โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Sentou Hakai Gakuen Dangerosu: พลังระเบิดพวงสวรรค์กับภาพสะท้อนแนวคิดสตรีนิยมแบบสุดขั้ว

The Momentum

อัพเดต 15 พ.ย. 2561 เวลา 07.26 น. • เผยแพร่ 15 พ.ย. 2561 เวลา 07.26 น. • กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช

In focus

  • ‘อาหยุ’ นางเอกของเรื่องกำลังจะถูกรุมโทรม ในตอนที่กำลังจะย่ำแย่ พลังพิเศษของเธอได้ตื่นขึ้น พลังนั้นคือการเพิ่มพูนปริมาณอสุจิใน ‘ไข่’ ให้ล้นทะลักจนระเบิดตาย หลังได้พลังพิเศษนั้นเธอจึงเข้าเรียนโรงเรียนที่เต็มไปด้วยผู้มีพลังพิเศษ ด้วยพลังนั้น หากเธอกล้าพอ ก็จะจัดการกับชายคนไหนก็ได้
  • ในโรงเรียนมีการชิงอำนาจภายในกันอยู่ระหว่างฝ่าย ‘กรรมการนักเรียน’ และ ‘ลูกพี่ใหญ่’ นางเอกถูกดึงไปอยู่ฝ่ายกรรมการนักเรียนและเป็นที่หวาดกลัวของเหล่าชายฝ่ายตรงข้าม พระเอกที่มีพลังพิเศษในการ ‘เปลี่ยนเพศ’ จึงกลายเป็นไม้ตายของฝั่งนั้น พวกเขาหวังจะชนะด้วยการที่เปลี่ยนตัวเองให้ไม่ต้องมีไข่ไว้ระเบิด
  • พลังของพระเอกและนางเอกนี้เอง สะท้อนภาพแนวคิดแบบสตรีนิยมสุดขั้วหรือ Radical Feminism ที่มองว่าจะต้องทำลายความแตกต่างทางเพศออกให้หมด นั่นคือการทำให้อวัยวะเพศหมดความหมายในทางวัฒนธรรม
  • การที่ฝั่งลูกพี่ใหญ่ยอมที่จะเปลี่ยนเพศทางกายภาพ ขณะที่ mind ก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม ก็ยิ่งสะท้อนภาพสิ่งที่ Radical Feminism เรียกร้อง ทางเดียวที่จะแก้ไขการโต้กลับอย่างสุดขั้วอย่างการระเบิดไข่ จึงเป็นการปรับทัศนคติต่อความเข้าใจเรื่อง Sex, Body, and Mind เสียใหม่
  • อย่างไรก็ตาม อย่างที่มีการถกเถียงมาเนิ่นนาน วิธีคิดแบบ ‘รื้อสร้างระบบ’ ของฝ่าย Radical Feminism ก็ยังคงมีปัญหาในตัวเองอยู่ดี ส่วนอย่างไรนั้น เราชวนอ่านในบทความ

Sentou Hakai Gakuen Dangerosu อาจจะเป็นมังหงะที่ชื่อไม่ได้เป็นที่คุ้นหูผู้อ่านโดยทั่วไปนัก กระนั้นมังหงะแนวสำหรับวัยรุ่นผู้ใหญ่ (Seinen) เรื่องนี้ก็มีกลุ่มแฟนๆ ที่ติดตามอยู่ไม่น้อย ด้วยพล็อตเนื้อเรื่องที่แสนจะจัดจ้านสุดขั้วครับ มังหงะเรื่องนี้ก็เล่าเรื่องของผู้มีพลังพิเศษที่ถูกเรียกว่า ‘มาจิน’ (Majin) และมาจินเหล่านี้ก็อยู่ร่วมกับคนในสังคมโดยทั่วไป แต่จะมีอยู่โรงเรียนหนึ่งซึ่งมีอัตราส่วนของนักเรียนที่เป็นมาจินมากกว่าโรงเรียนอื่นเป็นพิเศษ จนถูกเรียกว่าเป็นโรงเรียนของมาจินก็คงไม่ผิดนัก

โรงเรียนนี้มีชื่อว่า Private Kibousai Gakuen ที่ต้องติดป้ายว่า “เป็นพื้นที่อันตราย” (Dangerous /Dangerosu) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชื่อเรื่องนั่นเอง พื้นที่ของโรงเรียนที่แสนจะอันตรายนี้เองกลายเป็นพื้นที่กึ่งๆ จะไร้กฎเกณฑ์เพราะกฎหมายตามอำนาจรัฐเข้าไปควบคุมไม่ไหวครับ ก็ทำให้โรงเรียนนี้ดูจะปกครองกันด้วยตัวเอง ซึ่งคนที่แข็งแกร่งกว่าก็พยายามจะเข้าควบคุม โดยมีกลุ่มอำนาจหลัก 2 กลุ่ม คือกลุ่มคณะกรรมการนักเรียน (Student Council) กับกลุ่มลูกพี่ใหญ่ (Banchou Group) ที่ปะทะและพยายามยึดพื้นที่การปกครองในโรงเรียนกันมาโดยตลอด และโรงเรียนนี้เองที่เป็นฉากหลักแทบทั้งหมดของเรื่องด้วย

ภาพปกเล่ม 1 คนตรงกลางสีเหลืองคืออาหยุ โทโมซึริ (นางเอก) คนตรงกลางตัวเล็กๆ ตรงหน้าอกคือโอโตเมะ เรียวเซอิน (พระเอก)

อ่านมาจนถึงตรงนี้ หลายคนก็อาจจะสงสัยนะครับว่า “ไอ้พล็อตแบบนี้มันก็ครือๆ เดิมนี่หว่า มันมีอะไรจัดจ้านเป็นพิเศษยังไง?” ใช่ครับ ตัวโครงเรื่องหลักไม่ได้มีอะไรพิเศษมากมายนัก อย่างการมีคนที่มีพลังพิเศษ โรงเรียนของคนเหล่านี้ ไปจนถึงการแบ่งพรรคแบ่งพวกตีกันเองในกลุ่มคนเหล่านี้ด้วย ญี่ปุ่นมีมังหงะแนวนี้มากมายเลย แต่จุดที่เป็นพิเศษของเรื่องนี้คือพลังพิเศษของตัวนางเอกครับ ที่เรียกได้ว่ากลายเป็นแก่นของเรื่อง รวมไปถึงพลังพิเศษของพระเอกด้วย เราลองมาทำความรู้จักกับพลังพิเศษของตัวละครทั้งสองตัวนี้กันสักนิดก่อนนะครับ

นางเอกของเรื่องอย่างอาหยุ โทโมซึริ (Ayu Tomozuri) เดิมทีเป็นคนธรรมดาทั่วไป ไม่ได้มีพลังพิเศษอะไรครับ แต่อยู่มาวันหนึ่งเธอโดนล่อลวงไปและกำลังจะโดนกลุ่มผู้ชายข่มขืน ภายใต้ความกลัว ความกดดัน และความสงสัยว่าทำไมต้องเป็นเธอที่โดนกระทำชำเราและตายไป แทนที่จะเป็นพวกเวรเหล่านั้น ด้วยสารพัดของอารมณ์และความกดดัน ทำให้พลังพิเศษของเธอตื่นขึ้นมา และทำให้กลุ่มชายที่กำลังจะข่มขืนเธอนั้นตายไปหมด และเธอก็รอดชีวิตมาได้ พลังพิเศษของเธอนั้นถูกให้ชื่อว่า ‘ไซตามะ’ (Saitama) หรืออีกชื่อก็คือ ‘Disaster Ball’ โดย Ball นี้ก็ไม่ได้แปลว่า ‘ลูกบอล’ แบบการปล่อยบอลพลังอะไรแต่อย่างใด Ball คำนี้เป็นคำแสลงที่แปลว่า ‘ไข่หำ’ นั่นเองครับ ฉะนั้นชื่อของพลังเธอนี้จะขอแปลว่า ‘ไข่หำพินาศ’ ก็คงจะไม่ผิด เพราะพลังพิเศษของเธอก็คือ การเพิ่มปริมาณของอสุจิในไข่หำจนล้นทะลักและระเบิดแตกตายไปเลยนั่นเอง พลังระเบิดไข่หำนี้จึงเป็นพลังพิเศษที่ทรงพลังระดับสูงสุดพลังหนึ่งในเรื่อง เพราะหากเธอเอาจริงเข้าแล้ว เธอสามารถจัดการกับมนุษย์เพศชายแทบทุกคนในโลกได้เลยทีเดียว

เมื่อเธอกลายร่างมาเป็นมาจินแล้ว อาหยุก็เลยย้ายเข้ามาที่โรงเรียนที่รวมๆ เหล่ามาจินจำนวนมากไว้ที่ว่า และเธอก็ถูกดึงเข้าไปอยู่กับฝ่ายคณะกรรมการนักเรียน เพราะเขาต้องการพลังของเธอไว้ต่อกรกับฝั่งลูกพี่ใหญ่ ที่โดยมากแล้วสมาชิกเป็นเพศชาย แถมตัวลูกพี่ใหญ่เอง (ซึ่งก็เป็นผู้ชาย) ก็เป็นหนึ่งในมาจินที่แข็งแกร่งที่สุดในโรงเรียน (และอาจจะในโลกด้วย) ฉะนั้นเมื่อพลังของอาหยุเข้าไปอยู่ในมือของฝ่ายคณะกรรมการนักเรียนแล้ว ฝั่งลูกพี่ใหญ่เองก็ไม่สามารถจะนิ่งเฉยได้ พวกเขาก็ต้องหาทางแก้เกม ซึ่งนั่นก็มาถึงตัวพระเอกของเรื่องครับ

พระเอกเขาชื่อว่า โอโตเมะ เรียวเซอิน (Otome Ryouseiin) ซึ่งเดิมทีแสร้งทำตัวเป็นคนธรรมดา แต่จริงๆ แล้วเขามีพลังพิเศษในการเปลี่ยนสลับเพศได้ ซึ่งถ้าเป็นในสถานการณ์ทั่วๆ ไป ก็คงจะไม่ได้วิเศษวิโสอะไรนัก หากเทียบกับพลังพิเศษของตัวละครอื่นๆ ในเรื่อง อย่างไรก็ตาม เมื่ออาหยุเข้าไปอยู่ฝั่งคณะกรรมการนักเรียนแล้ว ความสามารถของโอโตเมะนั้นก็กลายเป็นสำคัญยิ่งขึ้นมา เพราะเป็นพลังเดียวที่จะทำให้พลังพิเศษของอาหยุกลายเป็นไร้ประโยชน์ไปได้ และฝั่งลูกพี่ใหญ่เองก็จึงพยายามชักชวนโอโตเมะเข้ามาอยู่ฝ่ายของตน เพื่อที่จะได้เปลี่ยนพลพรรคของตนให้ “ไม่ต้องมีไข่หำ” อีกต่อไป และจะได้สามารถสู้กับฝั่งคณะกรรมการนักเรียนได้อย่างสูสีคู่คี่อีกครั้งในศึกสุดท้ายที่เรียกว่า ‘อามาเกนดอน’

สองก๊กหลักของมาจินในเรื่อง ซ้ายคือฝั่งลูกพี่ใหญ่หรือ Banchou (ลูกพี่ใหญ่เวอร์ชั่นกลายเป็นหญิงแล้ว) กับขวาฝั่งคณะกรรมการนักเรียน

จริงๆ แล้ว นอกจากการต่อสู้ภายในระหว่าง 2 ก๊ก ที่ว่าแล้ว ยังมีภัยอันตรายร่วมจากภายนอกด้วย โดยเป็นกลุ่มคนพิเศษที่ทรงพลังมากๆ แบบชนิดที่แค่คนเดียวอาจจะแกร่งพอจะล้มมาจินทั่วไปได้เป็นสิบเป็นร้อยคน กลุ่มนี้ถูกเรียกว่านักเรียนแลกเปลี่ยน หรือ Transfer student ครับ มันทำให้ภาพของโครงเรื่องหลักๆ มีความคล้ายซีรี่ส์ดังอย่าง Game of Thronesแหละครับที่มีทั้งการตีกันภายในชิงบัลลังก์เอง และพร้อมๆ กันไป ก็ต้องเตรียมเผชิญหน้ากับ The Night King และฝูงซอมบี้น้ำแข็งไปด้วยน่ะนะครับ ฉะนั้นเรื่องราวมันก็มีความเมามันส์และซับซ้อนในฝักฝ่าย รวมถึงการวางแผนกันไม่น้อยทีเดียวครับ แต่ในวันนี้ ผมอยากจะขอเน้นไปที่เรื่องของภาพสะท้อนที่มาจากพลังพิเศษของตัวเอกทั้งสอง ซึ่งเป็นแก่นในการเดินเรื่องมังหงะนี้ครับ

 หลังจากได้อ่านเรื่อง Sentou Hakai Gakuen Dangerosu นี้ครั้งแรก 2 อย่างที่แวบเข้ามาในหัวผมเลยนั้น คือ (1) ภาพยนตร์เรื่อง Teeth ที่แปลไทยได้เก๋มากๆ ว่า ‘กลีบเขมือบ’ อันเป็นเรื่องของหญิงสาวผู้ซึ่งครอบครองจิ๋มมีเขี้ยว ที่จะกัดน้องชายให้ขาดเสียทุกรายไป จำได้ว่าตอนที่ดูนี่ดูแล้วหวาดเสียวแปล๊บๆ มากเลย และ (2) อีกอย่างก็คือแนวคิดของสายสตรีนิยมแบบหนึ่งที่เรียกกันโดยหลวมๆ ว่า ‘สตรีนิยมสุดขั้ว’ หรือ Radical Feminism น่ะครับ

แนวคิดสาย Radical Feminism นี้เกิดขึ้นราวๆ ยุค สตรีนิยมคลื่นที่ 2 (Second-wave Feminism) ครับ คือสิ่งที่เรียกว่าสตรีนิยม หรือ Feminism นี้เนี่ยมันไม่ได้โผล่มาก็เป็นแบบนี้เลยนะครับ มันมีการพัฒนาการมาหลายยุค ตั้งแต่คลื่นลูกที่หนึ่ง จนปัจจุบันที่โดยมากถือกันว่าอยู่ในช่วงคลื่นลูกที่ 4 ครับ ทีนี้ความแตกต่างสำคัญอันเป็นจุดเริ่มต้นของสำนักคิด Radical Feminism ที่ทำให้ตัวมันเองแตกต่าง หรือออกห่างจากสตรีนิยมกระแสหลักทั่วๆ ไป หรือที่เรามักจะเรียกกันว่า Liberal Feminism นั้นก็คือ ตัวข้อเรียกร้องของฝ่าย Radical Feminism ที่ถูกดันไปสุดทางมากขึ้นครับ

โดยทั่วไปแล้ว ข้อเรียกร้องหลักของกลุ่มสตรีนิยมทั่วไป โดยเฉพาะในช่วงคลื่นที่ 1 และ 2 นั้นก็คือ “การยุติหรือยกเลิกสิทธิพิเศษหรืออภิสิทธิ์ต่างๆ ของเพศชายทิ้งไปเสีย” และเปิดโอกาสให้เพศหญิง (รวมไปถึงเพศสถานะอื่นๆ) ได้สามารถมีโอกาส มีสิทธิต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรมที่เสมอภาคเท่าเทียมกันด้วย และผมคิดว่าความเข้าใจส่วนใหญ่ที่คนในสังคมมีต่อสำนักคิดสายสตรีนิยมก็น่าจะเป็นประมาณนี้ครับ

แต่ Radical Feminist นั้นบอกว่า ข้อเรียกร้องเพียงเท่านั้นมันไม่เพียงพอหรอก แต่เราควรจะเรียกร้องให้เกิดการ “รื้อสร้างระเบียบของสังคมใหม่ทั้งหมด ทั้งยวงเลยต่างหาก!” เพราะ Radical Feminist นั้นมองว่าสังคมที่เป็นอยู่นี้มันอยู่ในระเบียบของโครงสร้างแบบชายเป็นใหญ่ หรือปิตาธิปไตย (Patriarchy) อย่างสุดลิ่มทิ่มประตู ฉะนั้นหากเราไม่ทำลายมันทิ้งทั้งหมดก่อน แล้วรื้อสร้างสังคมขึ้นมาใหม่จากศูนย์แล้วล่ะก็ มันย่อมไม่สามารถแก้ไขอะไรได้จริงๆ หรอก (แต่ปัญหาหลักอย่างหนึ่งก็คือ ข้อเสนอของพวกนี้เอง ก็ดูจะทำจริงๆ ไม่ใคร่ได้แต่แรกนักด้วย)

ในงานชิ้นสำคัญของชูลามิธ ไฟร์สโตน (Shulamith Firestone) หนึ่งใน Radical Feminist ตัวแม่ ที่ชื่อว่า The Dialectic of Sex: The Case for Feminist Revolution(1970) ได้เสนอข้อความหนึ่งซึ่งจะบอกว่าเป็นเสมือนการวางจุดหมายปลายทางให้กับสำนักคิดนี้เลยก็ว่าได้ โดยไฟร์สโตนบอกว่า

*“[T]he end goal of feminist revolution must be, unlike that of the first feminist movement, not just the elimination of male privilege but of the sex distinction itself: genital differences between human beings would no longer matter culturally.” (p.11) *

หรือพอจะแปลได้ว่า “เป้าหมายปลายทางของการปฏิวัติสตรีนิยมนั้นต้องไม่เหมือนกับเมื่อครั้งความเคลื่อนไหวของกระแสสตรีนิยมคลื่นลูกที่ 1 ที่เพียงแค่มุ่งหมายจะทำลายอภิสิทธิ์ของเพศชาย แต่ต้องมองไปที่การทำลายการแยกเพศโดยตัวมันเองเลย หรือนั่นก็คือความแตกต่างของอวัยวะเพศนั้นต้องหมดความหมายไปในทางวัฒนธรรม”

และแน่นอนครับ ว่าข้อเสนอนี้ขอไฟร์สโตนมันเข้าเค้ากับสิ่งที่มังหงะเรื่องนี้นำเสนอไว้เลยทีเดียว นั่นก็คือการพยายามทำลายความสำคัญของเครื่องเพศหรืออวัยวะเพศนั่นเอง

ในข้อนี้หากว่ากันในเชิงวิชาการแล้ว มันก็คือการทำลายระเบียบที่เรียกว่า Phallocentrism หรือการมีลึงค์เป็นศูนย์กลาง พูดอย่างย่นย่อ ไอ้การมีจู๋เป็นศูนย์กลางของจักรวาลนี้ มันคือ การรวบยอดเอาสองแนวคิดมาผนึกรวมกัน ได้แก่ ระบบโครงสร้างของสังคมที่มีชายเป็นใหญ่หรือชายเป็นศูนย์กลางของอำนาจ และอีกส่วนก็คือการตัดสินหรือมอบความชอบธรรม (Justify) ความเป็นชายผ่านการ “มีจู๋” นั่นเอง ซึ่งหลายๆ ครั้งก็มักจะตีคู่มากับข้อถกเถียงทางชีววิทยาต่างๆ นานาด้วย

พลังไซตามะ หรือระเบิดไข่หำของอาหยุเอง สำหรับผมแล้วจึงเป็นภาพสะท้อนแนวคิดที่ตรงไปตรงมามากๆ ของวิถีทางแบบ Radical Feminism ที่ต้องการจะทำลายระเบียบความคิดของการมีลึงก์เป็นศูนย์กลาง ซึ่งต้นตอของจุดกำเนิดพลังพิเศษนี้ของอาหยุเองก็ดูจะสะท้อนจุดนี้อย่างตรงไปตรงมาทีเดียว กับการโดนกลุ่มผู้ชาย ที่ใช้อำนาจที่เหนือกว่า รุมข่มขี่ กดทับ บังคับขืนใจ จนทำให้พลังพิเศษของเธอตื่นตัวและเธอพร้อมจะกลับมาลุกขึ้นสู้ได้

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าตัวมังหงะจงใจสะท้อนภาพไปด้วย ว่านักสตรีนิยมจำนวนมากเอง ต่อให้รู้ถึงความจำเป็นหรือมีความสามารถที่จะต้องผลักดันข้อเสนอที่สุดทางนี้ แต่ก็ไม่ได้กล้าจะแสดงออกอย่างเต็มที่นัก เหมือนกับตัวของอาหยุที่แม้จะถือครองพลังอำนาจดังกล่าว แต่ก็กลัวๆ กล้าๆ ที่จะใช้พลัง

พลังไซตามะหรือระเบิดไข่หำของอาหยุตื่นขึ้นครั้งแรก (อ่านจากขวามาซ้าย, บนลงล่าง)

ไม่เพียงเท่านั้น พลังของตัวพระเอกอย่างโอโตเมะเองก็เป็นการสะท้อนกลายๆ ถึงการรื้อสร้าง การทำลายถอนรากถอนโคนของตัวระบบโครงสร้างเดิม ที่ทำให้ความเป็นเพศหมดความสำคัญลง เพราะกลุ่มลูกพี่ใหญ่หรือ Bunchou Group ที่ถูกเปลี่ยนให้มีร่างกายทางชีวภาพเป็นหญิงแทนนั้น ก็ยังคงมีจิตใจและจิตใต้สำนึกเป็นแบบเดิมอยู่ ซึ่งมันก็สะท้อนคุณค่าแบบสำนัก Radical Feminism อีกนั่นเองว่าร่างกายมันไม่ได้สำคัญ หรือ Body does not matter. แต่มันอยู่ที่ตัวตนความคิด (The Mind) ต่างหากว่าเราเลือกที่จะเป็นอะไร ยังไง ฉะนั้นทางเดียวที่แก้ไขการโต้กลับอย่างสุดขั้วอย่างการระเบิดไข่หำได้นั้น จึงเป็นการ “ปรับทัศนคติต่อความเข้าใจเรื่อง Sex, Body, and Mind” เสียใหม่นั่นเอง

อย่างไรก็ตามตัวผมเองคิดว่าไอ้วิธีคิดแบบ Radical Feminism เอง ที่มุ่งจะทำลาย Phallocentrism หรือลึงก์เป็นศูนย์กลาง ด้วยการบอกว่า “เราต้องยุติความสำคัญของเครื่องเพศลง” นั้น มันก็มีปัญหาในตัวมันเองเชิงตรรกะอยู่บ้างครับ คือ การที่เราบอกว่าเราจะทำให้ A หมดความสำคัญลง เราจึงต้องกำจัด A ทิ้งไป โดยตัวมันเองจึงหมายความว่าคนที่พูดนั้นก็กำลังให้ความสำคัญกับ A อยู่เองด้วย

จริงๆ แล้วข้อเสนอลักษณะเดียวกันนี้ ก็เคยเสนอผ่านการพูดถึงเรื่องอื่นมาแล้ว โดยนักปรัชญาชื่อดังชาวอิตาลีชื่อจอร์จีโอ อแกมเบน (Giorgio Agamben) ครับ ว่ากันย่อๆ ก็คือ เวลาที่เราเข้ามาสู่อำนาจอะไรอย่างหนึ่งแล้ว การที่เราพยายามจะออกไปจากมันนั้น เราไม่มีทางจะออกไปจริงๆ ได้หรอก เพราะการที่เราจะออกไปจากมันเราก็จำเป็นจะต้องอ้างอิงตัวเองถึงมันด้วยอยู่ดี อแกมเบนเรียกสภาพดังกล่าวว่า In and out of politics at the same time หรือการทั้ง “อยู่ข้างในและข้างนอกของอำนาจการเมืองนั้นในเวลาเดียวกัน”

การพยายามจะทะลวงออกจากกรอบคิดของ Phallocentrism ของ Radical Feminist เอง ก็ทำให้พวกนี้ต้องกลับมาอ้างอิงกับสิ่งที่ตนเองต้องการจะสลัดทิ้งไปเสียจนได้ ว่าอีกแบบก็คือ อำนาจที่มีพลังในทางการเมืองและโครงสร้างที่มีอำนาจในทางการครอบงำนั้น เมื่อได้เข้ามาแล้ว มันดูท่าจะออกไปจากมันโดยแท้จริงไม่ได้น่ะครับ และถ้ามัน “ออกไปอย่างแท้จริงไม่ได้” การจะทำลายโครงสร้างใหม่หมดทั้งยวงเลยแบบที่สำนักคิดนี้เสนอไว้ ก็อาจจะเป็นปัญหาอยู่ ซึ่งมังหงะเรื่องนี้ก็ดูจะสะท้อนเรื่องนี้ไว้ไม่น้อย จากการที่พลังพิเศษของอาหยุเป็นอะไรที่ใหม่มากๆ มีพลังที่ถึงขนาดสั่นคลอนหรือกระทั่งเปลี่ยนระเบียบโลกได้ แต่ตัวเธอเองก็อยู่กับค่ายคณะกรรมการนักเรียน ที่เป็นตัวแทนของระบบความคิดและโครงสร้างแบบเดิมๆ ที่หนีไปไหนก็ดูจะหนีไม่พ้นสักทีนั่นเอง

ขอให้สนุกกับมังหงะนะครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...