โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปริศนาโบราณคดี : 'มะเมียะ' ยังมีตัวตนอยู่จริงไหม? เมื่อถอดเรื่องราวดราม่าออก (1)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 30 ม.ค. 2564 เวลา 19.12 น. • เผยแพร่ 31 ม.ค. 2564 เวลา 09.30 น.

‘มะเมียะ’ ยังมีตัวตนอยู่จริงไหม?

เมื่อถอดเรื่องราวดราม่าออก (1)

ทุกวันนี้ผู้คนจำนวนมากยังคงสงสัยอย่างต่อเนื่องว่า ผู้หญิงที่ชื่อ “มะเมียะ” (อ่านออกเสียง “หมะเมียะ” แต่เขียนแบบ “มะเมียะ”) ในบทเพลงของศิลปินโฟล์กซองคำเมืองชื่อก้อง “จรัล มโนเพ็ชร” ขับร้องโดย “สุนทรี เวชานนท์” นั้น มีตัวตนจริงหรือไม่

ฤๅเป็นแค่นวนิยาย?

เนื่องจากมีเรื่องราวหลายฉากหลายตอนที่ออกจะ Drama มากไปสักหน่อย มิพักต้องแปลกใจว่าทำไมจวบปัจจุบันในวงการละคร-ภาพยนตร์จึงยังคงนิยมนำพล็อตเรื่อง “มะเมียะ” ไปผลิตซ้ำอีกนับครั้งไม่ถ้วน ล่าสุดคือละครเพลงของคุณคำรณ คุณะดิลก ที่กาดเธียเตอร์เชียงใหม่ หรือปีกลายเมื่อหลัดๆ นี้ในเวทีละครมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์

เราควรให้ความเป็นธรรมทั้งต่อ “คุณปราณี ศิริธร” นักเขียนสารคดีคนแรกผู้เปิดประเด็นเรื่อง “มะเมียะ” ในหนังสือ “เพ็ชรลานนา” ตั้งแต่ปี 2507 กับกลุ่มบุคคลต่างๆ ผู้เป็นประจักษ์พยานถูกอ้างอิงว่าได้พบเห็น “มะเมียะ” ตัวเป็นๆ เนื่องจากทุกท่านได้เสียชีวิตไปนานแล้ว

รวมทั้งเคารพต่อ “มุมมอง” ที่ได้มาจากการตามรอยมะเมียะของนักวิชาการไม่ว่าฝ่ายล้านนาหรือสยาม ด้วยการสืบค้นข้อมูลจากเอกสารจดหมายเหตุชั้นต้น การสัมภาษณ์ หรือการลงพื้นที่เก็บข้อมูล ณ มาตุคามเมืองมะละแหม่ง (หนังสือของอาจารย์ธเนศวร์ เจริญเมือง ใช้ “เมาะละแหม่ง”) ของมะเมียะ

ดิฉันพอจะประมวลประเด็นปัญหาที่ทำให้เกิดข้อถกเถียงมิรู้จบเกี่ยวกับมะเมียะได้ประมาณ 8 ข้อหลักๆ ดังนี้

1.การส่งเจ้าน้อยศุขเกษมไปเรียนในพม่า

2.นามสมมุติของ “มะเมียะ”

3.การสยายเกศาที่ประตูหายยา

4.เหตุที่ต้องส่งมะเมียะกลับพม่า

5.เส้นทางไปมะละแหม่ง

6.ชีวิตเจ้าน้อยศุขเกษมหลังมะเมียะกลับ

7.มะเมียะบวชเป็นแม่ชี

8.กู่เก็บกระดูกมะเมียะที่วัดสวนดอกมีจริงหรือ?

 

เจ้าน้อยศุขเกษมกับการถูกส่งไป

โรงเรียน St. Patrick มะละแหม่ง

การที่บทเพลงของจรัลแต่งว่าเจ้าน้อยศุขเกษมเป็น “ลูกเจ้าอุปราชท้าวเชียงใหม่” นั้น นักวิชาการหลายท่านนับแต่ อ.ธเนศวร์ เจริญเมือง อ.วรชาติ มีชูบท ฯลฯ ได้เปิดประเด็นเรื่องนี้ไว้อย่างละเอียดยิบ และได้ชี้ถึงข้อผิดพลาดว่าหนังสือ “เพ็ชรลานนา” ผู้ให้แรงบันดาลใจต่อการเขียนเพลงของจรัลน่าจะเข้าใจคลาดเคลื่อน

เนื่องจากสถานะที่แท้จริงของเจ้าน้อยศุขเกษมขณะที่อายุได้ 18 ปี และถูกส่งไปเรียนเมืองมะละแหม่งเมื่อ พ.ศ.2441 นั้น เจ้าพ่อของท่านคือ “เจ้าแก้วนวรัฐ” ดำรงตำแหน่งเป็น “เจ้าราชวงศ์” อยู่ ยังมิได้เป็น “ว่าที่เจ้าเมืองเชียงใหม่” หรือ “เจ้าอุปราช” แต่อย่างใดไม่

ส่วนการเลือกที่จะส่งเจ้าชายองค์หนึ่งของล้านนาไปศึกษาต่อแดนไกล ไยจึงไม่เลือกกรุงเทพฯ ในฐานะที่ล้านนาเป็นเมืองประเทศราชของสยาม แต่กลับท้าทายอำนาจส่วนกลางด้วยการส่งโอรสไปเรียนที่พม่าประเทศในอาณานิคมอังกฤษ

ทำเช่นนี้ได้ด้วยหรือ จะมิทำให้ถูกสยามเพ่งเล็งล้านนาว่าคิด “เอาใจออกห่าง” หรือเช่นไร ได้ขออนุญาตจากราชสำนักส่วนกลางอย่างเป็นทางการแล้วหรือไม่ หรือว่าไม่จำเป็นต้องขอ ฯลฯ

ร้อยแปดพันเก้าคำถามได้ถาโถมมาสู่ประเด็นของการที่เจ้าราชวงศ์อินทแก้ว (นามเดิมของเจ้าแก้วนวรัฐคือ อิ่นแก้ว หรือเจ้าน้อยอินทแก้ว) กับแม่เจ้าจามรีวงศ์ กล้าส่งโอรสองค์โตไปเรียน ณ เมืองมะละแหม่ง ว่าการกระทำเช่นนี้ไม่น่าจะทำให้เจ้านายสยามปลื้ม

เจ้าราชวงศ์อินทแก้วทำไปเพราะ “คิดแข็งข้อต่อสยาม” โดยเอาพม่ามาเป็นเครื่องมือต่อรองอำนาจทางการเมือง?

หรือว่าไม่ได้คิดอะไรมากมาย แค่เห็นว่าพม่าเป็นบ้านพี่เมืองน้อง ขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมประเพณีวิถีชีวิตใกล้ชิดกันกับทางล้านนามากกว่าทางสยาม?

ประเด็นนี้มีแต่คำถามยังไม่มีคำตอบ ขอเก็บปริศนานี้ไว้วิเคราะห์ต่อร่วมกับประเด็นที่สามถัดไปอีกครั้ง

มาถึงกรณีที่ว่า โรงเรียนเซนต์แพตทริก (St. Patrick) ในเมืองมะละแหม่ง ถูกบันทึกไว้ตรงไหนในหนังสือ “เพ็ชรลานนา” ของคุณปราณี?

คำตอบคือไม่มี กล่าวไว้กว้างๆ เพียงแค่เป็นโรงเรียนแห่งหนึ่งในเมืองมะละแหม่ง

ประเด็นนี้ ผู้มาเฉลยคำตอบว่า โรงเรียนที่เจ้าน้อยศุขเกษมควรไปศึกษาเล่าเรียนนั้น ควรเป็น) St. Patrick ก็คือกลุ่มของอาจารย์ธเนศวร์ และอาจารย์จีริจันทร์ ประทีปเสน ผู้ศึกษาเรื่องตามรอยมะเมียะมาตั้งแต่สองทศวรรษที่แล้ว เนื่องจากโรงเรียนนี้เป็นสถานศึกษาแห่งเดียวในมะละแหม่งยุคนั้นที่ใช้ภาษาอังกฤษและนักเรียนส่วนใหญ่เป็นคนมีฐานะ

สอดคล้องกับข้อมูลในบทความเรื่อง “เจ้าอุตรการโกศล (เจ้าน้อยศุขเกษม ณ เชียงใหม่)” ที่คุณ “พิเชษฐ ตันตินามชัย” (ขณะที่เขียนบทความนี้ดำรงตำแหน่งเป็นนักจดหมายเหตุของกรมศิลปากร ปัจจุบันย้ายไปสังกัดสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่) เรียบเรียงไว้ใน “วารสารพื้นบ้านล้านนา” จัดทำโดยชมรมพื้นบ้านล้านนา สโมสรนักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปี 2556

บทความนี้ยืนยันว่า เจ้าพ่อ (เจ้าราชวงศ์อินทแก้ว) ได้ส่งเจ้าน้อยศุขเกษมไปเรียนที่มะละแหม่งจริง โดยมีประจักษ์พยานบุคคลที่ได้ร่วมเดินทางไปกับเจ้าน้อยศุขเกษม นั่นคือ “นายคำตั๋น” บุตรชายของพระญาประทุม (ต้นนามสกุล “ปทุมวัน) กับแม่ติ๊บ

นายคำตั๋นเป็นเพื่อนกับเจ้าน้อยศุขเกษมมาตั้งแต่ยังเด็ก สนิทสนมกันจนใครๆ ก็เรียกแกว่า “เจ้าน้อยคำตั๋น” ตาม “เจ้าน้อยศุขเกษม” ไปโดยปริยายด้วย

คุณพิเชษฐได้สัมภาษณ์ “พ่อทอง อรุณจิต” มีศักดิ์เป็นหลานน้าของนายคำตั๋น ได้ให้ข้อมูลว่า

“เจ้าน้อยคำตั๋นถูกส่งไปเรียนวิชาการป่าไม้ที่เมืองมะละแหม่ง พม่า พร้อมกับเจ้าน้อยศุขเกษม เจ้าเปิ้นไม่ได้เรียนป่าไม้ รู้สึกว่าจะเรียนด้านการปกครอง”

นอกจากนี้แล้ว อาจารย์ประพันธ์ อรุณจิต เหลนของนายคำตั๋น ให้สัมภาษณ์กับคุณพิเชษฐว่า

“เคยได้ยินย่า (ชื่อแม่เตี๋ยมต๋า แม่เตี๋ยมต๋าเป็นพี่สาวนายคำตั๋น) พูดถึงเรื่องนี้เหมือนกัน ว่าเจ้าน้อยคำตั๋นได้ไปเรียนวิชาการป่าไม้ที่มะละแหม่ง ไปพร้อมกับเจ้าน้อยศุขเกษม เพราะเป็นเพื่อนรักกัน เจ้าหลวง (หมายถึงต่อมาคือเจ้าแก้วนวรัฐ) ยังมาฝากให้เจ้าน้อยคำตั๋นดูแลเจ้าน้อยศุขเกษมด้วย ต่อมาเมื่อเรียนจบเจ้าน้อยคำตั๋นได้รับราชการตำแหน่งเจ้ากรมป่าไม้”

ข้อมูลล่าสุดจากบทความของคุณสมฤทธิ์ ลือชัย ที่เปิดประเด็นมุมมองใหม่เรื่องมะเมียะในนิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” รวมทั้งการเสวนาร่วมกับคุณอดิศักดิ์ ศรีสม ที่มติชน จากการที่ทั้งสองท่านได้ตามรอยเจ้าน้อยศุขเกษมไปสืบค้นข้อเท็จจริงว่าท่านเคยเรียนที่นั่นจริงหรือไม่

ได้ข้อมูลว่า โรงเรียน St. Patrick ได้ปิดกิจการด้านการศึกษาไปนานหลายปีแล้ว ปัจจุบันมีสถานะเป็นเพียงโบสถ์ที่เปิดให้คริสต์ศาสนิกชนเข้ามาประกอบพิธีกรรม

และหากอยากทราบว่าเจ้าน้อยศุขเกษมเคยเรียนที่โรงเรียน St. Patrick ระหว่างปี 2441-2446 แผนกใด จริงหรือไม่ ต้องทำเรื่องสอบถามไปยังฝ่ายทะเบียนกลางของสภาคริสตจักรคาทอลิกสำนักงานใหญ่กรุงปารีส

คงเป็นเรื่องยุ่งยากพอสมควรที่จะให้ได้มาซึ่งหลักฐานชั้นต้นตรงนั้น

แต่หากมีท่านใดยังคงคาใจ อยากจะสืบค้นเรื่องนี้แบบให้สุดซอยไปเลยก็จะยินดีมาก

สาวงามนามสมมุติว่า “มะเมียะ”

ข้อมูลของคุณปราณีผู้จุดประเด็นต้นเรื่อง ระบุตรงกันกับคำสัมภาษณ์ของบุคคลหลายคนที่มีอายุร่วมสมัยกับเจ้าน้อยศุขเกษม ต่างยืนยันว่า สตรีที่เจ้าน้อยศุขเกษมพามาด้วยจากพม่าหลังเรียนจบนั้น เดิมทีไม่มีใครทราบชื่อเสียงเรียงนามของเธอเลย

ด้วยเป็นเรื่องอื้อฉาว Talk of the Town กลางเวียงเชียงใหม่ ทำให้เจ้าพ่อเจ้าแม่ผู้หลักผู้ใหญ่และคนใกล้ตัวของเจ้าน้อยศุขเกษมทุกคนไม่ประสงค์ที่จะให้มีการจารจำเรื่องนี้ก็เป็นได้ อีกทั้งการที่สตรีผู้นี้มาอยู่ในคุ้มของเจ้าราชวงศ์อินทแก้วก็เป็นเวลาช่วงสั้นๆ เพียงแค่ 3 เดือนเท่านั้น

กาลล่วงผ่านไปนานกว่า 60 ปี นับจากปี 2446 ที่เจ้าน้อยศุขเกษมพาหญิงสาวคนรักมาเมืองเชียงใหม่ กระทั่งเธอเสียชีวิต (หากเธอเป็นคนเดียวกันกับแม่ชีที่จะได้กล่าวถึงในประเด็นที่ 7 จริง) เมื่อปี 2505 ก็ถือว่านานโขอยู่ กลายเป็นหนึ่งหน้าตำนานที่ถูกพยายามทำให้ลืม และคนก็เกือบจะลืมไปแล้วจริงๆ หากคุณปราณีไม่ขุดขึ้นมาเขียน

ดังนั้น เมื่อคุณปราณีตัดสินใจร้อยเรียงเรื่องราวความรักของเจ้าน้อยศุขเกษมกับหญิงสาวจากเมืองมะละแหม่งนิรนาม มีตัวตนแต่ไม่ทราบชื่อ จึงจำเป็นต้องบัญญัตินามสมมติ “มะเมียะ” ขึ้นมาเพื่อให้ง่ายต่อการใช้เรียก

คำว่า “เมียะ” เป็นภาษามอญ (ที่ส่งต่อให้ภาษาพม่าด้วย) แปลว่า “มรกต” เป็นคำยอดนิยมที่ใช้ตั้งชื่อของหญิงสาวชาวมอญม่านทั่วไป คุณปราณีได้ชื่อนี้มาจากสตรีชาวไทยใหญ่ท่านหนึ่งที่ตั้งบ้านเรือนแถววัดป่าเป้า ใกล้คูเวียงเชียงใหม่

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด หากแม่ชีผู้ที่บวชตลอดชีวิต ณ วัดบนยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ของเมืองมะละแหม่งจะมีชื่ออื่นที่ไม่ใช่ “มะเมียะ”

การสยายเกศาของมะเมียะ

ภาพสะท้อนของวัฒนธรรมคนมอญ?

“สยายผมลงเช็ดบาทบาทา ขอลาไปก่อนแล้วชาตินี้” อาจารย์วรชาติ มีชูบท (ล่วงลับไปเมื่อปลายปี 2562) อดีตนักจดหมายเหตุหอวชิราวุธานุสรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ ไม่เชื่อว่ามีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงที่ประตูหายยา ตอนที่ส่งตัวมะเมียะขึ้นช้างกลับพม่า

โดยอาจารย์วรชาติกล่าวว่า “คุณปราณีน่าจะนำภาพการสยายเกศาเช็ดพระบาทพระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ 5 ของพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ตอนเสด็จประพาสนครเชียงใหม่เป็นการชั่วคราวเมื่อปี 2451 มาสวมในฉากดังกล่าวให้แม่มะเมียะกระมัง”

ถ้ามะเมียะสยายเกศาเช็ดบาทเจ้าน้อยศุขเกษมจริง โดยไม่ได้ขโมยซีนของเจ้าดารารัศมีมาสวมตามข้อสมมุติฐานของอาจารย์วรชาติ ก็มีข้อสงสัยตามมาว่า “ประเพณีการที่สตรีเอาเส้นผมเช็ดเท้าสวามีนี้เริ่มต้นจากชาติพันธุ์ใดก่อน มอญหรือล้านนา?”

ประเด็นการสยายเกศาเช็ดเท้าชายคนรักนั้น หากไม่มองให้เป็นปมดราม่าเกินไป ดิฉันคิดว่าน่าจะเป็นกุญแจไขประตูเปิดไปสู่เรื่องชาติพันธุ์ที่แท้จริงของมะเมียะได้ไม่มากก็น้อย

ดิฉันเคยเขียนบทความในคอลัมน์นี้ราว 10 ปีที่แล้วเรื่อง “จากพิมพาพิลาปถึงมะเมียะ” โดยนำเสนอว่า ภาพสลักนูนต่ำบนใบเสมาที่เมืองฟ้าแดดสงยาง กาฬสินธุ์ ปัจจุบันจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น เป็นรูปนางพิมพา (ยโสธรา) เอาเส้นผมยาวเหยียดของนางเช็ดบาทาของพระพุทธเจ้า ซึ่งประติมากรรมชิ้นนี้สร้างในยุคทวารวดีเมื่อ 1,300 ปีก่อนโดยกลุ่มชนชาวมอญ (เหตุที่จารึกหลายหลักที่ร่วมสมัยกันมีการใช้อักขระมอญ)

เป็นธรรมเนียมสืบทอดต่อกันมาในกลุ่มสตรีชาวมอญ ว่าเมื่อต้องการแสดงคารวะอย่างสูงสุดต่อพระไตรรัตน์ก็ดี หรือต่อสวามีก็ตาม จักแสดงออกด้วยการก้มลงเอาเกศาของตนเช็ดที่เท้าของบุคคลผู้นั้น

เข้าใจว่าการที่พระราชชายา เจ้าดารารัศมี กระทำต่อพระพุทธเจ้าหลวง คงได้รับสืบทอดธรรมเนียมดังกล่าวมาจากชาวมอญในล้านนา

ถ้าเช่นนั้น จะฟันธงได้หรือไม่ว่า “มะเมียะน่าจะเป็นชาวมอญ” ไม่ใช่ชาวพม่าหรือไทยใหญ่ ประเด็นดังกล่าวก็อาจจะอนุมานกว้างๆ ว่ามีความเป็นไปได้มากถึง 80-90 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุที่ประชากรส่วนใหญ่ในเมืองมะละแหม่งเกือบทั้งหมดเป็นชาวมอญ

แต่ก็ต้องเผื่อใจไว้บ้างสำหรับประชากรกลุ่มน้อยชาติพันธุ์อื่นๆ ซึ่งเราไม่อาจทราบได้อย่างแท้จริงถึงเชื้อสายของมะเมียะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...