โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

The Conjuring : The Devil Made Me Do It การฆาตกรรมในอาณัติปีศาจ

Sarakadee Lite

อัพเดต 22 ก.ย 2564 เวลา 08.27 น. • เผยแพร่ 22 ก.ย 2564 เวลา 02.04 น. • ทศพร กลิ่นหอม

The Conjuring : The Devil Made Me Do It ภาพยนตร์ลำดับที่ 7 อย่างเป็นทางการของจักรวาลหนังสยองขวัญหมุดหมายแห่งยุค The Conjuring ที่มีภาพยนตร์หลักเล่าถึงการเดินทางปราบผีสางของคู่สามี-ภรรยา เอ็ด และ ลอร์เรน วอร์เรน (Ed and Lorraine Warren) ผู้เชี่ยวชาญด้านปีศาจวิทยา (Demonologist) ที่มีตัวตนอยู่จริง และมีชื่อเสียงด้านการศึกษาปีศาจ รวมทั้งเข้าช่วยเหลือผู้ที่ถูกคุกคามจากผีร้ายหลายกรณี โดยคดีที่เป็นหนึ่งในแสงไฟที่ส่องมาของทั้งคู่คือ Amityville เหตุเกิดเมื่อ ค.ศ.1975 ที่ทั้งคู่ต้องเดินทางไปปราบผีร้ายในบ้านผีดุเลื่องชื่อแถบนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

Amityville คดีนี้ถูกนำไปสู่โลกเรื่องแต่งทั้ง นวนิยาย ภาพยนตร์ และบทสัมภาษณ์ของสามี-ภรรยาวอร์เรน จนเป็นอีกหนึ่งตำนานเรื่องผีของสหรัฐอเมริกาที่ทรงอิทธิพลและได้รับการผลิตซ้ำเรื่องราวอย่างต่อเนื่องเช่น นวนิยาย The Amityville Horror ของ เจ แอนสัน (Jay Anson) อันเป็นนิยายที่ได้รับความนิยมจนมีผู้แต่งเรื่องต่อมาอย่างน้อย ๆ อีก 2 เล่มนั่นคือ The Amityville Horror Part II และ Amityville: The Final Chapter โดยฝีมือของ จอห์น จี. โจนส์ (John G. Jones) ส่วนในโลกภาพยนตร์ก็มี The Ami-tyville Horror (ค.ศ.2005) ที่ดัดแปลงจากนวนิยายต้นฉบับชื่อเดียวกัน และเหตุการณ์นี้ยังโผล่มาตอนต้นเรื่องของ The Conjuring 2 อีกด้วยเพื่อย้ำความเป็นประวัติศาสตร์แห่งผู้เชี่ยวชาญด้านปีศาจของสามี-ภรรยาวอร์เรน

ในครั้งนี้ The Conjuring : The Devil Made Me Do It สานต่อภารกิจล่าวิญญาณร้ายของสองสามี-ภรรยาคู่นี้อีกครั้งด้วยเหตุระทึกขวัญจากแฟ้มปีศาจวิทยาเมื่อ ค.ศ.1981 คดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญชาวเมือง บรูคฟิลด์ (Brookfield) ที่ อาร์นี่ จอห์นสัน (Arne Johnson) ฆาตกรสารภาพว่าฆ่าคนตายเพราะผีเข้า

ความน่าสนใจของภาพยนตร์เรื่องนี้คือการได้วิสัยทัศน์ของผู้กำกับไมเคิล ชาเวส (Michael Chaves) ที่เคยมีผลงานกำกับในจักรวาล The Conjuring มาแล้วใน The Curse of La Llrona (2019) ในครั้งนี้เขาได้รับหน้าที่กำกับภาพยนตร์ภาคหลักอย่างเต็มตัวและด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ทิศทางของภาพยนตร์แตกต่างจากที่เคยผ่านมาก่อนหน้านี้ทั้ง 2 ภาคในมือของผู้กำกับ เจมส์ วาน (James Wan) โดยใน 2 ภาคก่อนหน้านี้ผู้ชมได้เคยเห็นคู่สามี-ภรรยาวอร์เรนเดินทางปราบผีในบ้านผีสิงต่าง ๆ เผื่อช่วยครอบครัวเหยื่อมารนรก ครั้งนี้ภารกิจของทั้งคู่เปลี่ยนไปเป็นการเดินทางผจญภัยสืบสวนหาต้นตอของไสยศาสตร์ที่ทำให้วัยรุ่นหนุ่มคนหนึ่งต้องกลายเป็นฆาตกรไร้สติ

The Conjuring

ด้วยภารกิจที่เปลี่ยนรูปแบบและเป็นการขยายพื้นที่ปราบผีทำให้ผู้ชมในภาคนี้จะได้เห็นการเดินทางไปพบปะและโลกของจักรวาล The Conjuring ที่กว้างขวางกว่าเดิมรวมทั้งบทภาพยนตร์ที่มีความซับซ้อนวิพากษ์จิตใจตัวละครอย่างแตกต่างกว่าภาคก่อนโดยภาคนี้จะเน้นทั้งสภาพจิตใจของสามี-ภรรยาวอร์เรนและอาร์นี่ (Arne Johnson) เช่นความคลุมเครือของอำนาจปีศาจในฉากที่อาร์นี่กำลังจะตัดสินใจสังหารชายในบ้าน ในเหตุการณ์นี้มีบุคคล 3 คน คือ อาร์นี่ แฟนสาวของอาร์นี่ และ ชายผู้ตาย ความน่าสนใจคือภาพยนตร์ตัดต่อให้เห็นถึง “ความจริง” 2 แบบ แบบแรกคือจากคนที่ถือว่าไม่ถูกผีเข้า แฟนสาวของอาร์นี่และชายผู้ตาย ในแบบนี้ผู้ชมจะเห็นว่าทั้งสองยืนห่างกันและกำลังพูดคุยกับอาร์นี่ให้ผ่อนคลายมีการเต้นรำ ดื่มเครื่องดื่ม แต่ทั้งคู่ไม่ได้แตะต้องเนื้อตัวกันและกัน ส่วนความจริงแบบที่สองคือความจริงของปีศาจที่อาร์นี่เห็นคือการที่ชายคนนั้นสวมกอดแฟนสาวของตนอยู่

มนต์มารพลังปีศาจในภาคนี้จึงน่าสนใจในมุมที่มันไม่ได้มาเข้าร่างเพื่อควบคุมแต่มันสร้าง “ความจริง” อีกแบบในสำนึกของคนเพื่อลวงให้เห็นถึงจิตใจภายใน ปีศาจไม่ได้เข้าร่างและหยิบมีดมาแทง แต่สร้างภาพลวงในฐานะ “ความจริง” ซึ่งหากมองมุมหนึ่งมันคือภาพลวงตาแต่สำหรับผู้ที่ต้องมนต์อยู่มันคือความจริงอีกแบบสำหรับเขา

The Conjuring

สำหรับอาร์นี่ ปีศาจได้สร้างภาพลวงเป็นความจริงให้เขาทดสอบจิตใจภายในโดยให้อาร์นี่ตัดสินใจในการฆาตกรรมด้วยมีดที่เกิดจากการที่อาร์นี่ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรคือความจริงที่กำลังจะเกิดขึ้นเพราะสำหรับเขาสิ่งที่เขาสัมผัสมันก็จริงเช่นกัน คำถามสำคัญในข้อนี้จึงเป็นประเด็นทางจริยธรรมอันว่าด้วยการเลือกกระทำความรุนแรงต่อบุคคล ในมิตินี้จึงเห็นได้ว่าปีศาจกระตุ้นให้เสียสติและปลุกเรียกลวงให้ใช้ความรุนแรงด้วยการสร้างความจริงอีกแบบขึ้นมา

ประเด็นความจริงในภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกนำมาใช้กับอีกหลายตัวละครแม้กระทั่งสามี-ภรรยาวอร์เรนในเรื่องก็ถูกปีศาจเล่นงานให้เอ็ดเห็นลอร์เรนเป็นผีด้วยซึ่งในฉากนี้จะยิ่งทำให้เห็นการตัดสินใจใช้ความรุนแรงของเอ็ดในฐานะ “นักปราบผี” การที่เอ็ดมีหน้าที่ปราบและกำจัดพลังร้ายทุกครั้งเขาย่อมต้องมีสำนึกของการฆ่าล้างสิ่งที่เขาเชื่อว่าไม่ดีนั้นว่าคือปีศาจ ในภาคนี้เขาจึงถูกอำนาจลวงตาให้เห็นว่ามีปีศาจอยู่เบื้องหน้าซึ่งแท้จริงแล้วในภาพของเอ็ดคือปีศาจแต่เนื้อกายที่เฉลยให้ผู้ชมเห็นอีกฉากนั้นคือลอร์เรนฉากนี้สะท้อนให้เห็นจริยธรรมของเอ็ดที่มีสำนึกของการปราบ ฆ่าล้างอยู่ภายใน

The Conjuring

The Conjuring : The Devil Made Me Do It จึงตั้งคำถามกับผู้ชมด้วยการให้เห็นความจริงที่มากกว่าหนึ่งแบบของเหตุการณ์โดยแต่ละคนตัดสินใจในความจริงส่วนตน และคำถามสำคัญของเรื่องนี้คือ หากเราไม่มีจินตนาการแห่งความรุนแรง หากมนุษย์ไม่โมโหโกรธาเมื่อมีชายหนุ่มมาโอบแฟนสาวเรา หากมนุษย์ไม่กลัวปีศาจถึงขนาดอยากปราบ มนต์มารอาถรรพ์ในเรื่องนี้จะมีอิทธิฤทธิ์อีกหรือไม่ เมื่อ “The Devil Made Me Do It” นั้นไม่ใช่การบงการแต่คือการขุดความปรารถนาที่สะท้อนให้เห็นว่าในใจของตัวละครในเรื่องมีความรุนแรงแอบซ่อนอยู่ ปีศาจเพียงขุดมาโชว์ผู้ชมและหยอกล้อกับผู้ชมที่กำลังชมภาพยนตร์ “สยองขวัญ” ที่มักเป็นประเภทที่มีความรุนแรง เลือดเนื้อ สะเทือนความรู้สึก การ Made Me Do It คือการบงการจริงหรือ? หรือเป็นเพียงข้ออ้างทางศีลธรรมของตัวละครในเรื่องที่ลึก ๆ ไม่สามารถรับตนเองได้เมื่อต้องการใช้ความรุนแรง

ความแตกต่างอย่างมากของภาคนี้คือศัตรูสุดท้ายของสองสามี-ภรรยาวอร์เรนไม่ใช่ผีห่าซาตานหัวโจกในตำนานใหญ่โตแต่คืออาถรรพ์แม่มดที่เป็นมนุษย์เหมือนกัน ทำให้สามารถฉุกคิดขึ้นได้ว่า…

“หากอำนาจของปีศาจคือการรีดความรุนแรงจากมนุษย์ เราควรกลัวสิ่งใดมากกว่ากัน”

Fact File

  • The Conjuring : The Devil Made Me Do Itนับเป็นภาพยนตร์ลำดับที่ 7 ใน“จักรวาลคอนเจอริ่ง” แฟรนไชส์ภาพยนตร์สยองขวัญที่กวาดรายได้จากทั่วโลกมาแล้วกว่า 1.8 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ โดยไล่เรียงจาก เดอะ คอนเจอริ่ง สองภาคแรก ตุ๊กตาผี (Annabelle) แอนนาเบลล์ กำเนิดตุ๊กตาผี (Annabelle: Creation) เดอะ นัน (The Nun) และ แอนนาเบลล์ ตุ๊กตาผีกลับบ้าน (Annabelle Comes Home)
  • รับชมได้ทาง HBO GO

The post The Conjuring : The Devil Made Me Do It การฆาตกรรมในอาณัติปีศาจ appeared first on SARAKADEE LITE.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...