับวิธีการดำเนินธุรกิจแล้ว

2.ราคาของวัสดุ เครื่องพิมพ์ และเครื่องสแกน ราคาของอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ 3D printing เป็นตัวแปรที่สำคัญมากสำหรับการใช้เทคโนโลยีชนิดนี้ในวงกว้าง โดยราคาของเครื่องพิมพ์ 3D printing สำหรับการใช้งานอย่างง่าย ๆ เพื่องานอดิเรก หรือการทำโมเดล

ที่ไม่ซับซ้อน อยู่ที่ประมาณ 700 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 20,000 กว่าบาท ในขณะที่ 3D printer สำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรมราคาจะอยู่ประมาณ 20,000-100,000 ดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องพิมพ์และเทคโนโลยีที่เหมาะสมต่อการใช้งานนั้น ๆ

3.ความเร็วในการพิมพ์และคุณภาพของชิ้นงาน หากต้องการแทนที่การผลิตแบบเดิมได้ 3D printer จะต้องสามารถผลิตสิ่งของได้ในระยะเวลาที่เร็วขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การพิมพ์ลูกกอล์ฟ

1 ลูก ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติที่มีราคาไม่แพงมากนัก ต้องใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง และถ้าต้องการพิมพ์สิ่งของที่มีรูปทรงซับซ้อนมากยิ่งขึ้น อาจต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ในขณะเดียวกันคุณภาพของชิ้นงานที่ได้จากการพิมพ์ก็ยังคงเป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการยังไม่มั่นใจนัก

4.การรับประกันสินค้าที่พิมพ์จาก 3D printer เรื่องความมั่นใจในสินค้าที่ผลิตจาก 3D printing ก็เป็นอีกเรื่องที่ผู้ใช้เทคโนโลยีชนิดนี้ให้ความสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น หากเราซื้อสินค้าที่ผลิตจาก 3D printer และพบว่าสินค้ามีความเสียหาย หรือไม่มีคุณภาพเท่ากับที่โฆษณา การหาผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายดังกล่าวอาจจะเป็นปัญหาได้ เพราะมีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการผลิตหลายราย เช่น ผู้ผลิตเครื่องพิมพ์ ผู้ผลิตไฟล์ CAD ที่ใช้ในการพิมพ์ หรือบริษัทที่รับจ้างพิมพ์ ดังนั้น กฎหมายและวิธีการดูแลผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม 3D printing จำเป็นต้องมีการพัฒนาเพื่อให้เกิดความชัดเจนและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

และ 5.การจดทะเบียนสิทธิบัตรของสิ่งของที่ผลิตโดย 3D printer อย่างที่ทราบกันดีว่าการ copy สินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ไฟล์นั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นผลงานเพลง หรือผลงานภาพยนตร์ต่าง ๆ ซึ่งไฟล์ CAD ที่ใช้สำหรับการพิมพ์ 3 มิติ ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะถูก copy ได้เช่นกัน กฎเกณฑ์ที่ควบคุมเรื่องนี้นับเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกความกังวลใจแก่ผู้ใช้และผู้ต้องการจะใช้เทคโนโลยีนี้ในอนาคต

จาก 5 ปัจจัยหลักเหล่านี้ทำให้อีไอซีคาดการณ์ว่า ในระยะสั้น การใช้งานส่วนใหญ่ของ 3D printing จะยังจำกัดอยู่ในตลาดเฉพาะกลุ่ม (niche market) เท่านั้น โดยผู้ประกอบการที่ต้องการผลิตสินค้าในปริมาณไม่มาก ที่มีรูปทรงซับซ้อน และต้องอาศัยการประกอบกันของชิ้นส่วนหลาย ๆ ชิ้น การเลือกนำ 3D printing มาใช้นับเป็นโอกาสที่เหมาะสมอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ดี ในระยะข้างหน้า 3D printing มีศักยภาพที่จะเป็นตัวเปลี่ยนเกมการแข่งขันในภาคธุรกิจ ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานและรูปแบบการทำธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ

ตัวอย่าง เช่น 1.spare part on demand หมายถึงการลดการผลิตสินค้าคงคลังเกือบทั้งหมด (no inventory) โดยใช้เครื่องพิมพ์ 3D printing พิมพ์อะไหล่ตามคำสั่งของผู้ซื้อแทน การเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนและอะไหล่ เพราะในปัจจุบัน ยอดการผลิตอะไหล่ต่าง ๆ นั้น สูงกว่าความต้องการใช้จริงอยู่ถึงประมาณ 20%

2.individualized products หรือการทำสินค้าเฉพาะบุคคล โดยสามารถผลิตสินค้าที่มีความละเอียดสูงและมีขนาดเฉพาะเจาะจงต่อความต้องการ เช่น ในอุตสาหกรรมทางการแพทย์ 3D printing ถูกนำมาใช้ในการผลิตอวัยวะเทียมแก่ผู้ป่วย

และ 3.half mass produced-half customized ซึ่งถือเป็นการเปิดมิติใหม่แห่งการทำ mass customization โดยการเพิ่ม option ในการผลิต การออกแบบ โดยให้ลูกค้าแต่ละคนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลือกมากขึ้น บริษัทอาจจะผลิตส่วนที่เป็นพื้นฐานของสินค้าโดยการผลิตแบบดั้งเดิม (traditional manufacturing) และผลิตส่วนที่สามารถทำ customization ได้ด้วยเครื่องพิมพ์ 3D printing

ซึ่งรูปแบบนี้มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นจริงในอนาคต อุตสาหกรรมที่คาดว่าจะนำวิธีนี้ไปใช้อย่างแพร่หลายในอนาคต คือ สินค้าอุปโภคบริโภค เช่น การผลิตรองเท้า กระเป๋า เสื้อผ้า เครื่องดนตรี โทรศัพท์มือถือ งานออกแบบศิลปะ ของเล่น เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งต่าง ๆ เป็นต้น โมเดลธุรกิจแบบนี้จะช่วยลด lead time และยังช่วยเพิ่มความผูกพันกับลูกค้า (customer engagement) อีกด้วย

ดูเหมือนว่า หนทางสู่ mass adoption ของ 3D printing ยังมีความท้าทายที่ต้องเผชิญ เนื่องจากเทคโนโลยีชนิดนี้ยังอยู่ใน phase ต้น ๆ ของการพัฒนา ซึ่งอาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการบ่มเพาะ แต่ก็มีศักยภาพที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งในรูปของโอกาสและความท้าทาย

ดังนั้น ภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรศึกษาและให้ความสำคัญกับการให้ความรู้และการนำเทคโนโลยีนี้มาประยุกต์ใช้ รวมถึงผู้ประกอบการควรจับตามอง การพัฒนาของ 3D printing อย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงทีและเหมาะสม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...