โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘นายสั่งมา’ รู้จักคำให้การ คดีนูเรมเบิร์ก ยุคนาซี ที่ไม่ควรเกิดกับสังคมใดในโลกอีก

Khaosod

อัพเดต 02 พ.ย. 2563 เวลา 16.06 น. • เผยแพร่ 02 พ.ย. 2563 เวลา 10.18 น.

'นายสั่งมา' คำกล่าวที่ใช้อ้างในการสารภาพ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กว่า 6 ล้านคน ของเจ้าหน้าที่นาซีเยอรมัน คำกล่าวที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับสังคมใดในโลกอีก

ในช่วงการสลายการชุมนุมและจับตัวแกนนำที่ผ่านมา ประชาชนจำนวนมากมีความเห็นว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจมีการกระทำที่เกินกว่าเหตุไปมาก ในหลาย ๆ ครั้ง เช่น การใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงผสมสารเคมี แก๊สน้ำตา สลายการชุมนุม ทั้งที่ผู้ชุมนุมมาเดินขบวนอย่างสันติ รวมถึงการจับกุมตัวแกนนำ ที่ปรากฏให้เห็นว่า แกนนำที่ถูกจับกุมไปนั้น ได้รับบาดเจ็บจนถึงขั้นต้องได้รับการรักษาตัวในโรงพยาบาล

Prachatai

เมื่อมีประชาชนหลายคนเข้าไปสอบถามว่า เพราะเหตุใดจึงกระทำเกินกว่าเหตุเช่นนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้กล่าวในทำนองเดียวกันว่า ‘นายสั่งมา’ ประโยคในลักษณะดังกล่าว อาจนำไปสู่โศกนาฎกรรมที่น่าสลดใจได้ หากไม่มีการแก้ไขความคิดดังกล่าวอย่างทันท่วงที

หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ชาวเน็ตในโซเชียลต่างพากันถกเถียงว่า นั่นไม่ใช่ข้ออ้างอันชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงกับประชาชน และยกตัวอย่างการพิพากษาคดีนูเรมเบิร์กขึ้น

โดยชาวเน็ตหลายคนได้ให้ความเห็นว่า เหตุการณ์ในลักษณะ 'นายสั่งมา' ไม่ได้เพิ่งเคยเกิดขึ้นในสังคมไทย แต่มันกลับเคยเกิดขึ้นมาแล้วในเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ทั้งโลกจดจำ นั่นคือ โศกนาฎกรรมการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ค่ายกักกัน นาซีเยอรมัน

ประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้น

Nuremberg Trial / AP

คำกล่าวอ้างในลักษณะ 'นายสั่งมา' ดังกล่าว มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “คำป้องกันตัวนูเรมเบิร์ก” โดยประโยคดังกล่าว เชื่อว่ามีที่มาจาก วลีเยอรมัน ว่า “คำสั่งก็คือคำสั่ง” (Befehl ist Befehl)

คำป้องกันตัวนูเรมเบิร์ก เป็นข้ออ้างในศาลว่าบุคคล ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกของทหาร ผู้บังคับใช้กฎหมาย กองกำลังดับเพลิง หรือ ประชาชนพลเรือน ไม่ควรได้รับการพิจารณาว่า มีความผิดในการกระทำที่ได้รับคำสั่งจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงหรือเจ้าหน้าที่

คำป้องกันตัวนูเรมเบิร์ก เป็นหนึ่งในการใช้ข้ออ้างหรือการป้องกันที่ถูกใช้มากที่สุด ในผู้ต้องหาในการพิจารณาคดีนูเรมเบิร์ก

การพิจารณาคดีนูเรมเบิร์ก เป็นชุดการพิจารณาคดีทางทหารที่ฝ่ายสัมพันธมิตรผู้ชนะสงครามโลกครั้งที่สองเป็นผู้จัด โดยเป็นการฟ้องสมาชิกชั้นสูง ในคณะผู้นำทางการเมือง การทหาร และเศรษฐกิจของนาซีเยอรมนีซึ่งพ่ายสงคราม

การพิจารณามีขึ้นที่ เมืองนูเรมเบิร์ก แคว้นบาวาเรีย สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี​ ในศาลทหารระหว่างประเทศ (International Military Tribunal) โดยเริ่มในวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2488 การพิจารณาครั้งนี้ เป็นการพิจารณาคดีที่เป็นที่กล่าวขานไปทั่วทั้งโลก

สาเหตุที่เลือกกนูเรมเบิร์กเป็นที่พิจารณาคดี เนื่องจาก นูเรมเบิร์กถือได้ว่าเป็นจุดกำเนิดของพรรคนาซี รวมทั้งมีการจัดการชุมนุมโฆษณาชวนเชื่อที่นี่ทุกปี จึงเป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่ฝ่ายสัมพันธมิตรจะมอบจุดจบให้กับนาซีในเชิงสัญลักษณ์

ตัวอย่างของระบบที่ชั่วร้ายทำให้ คนกลายเป็นปีศาจโดยไม่ได้เจตนา

Adolf Eichmann / The Telegraph

อดอล์ฟ ไอชมันน์ เขาคืออดีตสมาชิกพรรคนาซีคนสำคัญและข้าราชการระดับสูงที่มีส่วนสำคัญในการก่ออาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวภายใต้การนำของฮิตเลอร์ ตำแหน่งสำคัญของเขาภายใต้รัฐบาลนาซีคือเป็นผู้บังคับบัญชาหน่วยราชการที่มีชื่อว่า กรมกิจการว่าด้วยชาวยิว (Office of Jewish Affairs)

หน่วยงานของเขา มีหน้าที่ในรวบรวมข้อมูลชาวยิว ยึดทรัพย์สิน ขนย้ายและลำเลียงชาวยิวขึ้นรถไฟไปยังค่ายกักกันต่างๆ ในยุโรปตะวันออก ซึ่งเป็นสถานที่ ที่คนยิวหลายล้านคนถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

หลังจากสงครามสิ้นสุดลง ไอช์มันน์ทำการหลบหนี และปลอมแปลงอัตลักษณ์จนสามารถไปอยู่ที่ ประเทศอาร์เจนตินา แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถรอดพ้นจากสายตาหน่วยสายลับอิสราเอลได้

ไอชมันน์ถูกส่งตัวกลับมาขึ้นศาลในอิสราเอลด้วยหลายข้อหาฉกรรจ์ สุดท้ายเขาถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดจริงในข้อหาก่ออาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอในปี พ.ศ.2505

Hannah Arendt / The Oregon Institute for Creative Research

ประวัติชีวิตของ ไอช์มันน์ เป็นที่รู้จักและโด่งดังอย่างมาก แม้แต่ ฮันนาห์ อาเรนดท์ (Hannah Arendt) นักปรัชญาการเมือง ยังเขียนถึงการพิพากษาครั้งนี้ โดยอาเดรนดท์ อธิบายถึงสิ่งที่ไอชมันท์ กระทำว่า เป็น ‘ความชั่วร้ายที่แสนสามัญ’

เพราะไอช์มันน์นั้นไม่รู้สึกผิดกับการกระทำของตนเองเลย ทั้งเขายังอ้างเหตุผลว่าทั้งหมดที่เขาทำนั้นเป็นเพียง “การทำตามคำสั่งธรรมดา ๆ ที่เขาเคยชิน” เขาเป็นเพียงข้าราชการธรรมดาคนหนึ่งในฟันเฟืองระบบราชการอันใหญ่โต เขาซื่อสัตย์กับงานที่รับผิดชอบ และทำตามหน้าที่เท่านั้น

แนวคิดเช่นนี้เองที่อเรนดท์มองว่ามันอันตรายอย่างยิ่ง เพราะผู้กระทำผิดมองตนเองเป็นเพียงกลไกของระบบโดยไม่เห็นว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ไอช์มันกลายเป็นคนที่กระทำความชั่วร้าย โดยที่ไม่มีเจตนาร้าย ไอช์มันได้รับสารภาพว่ากระทำสิ่งต่าง ๆ ที่ชั่วร้ายไปจริง ๆ แต่เขากระทำไปตามหน้าที่ โดยที่ตนเองไม่ได้เกลียดชังชาวยิวเลย ทั้งยังรู้สึกมีมิตรไมตรีกับชาวยิว

ในการพิจารณาคดี ไอช์มันถูกไต่สวนอย่างละเอียดถี่ถ้วน มีจิตแพทย์มาประเมินสภาพจิต โดยจิตแพทย์ได้ระบุว่า เขามีสภาพจิตที่ปกติดี ทั้งยังกล่าวว่าเขาเป็นคนที่ดูเป็นมิตรเสียด้วยซ้ำไป

ประวัติศาสตร์จะต้องไม่ซ้ำรอย

Eichmann In Jerusalem by Daniel Zender / The New Yorker

สิ่งสำคัญที่เราควรนำประวัติศาสตร์เหล่านี้มาเป็นบทเรียนคือ ไอช์มันไม่สามารถ ‘คิด’ ได้ด้วยตนเองเลยว่า การฆาตกรรมคนแม้เพียงหนึ่ง มันเป็นเรื่องที่ผิดโดยตัวมันเอง การสังหารหมู่ก็เช่นกัน

เหตุที่เขาไม่สามารถคิดตามตรรกะปกติได้อาจเป็นเพราะตัวเขาเองก็คิดไปตามระบบลำดับชั้นของนาซี อันเป็นคำสั่งที่ถูกปลูกฝังมาอย่างเป็นระบบที่เขาต้องปฏิญาณทุกวันว่า ‘คำสั่งก็คือคำสั่ง’ และตัวเขาเองเป็นเพียงฟันเฟืองตัวเล็ก ๆ ที่กระทำหน้าที่ของตนเองไป โดยไม่จำเป็นต้องคิดสิ่งใด

สาเหตุสำคัญ 2 ประการที่ก่อให้เกิดความชั่วร้ายที่แสนสามัญขึ้น ประการแรกคือ การยอมจำนนและไม่ตั้งคำถามใด ๆ กับอำนาจที่สั่งลงมา ประการที่สองคือ การสร้างความเป็นอื่น หรือแบ่งแยกพวกพ้อง พร้อมด้อยค่าความเป็นมนุษย์ สร้างความชอบธรรมให้ฝ่ายตนเองในการกำจัด คนที่เราแบ่งแยกว่าเป็น ฝั่งที่ไม่ใช่พวกพ้องของตนเอง

Khaosod English

อาเรนดท์ ได้กล่าวว่า “แก่นสำคัญของรัฐบาลเผด็จการ หรือ บางทีอาจเป็นธรรมชาติของระบบราชการทุกแห่ง คือการสร้างให้มนุษย์ทำตามหน้าที่ และเป็นเพียงฟันเฟืองในกลไกการบริหาร และเพื่อลดทอนมนุษยธรรม”

คนไทยต้องตระหนักถึงความเป็นเพื่อนมนุษย์ ไม่ให้ความชั่วร้ายนี้ กลายเป็นเรื่อง “ธรรมดา” และฝังรากลึกในสังคมไทย นอกจากนี้ ผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องนึกถึงความเป็นมนุษย์ ก่อนที่จะเป็นอย่างอื่น เพราะตำแหน่งเป็นเพียงแค่หัวโขนที่สวมใส่ แต่ความเป็นมนุษย์นั้นติดตัวทุกคนมาตั้งแต่เกิดไม่ว่าคุณจะเป็นใคร

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...