โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาพยนตร์

เบื้องลึกเบื้องหลังที่น่าสนใจของ ซื่อมู่ หลิว พระเอกเอเซียนคนแรกในจักรวาลมาร์เวล

BT Beartai

อัพเดต 22 เม.ย. 2564 เวลา 15.09 น. • เผยแพร่ 22 เม.ย. 2564 เวลา 12.41 น.
เบื้องลึกเบื้องหลังที่น่าสนใจของ ซื่อมู่ หลิว พระเอกเอเซียนคนแรกในจักรวาลมาร์เวล

หลังจากมาร์เวลปล่อยตัวอย่างแรกของ Shang-Chi and the Legend of the Ten Rings ออกมาเมื่อ 2 วันก่อน ชื่อของ Shang-Chi และ Simu Liu ก็กลายเป็นที่สนใจบนโลกโซเซียลอีกครั้ง หลังจากที่เคยประกาศชื่อเขาเป็นนักแสดงนำเมื่อปี 2562 ในตัวอย่างล่าสุด เราได้เห็นซูเปอร์ฮีโรที่มีกำลังภายในเป็นอาวุธหลัก นับว่าเป็นก้าวที่แปลกใหม่ในวงการซูเปอร์ฮีโร และได้เห็นมาดของซื่อมู่ หลิว ในฐานะซูเปอร์ฮีโรรายใหม่ที่ต้องพะบู๊เป็นหลักก็ดูเข้าตาไม่เบา หลังจากทีเห็นเขาในแบบภาพนิ่งมายาวนาน

เท่าที่เห็นนี่ก็ถือว่า Shang-Chi and the Legend of the Ten Rings เป็นก้าวที่น่าสนใจของมาร์เวล สามารถยืดอายุของตลาดหนังซูเปอร์ฮีโรออกไปได้อีก และซื่อมู่ หลิว ก็เป็นตัวเลือกที่นับว่าเข้าทางเหมาะกับบทพระเอกซูเปอร์ฮีโรชาวเอเซียนที่มีวิชากังฟูเป็นอาวุธ วันนี้เราทำความรู้จักกับซื่อมู่ หลิว กันเพิ่มเติม ว่าก่อนหน้าที่เขาจะถูกเลือกจากมาร์เวลนั้น เขาเป็นใครมาจากไหน ทำไมเราไม่เคยเห็นหน้าค่าตาหรือชื่อของนักแสดงผู้นี้มาก่อนเลยนะ

1.เขามีผลงานในทีวีซีรีส์หลายเรื่อง

Kim’s Convenience

ซื่อมู่ หลิว ปัจจุบันอายุ 32 ปี หลิวเกิดที่เมืองฮาร์บิน ประเทศจีน แต่แล้วครอบครัวของเขาก็ย้ายรกรากมาอยู่ในเมืองมิสซิสซอกา ในรัฐออนทาริโอ ประเทศแคนาดา ตั้งแต่เขาอายุแค่ 5 ขวบ หลิวเขาสู่วงการแสดงตั้งแต่ปี 2012 ก่อนจะได้เข้าสู่จักรวาลมาร์เวล เขาก็มีผลงานแสดงทีวีมาแล้ว 16 เรื่อง บทบาทแรกของเขาคือบท ตำรวจฮ่องกง ในซีรีส์ Nikita (2012) แต่บทที่สร้างชื่อให้เขามากที่สุดก็คือ จุง คิม ในซีรีส์ Kim’s Convenience ที่เริ่มแพร่ภาพตั้งแต่ปี 2016 เล่าเรื่องของครอบครัว เกาหลี-แคนาเดียน ที่มาเปิดธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ซื่อมู่ หลิว รับบทเป็น จุง คิม พี่ชายคนโตของครอบครัวนี้ บทนี้ยังส่งให้หลิวได้เข้าชิงรางวัล “บทบาทการแสดงที่โดดเด่น” ในเวทีสหพันธ์ภาพยนตร์ โทรทัศน์และวิทยุแห่งแคนาดา ส่วนซีรีส์ Kim’s Convenience ก็ประสบความสำเร็จจนสร้างต่อเนื่องมาถึงซีซันที่ 5 แล้ว และก้าวกระโดดที่สุดของซิตคอมเรื่องนี้ก็ตอนที่ได้ไปสตรีมมิงบน Netflix เมื่อปี 2018 ส่วนซีรีส์เรื่องอื่น ๆ ที่โดดเด่นก็อย่างเช่น Taken ในปี 2017 ซีรีส์ที่ดัดแปลงมาจากหนังฮิตของ เลียม นีสัน และ Blood and Water ซีรีส์อาชญากรรมที่ฮิตมากในแคนาดา

2.เขาเคยเป็นนักบัญชีก่อนเข้าสู่วงการแสดง

หนึ่งในเหตุผลที่พ่อแม่ของซื่อมู่ หลิว ตัดสินใจย้ายมาอยู่ในแคนาดากันก็เพราะหวังว่าอยากให้ลูก ๆ ได้เติบโตมาแล้วได้ทำงานในบริษัทขนาดใหญ่ได้เงินเดือนดี ๆ พ่อแม่จีงส่งซื่อมู่ หลิว ให้ร่ำเรียนในสาขาการเงินและการบัญชี ที่โรงเรียนการธุรกิจไอวี พอเรียนจบ หลิวก็ได้ทำงานเป็นพนักงานบัญชีที่ Deloitte หนึ่งใน 4 บริษัทรับทำบัญชีขนาดใหญ่ของแคนาดา แต่แล้วหลิวก็รู้ตัวว่าเขาหลงใหลในแวดวงการแสดง จึงตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางชีวิต ลาออกจากงานบัญชีมาไขว่คว้าความฝันในแวดงบันเทิง ภายหลังหลิวเปิดเผยเหตุผลที่เขาลาออกจากบริษัทผ่านทางทวิตเตอร์ว่าที่จริงแล้วเขาไม่ได้ลาออกหรอก แต่เขาถูกบริษัท ‘เลิกจ้าง’ ต่างหาก เหตุเพราะเขาทำงานได้แย่มาก

ภาพของ ซื่อมู่ หลิว ที่ถูกใช้บนปกหนังสือเรียนบัญชี

แล้วในวันนี้เขาก็คงรู้แล้วว่าเขาได้เลือกเส้นทางชีวิตได้ถูกต้องแล้ว นั่นทำให้เขาไม่ย้อนคิดถึงอดีตสมัยที่เขาทำงานบัญชีอีกเลย มีเพียงทวีต 1 ครั้งในปี 2019 ที่มีใจความว่า
“ได้โปรดหยุดเอาภาพผมไปใช้ในหนังสือเรียนบัญชีเสียที!! ผมเป็นพนักงานบัญชีเพียงแค่ 9 เดือนเท่านั้น แล้วมันก็เป็นช่วงเวลาที่แสนเอือมระอา เป็นช่วงเวลาที่ผมเกลียดทุก ๆ นาทีที่ผ่านไปในทุกวันที่ผมต้องไปทำงานนั้น”

3.เขาได้เป็น Shang-Chi เพราะทวิตเตอร์

หลายคนอยากประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ก็ได้แต่นั่งรอโชคชะตา แต่ส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จก็เพราะความพยายามไขว่คว้าไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม อย่างกรณีซื่อมู่ หลิว นี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงความกระตือรือร้น ความปรารถนา ผ่านทางทวิตเตอร์ของเขาเอง เริ่มตั้งแต่ปี 2014 เขาทวีตหามาร์เวลว่า “เฮ้ @มาร์เวล ที่ผ่านมากับ Captain America และ Thor คุณทำได้เยี่ยมยอดมากแล้ว ตอนนี้คุณน่าจะลองดูกับ ซูเปอร์ฮีโรเอเซียน-อเมริกัน ดูบ้างนะ?” ถ้าดูจากข้อความที่หลิวส่งตรงถึงมาร์เวล ก็พอจะดูออกว่าเป็นการกระเซ้า หรือชิมลางไปงั้น เค้าคงไม่คาดคิดหรอกว่าทวีตจากวันนั้นจะส่งผลย้อนกลับมาถึงตัวเขาแบบคาดไม่ถึง

ผ่านมาจนถึงปี 2018 มาร์เวลก็ประกาศว่าจะเปิดตัวซูเปอร์ฮีโรรายใหม่ Shang-Chi ที่เป็นชาวเอเซีย พอหลิวรู้ข่าวนี้ เขาก็ทวีตหามาร์เวลอีกครั้ง

“โอเค @มาร์เวล ตกลงเราจะเจรจากันเรื่องนี้รึเปล่า #shangchi”

ด้านได้อายอดเรื่องจริงเลย ไม่ต้องตอบก็รู้ว่ามาร์เวลนัดเจรจากับซื่อมู่ หลิว จริง แล้วผลก็ออกมาอย่างที่เราทราบกันดี

4.เป็นสตันท์แมนมาก่อน

มันไม่ใช่เพียงแค่ทวีตของหลิวที่ส่งถึงมาร์เวลแล้วทำให้เขาได้โอกาสเป็น Shang-Chi หรอก แต่ด้วยคุณสมบัติหลาย ๆ อย่างของหลิวที่ทำให้มาร์เวลเล็งเห็นว่าเขาเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดแล้ว โดยเฉพาะในการเล่นฉากแอ็กชันด้วยตัวเอง ซึ่งหลิวเองก็พื้นฐานงานสตันท์ที่ช่ำชองมายาวนาน

ตอนที่ยังเป็นสตันท์แมน

ที่จริงแล้วซื่อมู่ หลิว เขาสู่วงการแสดงด้วยงานสตันท์แมนเลยด้วยซ้ำ ‘Sick’ หนังสยองขวัญปี 2012 เป็นงานแสดงเรื่องแรกที่เขารับหน้าที่เป็นสตันท์แมน และอีกหลาย ๆ เรื่องอย่างเช่น ‘Heroes Reborn’ และตอนหนึ่งในทีวีซีรีส์ ‘Designated Survivor’เขายังรับหน้าที่นักแสดงฉากสตันท์เป็นตัวแทนของ พีต เวนตซ์ (Pete Wentz) หนึ่งในสมาชิกวงบอยแบนด์ Fall Out Boy ในมิวสิกวิดีโอเพลง “Centuries”

เหตุที่ซื่อมู่ หลิว สามารถรับงานสตันท์แมนได้ดีก็เพราะว่าเขามีร่างกายที่สมบูรณ์พร้อม เขาเชี่ยวชาญทั้งในศิลปะการป้องกันตัว, ยิมนาสติก ซึ่งหลิวก็มักโพสต์คลิปอวดความสามารถเขาผ่านสื่อโซเซียลอยู่บ่อยครั้ง และแน่นอนว่าในหนัง Shang-Chi and the Legend of the Ten Rings นั้น ซื่อมู่ หลิว น่าจะเล่นฉากแอ็กชันด้วยตัวเองในหลาย ๆ ฉาก การได้ซื่อมู่ หลิว มารับบทนี้ก็เป็นผลพลอยได้ของมาร์เวลไปด้วย

View this post on Instagram

A post shared by Simu Liu (刘思慕) (@simuliu)

5.เขาเป็นทั้งผู้กำกับ และนักเขียนบทภาพยนตร์

ไม่ธรรมดาจริง ๆ สำหรับซื่อมู่ หลิว คนนี้ นอกจากเชี่ยวชาญงานสตันท์แล้ว ในด้านงานภาพยนตร์นั้น หลิวยังเคยผ่านงานเขียนบทมาแล้วด้วย ตอนที่เขาได้ร่วมแสดงในซีรีส์ Blood and Water ปี 2015 หลิวได้เป็นหนึ่งในทีมเขียนบทด้วย และยิ่งไปกว่านั้น ในซีซันที่ 2 ของ Blood and Water ที่มีทั้งหมด 8 ตอน หลิวรับเหมาหน้าที่เขียนบทเองคนเดียวเลย

Blood and Water ผลงานที่ ซื่อมู่ หลิว ร่วมแสดงและเขียนบท

นอกเหนือจากนั้นยังมีงานหนังสั้นที่ซื่อมู่ หลิว รับบทนำและเขียนบทเองอีกหลายเรื่องด้วย อย่างเรื่องเด่น ๆ ก็คือ ‘Open Gym’ เรื่องราวของชายคนหนึ่งที่เข้าเรียนในคลาสสอนศิลปะการป้องกันตัว และเรื่อง ‘Meeting Mommy’ เรื่องราวของเด็กหญิงตัวน้อยที่จะได้เจอแม่ของเธอแค่ปีละครั้ง เรื่องนี้ได้รับเลือกให้ไปฉายโชว์ที่เทศกาลภาพยนตร์ Reel World Film Festival เมื่อปี 2017 ด้วย และเรื่องสำคัญก็คือ Crimson Defender vs. The Slightly Racist Family ผลงานปี 2015 ที่เป็นผลงานภาคภูมิใจของหลิวก็เพราะเรื่องนี้เขาเหมาหน้าที่ทั้งกำกับ เขียนบท และแสดงนำ เรื่องราวของซูเปอร์ฮีโรที่ต้องเจอกับอุปสรรคท้าทายที่สุดในชีวิตของเขา นั่นก็คือ “เหยียดเชื้อชาติ”

ไม่เพียงแค่นั้น ซื่อมู่ หลิว ยังมีบริษัทผลิตภาพยนตร์ของตัวเองอีกด้วยในชื่อ  4:12 Entertainment ที่มีสโลแกนประจำบริษัทว่า
“เจาะจงสร้างสรรค์ผลงานที่สนับสนุนเรื่องราวของชาวเอเซียน-อเมริกัน เท่านั้น”
ตัวเลข 4:12 ในชื่อบริษัทนั้นคือวันที่ 12 เดือนเมษายน วันที่หลิวถูกเลิกจ้างจากบริษัทบัญชี

6.เขาเป็นปากเสียงของกลุ่มนักเคลื่อนไหว

นอกเหนือจากบทบาทในแวดวงบันเทิงแล้ว สิ่งที่ซื่อมู่ หลิว ให้ความสำคัญเสมอมาคือเป็นปากเสียงในการต่อต้านกระแส “เหยียดชาวเอเซีย” ซึ่งถ้าใครติดตามข่าวรอบโลกจะเห็นว่ากระแสต่อต้านชาวเอเซียนโหมรุนแรงขึ้นตั้งแต่มีการระบาดของ โควิด-19 เพราะมีชาวอเมริกันจำนวนมากมองว่าชาวเอเซียเป็นต้นกำเนิดของไวรัสร้ายตัวนี้

เดือนมีนาคมที่ผ่านมานี่เอง ซื่อมู่ หลิว ในฐานะที่เป็นนักเขียนฝีมือดีคนหนึ่งก็ได้รับเกียรติให้ไปเขียนคอลัมน์พิเศษในนิตยสาร Variety ในหัวข้อเรื่องการ “เหยียดชาวเอเซีย”

“ไอ้คำว่า ‘the China virus’ นี่ล่ะ มันกลายเป็นคำที่กระตุ้นให้เกิดกระแสรังเกียจผู้คนชาวเอเซีย ไม่ใช่แค่คนจีนแล้ว แต่เหมารวมไปถึงชาวเอเซียทุกเชื้อชาติ และกระแสนี้จะไม่สามารถบรรเทาเบาบางลงได้ด้วย ซิตคอมมากมายบนจอทีวี หรือหนังซูเปอร์ฮีโรจากมาร์เวลหรอกนะ แต่มันจะต้องเริ่มจากพวกคุณนั่นเอง ผู้ที่ได้เป็นประจักษ์พยานในเหตุการณ์เหล่านี้ ขอได้จงตระหนักและรับรู้ความเจ็บปวดของพวกเราด้วยเถิด”

นอกเหนือจากนั้นหลิวยังได้ร่วมเขียนในบทความ Time’s 100 Talks ประจำปี 2021 ลงในนิตยสาร Time ในฐานะที่เขาเป็นชาวเอเซียคนแรกที่ได้เป็นซูเปอร์ฮีโร

“ผมรักการ์ตูนมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กแล้ว ผมรักบรรดาซูเปอร์ฮีโร แต่ผมไม่เคยมองตัวเองเลยนะว่าจะได้มาเติมเต็มช่องว่างนั้น ผมหวังว่าหนังเรื่องนี้จะทำให้เด็ก ๆ ที่ได้เติบโตมาในสภาพแวดล้อมคล้ายผม จะได้มีโอกาสเช่นเดียวกัน ผมหวังว่ามันจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดพลังในการแสดงออกของพวกเขา กับการได้เห็นตัวเองบนจอภาพยนตร์แล้วได้รู้สึกว่าตัวเองก็เป็นส่วนสำคัญบนโลกใบนี้ ซึ่งบรรดาเด็ก ๆ ชาวเอเซียที่ต้องเติบโตมาในโลกตะวันตกแบบผม ที่ผ่านมาก็ไม่เคยได้ก้าวมาถึงจุดนี้กันมาก่อน”

นับว่าเป็นนักแสดงที่เพียบพร้อมคุณสมบัติและความสามารถจริง ๆ เป็นความภาคภูมิใจของชาวเอเซียตัวจริง จากนี้ไปเราก็ควรเอาใจช่วยให้หนัง Shang-Chi and the Legend of the Ten Rings ประสบความสำเร็จ เพื่อบทบาทในด้านนักเคลื่อนไหวและเรียกร้องสิทธิ์ของชาวเอเซียจะได้ดังฟังชัดมากขึ้น Shang-Chi and the Legend of the Ten Rings มีกำหนดฉายวันที่ 3 กันยายน ปีนี้แล้ว

อ้างอิง

อ้างอิง

อ้างอิง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...