โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เพ็ญสุภา สุขคตะ : "พระเจ้านั่งดิน" เชียงคำ vs ป่าซาง ความต่างในความเหมือน

มติชนสุดสัปดาห์

เผยแพร่ 11 เม.ย. 2562 เวลา 04.41 น.

พระเจ้านั่งดินสองเวอร์ชั่น

คําว่า “พระเจ้านั่งดิน” คนทั่วไปน่าจะรู้จักเพียงแค่องค์ที่ประดิษฐาน ณ วัด “พระนั่งดิน” (เดิมวัดนี้เคยชื่อ “วัดพระเจ้านั่งดิน” มาก่อน การตัดคำว่า “เจ้า” ทิ้งไปเหลือแค่ “พระ” น่าจะเป็นการรับอิทธิพลมาจากภาคกลางที่มองคำว่า “พระเจ้า” หมายถึง God) อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา เท่านั้น

ในความเป็นจริง ชาวอำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ยังรู้จัก “พระเจ้านั่งดิน” อีกองค์หนึ่ง ประดิษฐาน ณ วัดป่าซางงาม แถมยังผนวกเป็นแพ็กคู่กับ “พระเจ้ายืนดิน” อีกหนึ่งองค์ด้วยที่วัดอินทขีล วัดทั้งสองนี้ตั้งอยู่กลางเวียงป่าซาง เยื้องกันคนละฟากถนนสาย 106 ลำพูน-ป่าซาง-ลี้

เป็นที่น่าเสียดายว่า “พระเจ้านั่งดิน-พระเจ้ายืนดิน” ที่อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างของสังคมล้านนา ผิดกับพระเจ้านั่งดินที่จังหวัดพะเยา

แล้วประวัติความเป็นมาของพระเจ้านั่งดินทั้งที่อำเภอเชียงคำ และอำเภอป่าซางนั้น เหมือนหรือต่างกันอย่างไรบ้าง

คำตอบคือ คนละเวอร์ชั่นกันเลย สิ่งที่เหมือนกันมีเพียงแค่ชื่อเท่านั้น

หลบสายตาพระเจ้าตนหลวง

“พระเจ้านั่งดิน” เมืองพะเยา เอกสารประวัติวัดทั่วราชอาณาจักรของกรมการศาสนาเรียกว่า “พระมหาเจ้านั่งดิน” ซ้ำเอกสารเล่มเดิมยังระบุว่าพระมหาเจ้านั่งดินมีอายุเก่ากว่า 2,000 ปี คือร่วมสมัยกับยุคพุทธกาลเลยทีเดียว

ปัญหาเรื่องการลากอายุพระพุทธรูปให้เก่าเกินจริงทำนองนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก มักเกิดขึ้นกับวัดหลายๆ แห่งที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อน ด้วยไปยึดเอาเรื่องราวจากตำนานพระเจ้าเลียบโลกที่ระบุว่าพระพุทธองค์ได้เสด็จมาประทับตามที่ต่างๆ พร้อมให้มีการสร้างพระพุทธรูปไว้เป็นหลัก

ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง ตำนานพระเจ้าเลียบโลกเขียนเมื่อราว พ.ศ.1900 ปลายๆ ถึง พ.ศ.2000 ตอนต้นมานี่เอง อีกทั้งประวัติการสร้างพระพุทธปฏิมาครั้งแรกบนโลกก็เพิ่งจะมีขึ้นหลังจาก พ.ศ.500 โดยช่างชาวกรีกในอินเดีย

ฉะนั้น จึงไม่มีพระพุทธรูปในสยามประเทศองค์ใดที่มีอายุ 2,000 ปี หรือ 2,500 ปี เป็นอันขาด

ด้านพุทธศิลป์ของพระมหาเจ้านั่งดินแห่งเมืองพะเยานั้นเล่า ก็เป็นพระหินทรายสกุลช่างพะเยา มีจารึกระบุว่าสร้างในปี พ.ศ.2024 (จ.ศ.1213) อันเป็นศักราชที่สอดรับกับพุทธลักษณะที่แท้จริง

ความเป็นมากล่าวกันว่า สาเหตุที่ไม่สามารถยกพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวทั้งๆ ที่เป็นพระประธานในพระวิหารขึ้นประทับนั่งบนฐานชุกชี (แท่นแก้ว) ได้ เนื่องมาจาก ณ ความสูงในระดับที่เมื่อยกพระพุทธรูปขึ้นบนแท่นแก้วแล้วนั้น จักเป็นจุดที่ตรงกันกับสายพระเนตรของพระเจ้าตนหลวง (จากวัดศรีโคมคำ อำเภอเมืองพะเยา) มองลงมาตกกระทบพอดิบพอดี

ทำให้แม้ชาวบ้านจะมีความพยายามช่วยกันยกพระพุทธรูปองค์นี้ขึ้นประทับบนฐานชุกชีระดับสูงกี่ครั้งกี่คราก็ตาม ก็ไม่อาจกระทำได้สำเร็จ สุดท้ายต้องอัญเชิญพระประธานนั่งในระดับพื้นดินมีเพียงฐานบัวเตี้ยๆ รองรับเท่านั้น

เงื่อนงำแห่งการหลบสายพระเนตร

ศาสตราจารย์อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว ภาคีราชบัณฑิต ผู้เชี่ยวชาญด้านล้านนาศึกษา เขียนงานวิจัยเรื่อง “พระพุทธรูปตามคติชาวล้านนา” ได้สัมภาษณ์เจ้าอาวาสวัดพระเจ้านั่งดินเมื่อ พ.ศ.2533 ได้ความว่า

“ชาวล้านนาเชื่อว่า สถานที่ใดก็ตามที่อยู่ตรงกับจุดที่สายพระเนตรพระพุทธรูปองค์สำคัญทอดตกลงมาแห่งนั้น ถือเป็นบริเวณที่ไม่เหมาะสมที่จะตั้งบ้านเรือนที่อยู่อาศัย เจ้าของบ้านและทุกคนจะอยู่ไม่สุขสบาย ไม่เจริญรุ่งเรืองในชีวิต อาจเจ็บไข้ (ขึด) เพราะแม้แต่พระพุทธรูปก็ยังไม่อาจจะประทับอยู่ในบริเวณที่สายพระเนตรพระพุทธรูปตกทอดมาถึงนั้นได้เลย”

ดังนั้น พระพุทธรูปหินทรายองค์ดังกล่าว จำต้องหลบสายพระเนตรของพระเจ้าตนหลวง ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว พระเจ้าตนหลวงประดิษฐานอยู่ค่อนข้างไกลมาก แถบกว๊านพะเยา คนละอำเภอเลยทีเดียว แต่เนื่องด้วยพระเจ้าตนหลวงมีขนาดใหญ่โตมาก ชาวพะเยาจึงเชื่อว่าจุดที่สายตาของพระเจ้าตนหลวงตกกระทบนั้น คือบริเวณฐานชุกชีในวิหารวัดพระเจ้านั่งดินที่อำเภอเชียงคำพอดี

เมื่อพระประธานไม่อาจทนนั่งในแนวสายพระเนตรของพระเจ้าตนหลวงได้ จึงหลบสายตาลงมาประทับบนพื้นในวิหาร ชาวบ้านจึงเรียกชื่อว่า “พระเจ้านั่งดิน” หรือ “พระมหาเจ้านั่งดิน”

เกี่ยวกับความเชื่อเรื่องการตกกระทบของสายพระเนตรพระพุทธรูปนี้ เมื่อได้สัมภาษณ์ปราชญ์ด้านศิลปโบราณคดีเมืองลำพูนท่านหนึ่งคือ สิบเอกสุวิช ศรีวิราช ได้อธิบายว่า

“เรื่องสายตาพระเจ้าที่ทอดตกลงบนพื้นที่แห่งใดก็ตาม ชาวล้านนาเชื่อว่าบริเวณใต้พื้นนั้น มักเป็นจุดสำคัญ เช่นอาจมีการฝังลูกนิมิต หรือฝังสิ่งของมีค่าพวกแก้วแหวนเงินทองไว้ ดังที่ชาวล้านนาเรียกว่า “บัดถา” (หรือบัตรา) หมายถึง “ลายแทง” ที่ซ่อนขุมทรัพย์ไว้ ซึ่งพวกมิจฉาชีพเวลาลักขุดหาสมบัติ มักจะเล็งองศาคำนวณจากสายตาพระเจ้าว่าตกลงตรงจุดใด

อาจเป็นไปได้ว่า การย้ายพระเจ้านั่งดินเมืองพะเยาไม่ให้ประทับตรงกับบริเวณสายตาพระเจ้าตนหลวงตกกระทบนั้น ทั้งนี้ก็เพื่อเลี่ยงที่จะให้มิจฉาชีพกำหนดรู้จุดที่เป็นลายแทงซ่อนของมีค่าไว้ ง่ายเกินไป”

 

พระเจ้านั่งดิน พระเจ้ายืนดิน
ย้ายพระไม่ได้ เมื่อวิหารใหม่ยกพื้นสูง

ส่วนพระเจ้านั่งดินแห่งวัดป่าซางงาม กับวัดพระเจ้ายืนดินแห่งวัดอินทขีลที่อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูนนั้น กลับไม่มีความเกี่ยวข้องกับการที่จะต้องหลบสายตาของพระพุทธรูปองค์สำคัญในละแวกเมืองลำพูนแต่อย่างใด

เหตุผลง่ายๆ ที่ทำให้ทั้งวัดป่าซางงามและวัดอินทขีลต้องมีพระเจ้านั่งดิน-พระเจ้ายืนดิน เนื่องมาจาก พระพุทธรูปเหล่านั้นสร้างมาก่อนตั้งแต่ยุคล้านนาเมื่อราว 500 ปีที่ผ่านมาแล้ว ต่อมาในยุคของพระญากาวิละ ช่วงที่หลบหนีพม่ามาซ่องสุมไพร่พลที่เวียงป่าซางเพื่อฟื้นนครเชียงใหม่ เป็นเวลา 14 ปี (พ.ศ.2319-2333) นั้น พระองค์ได้ทำการบูรณะวัดทั้งสองแห่งนี้ให้เป็นวัดหลวง

แต่ปรากฏว่า ทั้งพระเจ้านั่งดินที่วัดป่าซางงาม และพระเจ้ายืนดินที่วัดอินทขีลต่างก็ไม่ยอมให้ใครสามารถเคลื่อนย้ายด้วยการยกขึ้นไปประดิษฐานบนแท่นแก้วที่สร้างใหม่ในระดับสูงได้เลย กลุ่มพระพุทธรูปทั้งสองแห่งนี้ ยืนยันที่จะอยู่จุดเดิมตำแหน่งเดิมที่เคยประดิษฐานมาตั้งแต่ครั้งสมัยล้านนา

ทำให้พระญากาวิละต้องเจาะช่องอุโมงค์ไว้ให้พระเจ้านั่งดิน-พระเจ้ายืนดิน พอมีพื้นที่ประดิษฐานได้ จากนั้นจึงสร้างพระประธานองค์ใหม่ไว้บนแท่นแก้วสูง ซึ่งหากใครไม่สังเกตด้วยการก้มๆ เงยๆ เดินไปรอบๆ ฐานชุกชีแท่นใหม่ให้ชัดๆ ก็จะไม่พบพระเจ้านั่งดิน-พระเจ้ายืนดิน แต่อย่างใด เพราะค่อนข้างจงใจหลบในอุโมงค์เฉพาะ

การไม่สามารถโยกย้ายพระพุทธรูปเหล่านี้ได้สะดวก เหตุเพราะสมัยล้านนาสร้างด้วยวัสดุปูนปั้น แถมเชื่อมโบกติดกับฐานปูนและผนังปูน ยากเกินกว่าจะกะเทาะออกมาได้ หากเป็นวัสดุประเภทไม้ สำริด หิน ก็คงไม่น่าจะมีปัญหาในการเคลื่อนย้ายผิดกับวัสดุปูนเช่นนี้

 

ความต่างในความเหมือน ความเหมือนในความต่าง

กล่าวโดยสรุป ทั้งพะเยาและลำพูนมีพระพุทธรูปชื่อ “พระเจ้านั่งดิน” เหมือนกัน มีอายุเก่าแก่ราว 500 ปี สร้างตั้งแต่สมัยล้านนาเหมือนกัน ต่างกันตรงที่ว่า องค์หนึ่งสร้างด้วยหิน อีกองค์สร้างด้วยปูน

องค์หนึ่งสามารถประดิษฐานบนแท่นแก้วระดับสูงได้ หากไม่ประสงค์จะสถิต ณ จุดนั้น เนื่องจากตรงกับ “สายตาพระเจ้าตนหลวง” จำต้องหลีกเลี่ยงหลบตนลงมาที่พื้นต่ำ

ส่วนอีกองค์หนึ่ง ผู้สถาปนาพยายามที่จะอัญเชิญขึ้นสู่แท่นแก้วที่สร้างใหม่ระดับสูง ทว่ายกเท่าไหร่ก็ไม่สามารถโยกย้ายได้ เนื่องจากสร้างติดกับพื้นปูน ถ้าจะหักหาญย้ายก็อาจทำให้องค์พระได้รับความเสียหาย ผู้สถาปนาจึงเลือกที่จะปล่อยพระพุทธรูปไว้จุดเดิมในลักษณะนั่งดิน แล้วเจาะช่องอุโมงค์ให้คนได้เคารพกราบไหว้แม้จะสร้างพระประธานองค์ใหม่ในบุษบกตอนบนครอบทับก็ตาม

ไม่ว่าประวัติความเป็นมาของพระเจ้านั่งดินทั้งสองแห่งจะต่างกันอย่างไรก็ตาม แต่คำว่า “พระเจ้านั่งดิน” เมื่อชาวล้านนาได้ยินแล้ว เป็นกุศโลบายทำให้การสำรวมกายวาจาใจ กล่าวคือสาธุชนเมื่อเข้ามาในวิหารย่อมต้องก้มตัวค้อมลงนั่ง มิเช่นนั้นหากยืนก็จะค้ำเศียรของพระพุทธรูปเป็นอันดูไม่เหมาะไม่ควร

ยิ่งไปกว่านี้คำว่า “พระเจ้านั่งดิน” ยังอาจชวนให้นึกถึงคำตรัสของพระพุทธองค์ต่อพระภิกษุประโยคที่ว่า

“บุคคลผู้ละกิเลส ย่อมไม่ปรารถนาอาสนะฟูกหมอน ย่อมพอใจที่จะใช้ชีวิตเพียงแค่นั่งฝึกจิตอย่างสงบใต้โคนไม้”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...