โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เศรษฐกิจจีนอ่อนแอลงอีก ส่งออกแย่ โรงงานปิด “ความหวังของโลก” ยังเหลืออยู่ไหม ?

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 16 มิ.ย. 2566 เวลา 04.16 น. • เผยแพร่ 15 มิ.ย. 2566 เวลา 13.10 น.
Photo by AFP / China OUT

ในช่วงสองเดือนมานี้ จีนประกาศตัวเลขเศรษฐกิจออกมา ไม่ว่าจะมิติไหนก็ดูไม่ค่อยสดใส

เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หน่วยงานศุลกากรของจีนเปิดเผยว่า การส่งออกในเดือนพฤษภาคมลดลง 7.5% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งแย่กว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้

ล่าสุดวันที่ 15 มิถุนายน 2566 สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีนเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจเดือนพฤษภาคม 2566 หลายตัว ซึ่งเน้นย้ำอีกว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนอ่อนแอลง สร้างแรงกดดันให้ผู้กำหนดนโยบายต้องเพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกขนานใหญ่

ตัวเลขเศรษฐกิจอ่อนแอ

ตัวเลขเศรษฐกิจจีนเดือนพฤษภาคม 2566 ที่สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีนเปิดเผยในวันที่ 15 มิถุนายน 2566 มีดังนี้

  • การผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 3.5% จากปีก่อนหน้า (YOY) ชะลอลงจากเดือนเมษายนซึ่งเติบโต 5.6%
  • ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 12.7% ต่ำกว่าค่ากลางในคาดการณ์ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 13.7% และชะลอลงจากเดือนเมษายนที่โต 18.4%
  • การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้โต 4% ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ว่าจะโต 4.4%
  • อัตราการว่างงานในเมืองคงที่อยู่ที่ 5.2%

ต้องกระตุ้นอีกขนานใหญ่

ตัวเลขดังกล่าวนี้เผยแพร่หลังจากที่ธนาคารกลางจีน (People’s Bank of China : PBOC) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะสั้นลง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเมื่อวันที่ 13 มิถุนายนได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย Reverse Repo 7-day ลง 10bps จากอัตรา 2.0% ลงมาอยู่ที่ 1.9% และในวันที่ 15 มิถุนายนได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อายุ 1 ปี ลง 10 bps มาอยู่ที่อัตรา 2.65%

ธนาคารกลางประเทศจีนได้เปลี่ยนไปใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าจะมีการออกมาตรการกระตุ้นนโยบายการเงินเพิ่มเติมในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ รวมถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ย หรือการปรับลดอัตราเงินสดสำรองที่ธนาคารต้องสำรองไว้

Bloomberg รายงานอ้างอิงคำบอกเล่าของแหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ว่า เจ้าหน้าที่ของจีนกำลังพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในวงกว้าง เพื่อสนับสนุนด้านต่าง ๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์ และอุปสงค์ในประเทศ โดยคณะรัฐมนตรีอาจหารือเกี่ยวกับนโยบายเหล่านี้ในวันศุกร์ที่ 16 มิถุนายนนี้

สำนักข่าว Reuters (รอยเตอร์) รายงานในวันเดียวกันว่า นักวิเคราะห์ต่างมองว่าตัวเลขเหล่านี้ตอกย้ำความจำเป็นที่จีนต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น เนื่องจากจีนเผชิญกับความเสี่ยงจากภาวะเงินฝืด หนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นเพิ่มสูง การว่างงานของเยาวชนสูงเป็นประวัติการณ์ และอุปสงค์จากทั่วโลกลดลง

การฟื้นตัวสูญเสียโมเมนตัม จีดีพีคงไม่ดีเท่าที่คาด

กิจกรรมทางเศรษฐกิจของจีนเริ่มเพิ่มขึ้นในไตรมาสแรกของปีนี้ หลังการสิ้นสุดข้อจำกัดของมาตรการควบคุมโรคระบาด แต่การฟื้นตัวกลับสูญเสียโมเมนตัมในไตรมาสที่สอง เนื่องจากเผชิญกับอุปสรรคหลายประการ ทั้งธุรกิจภายในประเทศที่อ่อนแอ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลง ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่แน่นอน และอุปสงค์การส่งออกทั่วโลกชะลอตัว

นักวิเคราะห์ของ Nomura Asset Management เขียนในบทวิเคราะห์สำหรับลูกค้าว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนหลังโควิด-19 ดูเหมือนจะดำเนินไปตามปกติแล้ว แต่การลดลงของตัวเลขเศรษฐกิจในเดือนเมษายนและพฤษภาคม แสดงให้เห็นว่าตอนนี้มีความเสี่ยงด้านลบที่มีนัยสำคัญต่อคาดการณ์การเติบโตของจีดีพี ซึ่งจะทำให้การเติบโตต่ำกว่าที่ Nomura คาดการณ์ไว้ว่าจะโต 5.5% ในปี 2566 และ 4.2% ในปี 2567

จาง จื้อเหว่ย (Zhang Zhiwei) นักเศรษฐศาสตร์และประธานบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน Pinpoint Asset Management กล่าวว่า ข้อมูลทั้งหมดที่ออกมาจนถึงตอนนี้ส่งสัญญาณอย่างสม่ำเสมอว่าโมเมนตัมทางเศรษฐกิจของจีนกำลังอ่อนแอลง

บรูซ ผาง (Bruce Pang) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Jones Lang LaSalle บริษัทให้บริการจัดหาอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ระดับโลกจากสหรัฐอเมริกากล่าวว่า อุปสงค์ภายในประเทศที่ไม่มากพอ และอุปสงค์ภายนอกที่ซบเซาอาจขัดขวางโมเมนตัมการฟื้นตัวในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ทำให้เศรษฐกิจจีนฟื้นตัวเป็นรูปตัว U คือฟื้นอย่างค่อนเป็นค่อยไปแบบเดือนต่อเดือน

คนงานโรงงานเดือดร้อน ยอดหยุดงานประท้วงพุ่ง

นอกจากนั้น อีกข่าวหนึ่งของ Reuters รายงานว่า ด้วยการส่งออกที่อ่อนแอเป็นเหตุให้โรงงานในจีนลดค่าจ้างพนักงานลงเพื่อลดต้นทุน ส่งผลให้คนงานโรงงานนัดหยุดงานประท้วงสูงสุดในรอบ 7 ปี โดยข้อมูลจาก China Labour Bulletin (CLB) ซึ่งเป็นกลุ่มสิทธิแรงงานที่ตั้งอยู่ในฮ่องกงระบุว่า มีการนัดหยุดงานของคนงานโรงงานทั่วประเทศจีนกว่า 140 ครั้ง ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งมีการหยุดงาน 313 ครั้งในช่วงเวลาเดียวกัน

สวี เทียนเฉิน (Xu Tianchen) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Economist Intelligence Unit กล่าวว่า บริษัทต่าง ๆ กำลังปรับตัวให้เข้ากับความเป็นจริงที่ว่ากำลังการผลิตของจีนล้นเกินดีมานด์ โดยการปรับลดค่าจ้างและการเลิกจ้างคนงาน ซึ่งไม่เพียงแต่จะส่งผลเสียต่อการเติบโตของเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังอาจเป็นบ่อเกิดของความไม่มั่นคงด้วย

ความหวังเศรษฐกิจโลกยังเหลืออยู่ไหม ?

เศรษฐกิจจีนนั้นถูกมองเป็น “ความหวัง” ของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ โดยเฉพาะสำหรับประเทศในเอเชียที่มีความเชื่อมโยงและพึ่งพาจีนในทางเศรษฐกิจจีนอย่างมาก เมื่อเศรษฐกิจจีนไม่ฟื้นตัวดีดังคาด ทั่วโลกจึงเริ่มหวั่นใจและตั้งคำถามว่าจีนยังคงเป็นความหวังของเศรษฐกิจโลกได้อยู่ไหม ?

หากจะยังมีความหวังเล็กน้อยให้เห็นก็คงจะอยู่ที่แนวโน้มระยะสองสามเดือนข้างหน้าที่สะท้อนผ่านดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ที่จัดทำโดย Caixin และ S&P Global โดยดัชนีในเดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้นเป็น 50.9 จุด จาก 49.5 จุด ในเดือนเมษายน ซึ่งดัชนีที่อยู่เหนือ 50 จุดสะท้อนแนวโน้มการฟื้นตัวและการเติบโต

…แต่จะจริงหรือไม่ เมื่อตัวเลขส่งออกไม่ไปในทิศทางเดียวกันกับ PMI ?

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...