อสังหาฯ “จีน” ซบ ราคาถูกสุด 5 พันบาท หนุนเทรนด์ซื้อเก็งกำไรคึกคัก
สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า ปัจจุบันตลาดอสังหาริมทรัพย์ "จีน" อยู่ในภาวะขาลง ราคาร่วงต่อเนื่อง ไปในทิศทางเดียวกับเศรษฐกิจซบเซา
จึงเกิดเทรนด์ไล่ซื้ออพาร์ตเมนต์ในเมืองเล็ก ๆ ที่มีราคาถูก โดยนายหู หย่งเว่ย ชาวปักกิ่ง ให้สัมภาษณ์ว่า เขาไล่ซื้ออพาร์ตเมนต์หลาย 10 แห่งในเฮ่อปี้ เมืองเล็ก ๆ ทางตอนกลางของจีน รวมมูลค่าเพียง 31,000 ดอลลาร์ ซึ่งเชื่อว่าการลงทุนครั้งนี้จะได้ผลตอบแทนกว่าด้านอื่น ๆ
ซึ่ง นายหู เลือกซื้ออพาร์ตเมนต์ขนาด 2-3 ห้องนอนที่สร้างขึ้นเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว โดยในเดือนมิถุนายนนี้ เขาได้ใช้เงินเพียง 18,000 หยวน (2,528 ดอลลาร์) ซื้ออสังหาริมทรัพย์แห่งที่ 15 ในเมืองเฮ่อปี้
อพาร์ตเมนต์บางแห่งในเมืองเฮ่อปี้ นายหูซื้อไปในราคาต่ำเพียง 1,000 หยวน หรือคิดเป็นประมาณ 5,000 บาท ไม่นับรวมภาษีและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ
“แฟลตต่าง ๆ ขายถูกอย่างกับกะหล่ำปลี”
ทั้งนี้ เทรนด์การซื้ออสังหาในเมืองเล็ก ๆ สาพร้อมกับภาครวมตลาดอสังหาจีนตกต่ำ ส่วนราคาบ้านใหม่ชะลอตัวตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ขณะที่การลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์หดตัวรุนแรงในรอบ 20 ปี
อย่างไรก็ตาม เทรนด์ดังกล่าวไม่มีนัยสำคัญเพียงพอที่จะส่งผลกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ขนาดยักษ์ใหญ่ของจีน และข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณการซื้อขายก็ไม่ปรากฏ แต่เทรนด์นี้บ่งชี้ว่าในภาคธุรกิจที่กำลังเผชิญวิกฤตเช่นนี้ ยังมีมุมเล็ก ๆ ที่ส่งสัญญาณว่าตลาดยังมีความคึกคักอยู่
นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า อพาร์ตเมนต์ราคาถูกในเมืองเล็ก ๆ ของจีน เช่น หวายหนานและหรู่ชานทางตะวันออก และเก้อจิ้วทางตะวันตกเฉียงใต้ ก็ถูกไล่ซื้อโดยคนต่างถิ่นด้วยเช่นกัน
โดยผู้ซื้อมีตั้งแต่นักเก็งกำไรที่ไม่คิดจะอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ ไปจนถึงคนที่มองหาที่พักราคาย่อมเยาสำหรับอยู่ตอนเกษียณ และคนรุ่นใหม่ที่มองหาที่พักราคาถูกเพื่อ “นอนราบ” (lie flat) อันเป็นศัพท์ในจีนที่หมายถึงทำงานหาเงินแค่เพื่อให้พออยู่พอกินไปวัน ๆ
ด้านนักวิเคราะห์ ประเมินว่า การซื้อบ้านในเมืองเล็ก ๆ เหล่านี้อาจไม่ใช่สัญญาณบวกทางเศรษฐกิจ หลังข้อมูลเชิงมหภาคต่าง ๆ บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจจีนยังคงเผชิญความยากลำบากในการฟื้นตัวหลังยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์สกัดโควิด-19
“การที่คนจำนวนมากซื้อแฟลตราคาถูกในเมืองเล็ก ๆ สะท้อนให้เห็นถึงความระมัดระวัง ผู้คนไม่มั่นใจถึงรายได้ของตนในอนาคต” เนี่ย เหวิน นักเศรษฐศาสตร์จากหัวเป่า ทรัสต์ กล่าว