โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจาะตำนาน วัดพนัญเชิง-ตำบลสำเภาล่ม จุดบรรจบเจ้าพระยา-ป่าสัก น้ำเชี่ยวทำเรือล่ม

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 09 ส.ค. 2565 เวลา 02.43 น. • เผยแพร่ 09 ส.ค. 2565 เวลา 02.34 น.
ภาพวาดกรุงศรีอยุธยา วาดโดย Struys Jan Janszoon ค.ศ. 1681

ตำนาน“พระเจ้าสายน้ำผึ้ง” กับ“พระนางสร้อยดอกหมาก” เป็นมุขปาฐะที่เล่าเรื่องราวของกรุงศรีอยุธยาช่วงก่อนการก่อตั้งเมืองในสมัยพระเจ้าอู่ทอง เป็นเรื่องเล่านิทานพื้นบ้านที่มีความเชื่อมโยงกับ “วัดพนัญเชิง” รวมถึงพื้นที่นอกเมืองทางทิศใต้ของกรุงศรีอยุธยา

ตำนานเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในเอกสารประวัติศาสตร์ 2 แหล่ง คือพงษาวดารเหนือ และคำให้การชาวกรุงเก่า

ในพงษาวดารเหนือกล่าวถึงตำนานเรื่องนี้ กล่าวโดยสรุปคือ พระเจ้าสายน้ำผึ้งทรงรับพระนางสร้อยดอกหมาก พระราชธิดาพระเจ้ากรุงจีนมาเป็นพระอัครมเหสี ถึงที่เมืองจีนด้วยพระองค์เอง เมื่อพิสูจน์บุญญาบารมีให้เป็นที่ประจักษ์แก่พระเจ้ากรุงจีนแล้ว จึงเดินทางกลับมายังกรุงศรีอยุธยาพร้อมด้วยพระนางสร้อยดอกหมาก และสำเภา 4 ลำ

พระเจ้าสายน้ำผึ้งและพระนางสร้อยดอกหมากเดินทาง 15 วันจากเมืองจีนสู่กรุงศรีอยุธยา พระเจ้าสายน้ำผึ้งเสด็จลงจากสำเภาตรงปากน้ำแม่เบี้ยมุ่งสู่พระราชวัง ทรงสั่งให้จัดตำหนักซ้าย-ขวา แต่ทรงไม่สะดวกมารับพระนางสร้อยดอกหมากด้วยพระองค์เอง โปรดให้เถ้าแก่ขึ้นเรือพระที่นั่งมารับพระนางเข้าพระราชวัง

ทว่า พระนางสร้อยดอกหมากทรงมีพระประสงค์ให้พระเจ้าสายน้ำผึ้งเสด็จมารับพระนางด้วยพระองค์เอง เถ้าแก่กลับไปกราบทูลพระเจ้าสายน้ำผึ้งว่าพระนางสร้อยดอกหมากทรงไม่ยอมเสด็จมาหากพระองค์ไม่เสด็จไปรับ พระองค์จึงตรัสหยอกเล่นว่า “มาถึงที่นี่แล้ว จะอยู่ที่นั่นก็ตามเถิด” พระนางทรงทราบดังนั้นทรงเศร้าพระทัยมาก เมื่อพระเจ้าสายน้ำผึ้งเสด็จมารับ พระนางทรงตัดพ้อไม่ยอมเสด็จ พระเจ้าสายน้ำผึ้งจึงตรัสว่า “ไม่มาก็อยู่นี่” พอตรัสเสร็จพระนางทรงกลั้นพระทัยจนสิ้นพระชนม์

และเมื่อชาวจีนทราบว่าพระนางสร้อยดอกหมากสิ้นพระชนม์ พากันโศกเศร้าร่ำไห้ แล้วเชิญพระศพของพระนางมาถวายพระเพลิงที่แหลมบางกระจะ แล้วสร้างเป็นวัดขึ้นมีชื่อว่า “วัดพระเจ้าพระนางเชิง” [ต่อมาจึงเพี้ยนมาเป็น “วัดพนัญเชิง” – ผู้เขียน]

ขณะที่คำให้การชาวกรุงเก่ากล่าวถึงตำนานเรื่องนี้ต่างออกไป กล่าวโดยสรุปคือ พระนางสร้อยดอกหมากอภิเษกสมรสกับพระเจ้าประทุมสุริยวงศ์แห่งกรุงอินทรปัตถ์ (กัมพูชา) และพระนางสร้อยดอกหมากในพงษาวดารเหนือมีพระชนม์ชีพสั้น ส่วนพระนางสร้อยดอกหมากในคำให้การชาวกรุงเก่ากลับมีพระชนม์ชีพสืบมาจนกระทั่งมีพระราชโอรสและพระราชธิดาถวายพระเจ้าประทุมสุริยวงศ์

แต่เรื่องเล่าในเอกสารทั้งสองนี้มีที่ตรงกันคือ พระนางสร้อยดอกหมากกำเนิดจากจั่นหมาก

ตำนานพระนางสร้อยดอกหมากในพงษาวดารเหนือถูกนำมาผูกโยงกับการเกิดขึ้นของวัดพนัญเชิง เป็นตำนานอธิบายเหตุหรือที่มาของสถานที่แห่งนี้ ขณะเดียวกัน ในพื้นที่นอกเมืองทางทิศใต้ของกรุงศรีอยุธยาฝั่งตรงข้ามวัดพนัญเชิงนั้น มีบริเวณที่เรียกว่า“ตำบลสำเภาล่ม” เล่ากันว่า หลังจากพระนางสร้อยดอกหมากทรงกลั้นพระทัยจนสิ้นพระชนม์ แล้วนำพระศพของพระนางมาประกอบพิธียังบางกระจะแล้ว ชาวจีนที่ติดตามพระนางมาจากเมืองจีนพร้อมใจกันเจาะสำเภาเพื่อตายตามพระนาง แต่ด้วยกระแสน้ำไหลเชี่ยวจึงพัดสำเภามาล่มอีกฝั่งแม่น้ำ เรียกบริเวณนั้นว่า “สำเภาล่ม”

หากพิจารณาภูมิศาสตร์ของกรุงศรีอยุธยา จากคำบอกเล่าของพระยาโบราณราชธานินทร์ สมุหเทศาภิบาลในสมัยรัชกาลที่ 5 อธิบายว่า แผ่นดินตรงที่ตั้งกรุงศรีอยุธยาแต่เดิมไม่ได้เป็นเกาะ แต่มีลักษณะคล้ายแหลมที่ยื่นจากทุ่งหันตราทางทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตก จนถึงแนวแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลลงมาจากทิศเหนือแล้วไหลวกลงเป็นแนวทางทิศใต้ที่หน้าวัดพนัญเชิง ทำให้แผ่นดินที่คล้ายแหลมนี้มีแม่น้ำล้อมรอบสามด้าน

แต่ทิศตะวันออกนั้นมีลำรางสายเล็กเรียกคูขื่อหน้า ไหลจากหัวรอไปบรรจบแม่น้ำเจ้าพระยาที่หน้าวัดพนัญเชิง ครั้นในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาโปรดให้ขุดขยายคูขื่อหน้าให้กว้างกว่าเดิม เมื่อนานเข้าก็ทำให้สายน้ำเดินทางคูขื่อหน้าไหลเชี่ยวแรงจัดขึ้น กัดเซาะตลิ่งพังกว้างออกไปจนกลายเป็นแม่น้ำป่าสักอย่างที่เรียกทุกวันนี้

บริเวณแม่น้ำป่าสักด้านทิศตะวันออกของกรุงศรีอยุธยาที่ไหลเป็นทางตรง กระแสน้ำจึงไหลเชี่ยวกว่าแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลอย่างคดเคี้ยว จากทิศเหนือแล้วไหลวกลงเป็นแนวทางทิศใต้ กระแสน้ำด้านนี้จึงถูกชะลอไม่ไหลเชี่ยวมากเท่ากับแม่น้ำป่าสัก ดังนั้น จุดที่แม่น้ำทั้งสองสายมาบรรจบกันบริเวณวัดพนัญเชิง จึงเป็นจุดที่กระแสน้ำไหลเชี่ยวและมีปริมาณน้ำมาก หากไม่มีความรู้เชี่ยวชาญเดินเรือมากพอ ก็อาจทำให้เรือล่ม บริเวณนี้จึงอาจเป็นจุดที่มีสำเภาล่มมาก

นอกจากจุดที่แม่น้ำมาบรรจบดังกล่าวข้างต้นแล้ว บริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาหน้าวัดไก่เตี้ยพฤฒาราม ตรงข้ามกับตำบลเกาะเรียน ซึ่งอยู่ห่างจากวัดพนัญเชิงและตำบลสำเภาล่มลงมาทางใต้ (คนละฟากแม่น้ำ) ราว 5 กิโลเมตร สันนิษฐานว่าอาจใช้เป็นจุดจอดสำเภาอีกจุดหนึ่ง (จุดจอดเรือสำคัญอยู่บริเวณท้ายคู) ซึ่งพบโบราณวัตถุจากเรือที่จมอยู่ใต้แม่น้ำ อาจมีเรือสำเภาขนาดใหญ่บางลำมาล่มในบริเวณนี้ จนทำให้ได้รับการขนานนามว่าตำบลสำเภาล่ม

ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่า ในสมัยหลังได้มีการผูกเรื่องชาวจีนเจาะสำเภาเพื่อตายตามพระนางสร้อยดอกหมากขึ้นมาเพื่ออธิบายที่มาของสถานที่บริเวณนี้ เป็นเรื่องเล่าที่ขยายต่อจากตำนานพระนางสร้อยดอกหมาก

ตำนานพระนางสร้อยดอกหมากรวมทั้งเรื่องสําเภาล่มเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับบุคคลหรือเหตุการณ์ที่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง แต่อาจเป็นการผูกตำนานขึ้นภายหลัง เพื่อให้มีความเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ของสถานที่แห่งนั้น

อ้างอิง :

ปริวัฒน์ จันทร. (2546). เจิ้งเหอ แม่ทัพขันที “ซำปอกง”. กรุงเทพฯ : มติชน.

สุจิตต์ วงษ์เทศ. (2544). อยุธยายศยิ่งฟ้า. กรุงเทพฯ : มติชน.

ชนินทร์ ผ่องสวัสดิ์. (มกราคม-มิถุนายน, 2562). ศึกษาการอธิบายเหตุของสถานที่และภูมินามในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่ปรากฏในตำนานเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก. อยุธยาศึกษา. ปีที่ 11 : ฉบับที่ 1.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 1 ตุลาคม 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...