โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“ปฏิบัติการสิงโตผงาด” กับยุทธศาสตร์สองหน้าของสหรัฐที่มีต่ออิหร่าน

เดลินิวส์

อัพเดต 14 มิ.ย. 2568 เวลา 11.29 น. • เผยแพร่ 14 มิ.ย. 2568 เวลา 01.57 น. • เดลินิวส์
การโจมตีของอิสราเอลต่ออิหร่าน ภายใต้ปฏิบัติการ “ไรซิง ไลออน” เปิดฉากความตึงเครียดครั้งใหม่ในตะวันออกกลาง ท่ามกลางการจับตาไปยังท่าทีของรัฐบาลสหรัฐชุดปัจจุบัน ที่แม้ประกาศไม่ยุ่งเกี่ยวกับสงคราม แต่กลับแสดงออกถึงการสนับสนุนอิสราเอล ขณะที่กำลังเดินหน้าการเจรจานิวเคลียร์กับอิหร่านไปด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. ว่า ในช่วงกลางเดือน มิ.ย. 2568 รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำเป็นสมัยที่สองของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องเผชิญกับวิกฤติทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่ เมื่ออิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน ภายใต้รหัสปฏิบัติการ "สิงโตผงาด" หรือ "ไรซิง ไลออน" (Rising Lion)

แม้ทรัมป์เน้นย้ำจุดยืนของตัวเอง ว่ารัฐบาลวอชิงตันชุดปัจจุบัน “ไม่เอาสงคราม” และเน้นย้ำว่า “อยากเป็นนักสร้างสันติภาพ” มากกว่าสั่งให้กองทัพออกไปโจมตีพื้นที่แห่งใด แต่เมื่ออิสราเอลเปิดฉากปฏิบัติการ ทรัมป์กลับแสดงจุดยืนสนุนอิสราเอลอย่างชัดเจน

รัฐบาลและกองทัพอิสราเอลของนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ส่งฝูงเครื่องบินรบโจมตีเป้าหมายหลายร้อยแห่งในอิหร่าน โดยเน้นไปที่โครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์และการทหาร โดยสามารถคร่าชีวิตทหารระดับสูงของอิหร่าน และนักวิทยาศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ รวมกันหลายสิบราย ตลอดจนสร้างความเสียหายให้กับศูนย์นิวเคลียร์หลายแห่งของรัฐบาลเตหะราน

ขณะที่อิหร่านตอบโต้เป็นระลอก ด้วยการยิงขีปนาวุธและอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน โจมตีเป้าหมายในกรุงเทลอาวีฟ เมืองเยรูซาเลม และอีกหลายแห่ง ส่งผลให้ปนะชาชนในอิสราเอลได้รับบาดเจ็บจำนวนไม่น้อยเช่นกัน

แม้ทรัมป์เตือนไม่ให้อิสราเอลเป็นฝ่ายโจมตีก่อน อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหรัฐกลับยกย่องสถานการณ์ดังกล่าว เมื่อเกิดขึ้น แม้ทรัมป์ตำหนิอิสราเอลว่า การโจมตีอาจทำลายโอกาสของการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ ระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน แต่หลังเกิดเหตุกลับเตือนรัฐบาลเตหะรานว่า “จะมีอีกหลายชุดตามมา” พร้อมกดดันว่าอิหร่านต้อง “กลับมาเจรจา”

ทั้งนี้ สหรัฐมีส่วนร่วมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยปริยาย แม้ปฏิเสธการส่วนร่วมกับการโจมตี แต่ปฏิบัติการช่วยป้องกันการโจมตีของอิหร่านนั้นมีหลักฐานชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการที่อิสราเอลใช้ระบบขีปนาวุธของสหรัฐ และกองทัพสหรัฐยังส่งเรือพิฆาตหลายลำเข้ามาประจำการในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อปกป้องอิสราเอลจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธ

นายมาร์โก รูบิโอ รมว.การต่างประเทศสหรัฐ ยืนยันว่า รัฐบาลวอชิงตันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในทางใดก็ตามกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งย้ำว่า ภารกิจของสหรัฐคือการปกป้องกำลังพลที่ประจำการอยู่ในภูมิภาค และหากมีการตอบโต้จากอิหร่าน "ฐานทัพและกำลังพลของสหรัฐในตะวันออกกลางไม่ควรเป็นเป้าหมาย"

ทรัมป์มอบหมายให้นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษด้านกิจการตะวันออกกลาง นำทีมผู้แทนเจรจาเดินทางไปยังโอมาน เพื่อเจรจานิวเคลียร์รอบที่ 6 กับอิหร่าน ซึ่งตามกำหนดการ คือวันที่ 15 มิ.ย. สะท้อนแนวทางนโยบายการทูตแบบ "อเมริกัน เพิร์สต์" แบบไม่ยอมเข้าไปข้องเกี่ยวจนเสียเลือดเนื้อ หากไม่จำเป็น ด้านทรัมป์ไม่เคยปิดบัง การประเมินว่าอิสราเอลมี “อาวุธดีที่สุดและทรงอานุภาพที่สุดในโลก” ซึ่งสหรัฐสนับสนุนให้อีกฝ่ายใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย

อย่างไรก็ตาม เสียงภายในพรรครีพับลิกันยังคงแตกออกเป็นสองฝ่าย กล่าวคือ สายเหยี่ยวกับสายนกพิราบ ฝ่ายเสรีนิยมมองว่า การโจมตีอาจเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อป้องปรามการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน แต่ฝ่ายอนุรักษนิยมเชื่อมั่นในการเจรจา โดยมองว่า ปฏิบัติการทางทหารอาจยิ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านความมั่นคงในระยะยาว บ่งชี้ว่า ปฏิกิริยาจากภายในสหรัฐนั้น "ไม่สนับสนุนแต่ก็ไม่ขัดขวาง"

การตอบโต้กันระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในทางทหารและการทูต ท่ามกลางความวิตกกังวลของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ต่อสถานการณ์ด้านโลจิสติกส์ โดยเฉพาะที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอิหร่านมีอิทธิพลนการควบคุม

จนถึงตอนนี้ ในกรณีความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน สหรัฐกำลังดำเนินยุทธศาสตร์แบบ "การทูตสองหน้า" เมื่ออยู่บนโต๊ะเจรจา สหรัฐแสดงออกว่า คือผู้สนับสนุนสันติภาพ แต่กลับไม่ขัดขวาง "ด้วยความจริงจัง" เมื่ออิสราเอลต้องการใช้ไม้แข็งกับอิหร่าน

หากมองย้อนกลับไปในสมัยรัฐบาลทรัมป์ยุคแรก การถอนตัวฝ่ายเดียวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ เมื่อปี 2561 กลายเป็น "การเปิดโอกาส" ให้อิหร่านเดินหน้าโครงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม "ทันที" และเป็น "ช่องโหว่" ให้อิสราเอลโจมตีโครงการนิวเคลียร์และองค์ประกอบทั้งหมดที่เกี่ยวข้องแล้วหลายครั้ง รวมถึงการสังหารผู้เชี่ยวชาญแล้วหลายคน

หากสหรัฐมีความจริงใจ ควรแบ่งแยกบทบาทอย่างชัดเจน ระหว่างการสนับสนุนนโยบายป้องปราม กับการส่งเสริมความก้าวร้าว เพื่อไม่ให้ทุกฝ่ายตีความคลาดเคลื่อนหรือเข้าใจผิด และถึงเวลาที่รัฐบาลวอชิงตันต้องเป็นฝ่ายแสดงความจริงใจ "อย่างแท้จริงและมากกว่านี้" ในการเจรจาร่วมโต๊ะกับอิหร่าน โดยอาจเป็นการเสนอข้อแลกเปลี่ยนตรง เช่น ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรบางส่วน แลกกับการที่รัฐบาลเตหะรานยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมระดับสูง.

เครดิตภาพ : AFP

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...