โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

แอมเนสตี้แฉ!กัมพูชามีศูนย์โกง53แห่ง หลอกคนใช้แรงงาน รัฐรู้เห็นแต่ทำเฉย

Amarin TV

เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2568 เวลา 09.59 น.
แอมเนสตี้แฉ! กัมพูชามีศูนย์โกง 53 แห่ง หลอกคนใช้แรงงานทาส รัฐรู้เห็นแต่ทำเฉย

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2568 องค์กร Amnesty International เผยแพร่รายงานเชิงลึกที่ระบุว่า รัฐบาลกัมพูชาปล่อยให้ค่ายหลอกลวง (scamming compounds) เฟื่องฟูอย่างแพร่หลายทั่วประเทศ โดยพบว่ามีการค้ามนุษย์ การเป็นทาสยุคใหม่ การใช้แรงงานเด็ก และการทรมานเกิดขึ้นในระดับกว้าง ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนมีพฤติการณ์สมรู้ร่วมคิดกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

รายงานฉบับนี้ ซึ่งมีชื่อว่า “I Was Someone Else’s Property” ระบุว่าค่ายหลอกลวงที่เกี่ยวข้องมีจำนวนอย่างน้อย 53 แห่ง กระจายอยู่ในหลายพื้นที่ของกัมพูชา โดยองค์กร Amnesty International ใช้เวลาลงพื้นที่เก็บข้อมูลภาคสนามอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่า 18 เดือน เพื่อตรวจสอบสถานการณ์โดยตรง

จากการรวบรวมข้อมูลและสัมภาษณ์ผู้รอดชีวิต พบว่าทางการกัมพูชารับรู้ถึงสถานการณ์การค้ามนุษย์และการละเมิดสิทธิมนุษยชนในค่ายเหล่านี้มาโดยตลอด แต่กลับไม่มีการดำเนินการที่จริงจังเพื่อยับยั้งหรือป้องกัน อีกทั้งยังพบกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐบางรายอาจมีส่วนร่วม หรือเอื้อประโยชน์ให้กับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะแก๊งอาชญากรรมชาวจีนที่มีบทบาทสำคัญในการควบคุมค่ายหลอกลวงหลายแห่งในประเทศ

ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของรัฐบาลกัมพูชาในการปกป้องผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์และการเป็นทาส พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อจัดการกับปัญหาที่ลุกลามในระดับโครงสร้างและขจัดเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้อย่างเด็ดขาด

แรงงานจากทั่วเอเชียถูกหลอกเข้าสู่ “ค่ายนรก”

รายงานฉบับดังกล่าวของ Amnesty International เปิดเผยคำให้การของผู้รอดชีวิตที่ถูกหลอกเข้าสู่ค่ายหลอกลวงในกัมพูชา ประกอบไปด้วยผู้รอดชีวิต 58 คนจาก 8 สัญชาติ รวมถึงเด็ก 9 คน โดยผู้เสียหายส่วนใหญ่เข้าใจว่ากำลังสมัครงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย ได้รับข้อเสนอเงินเดือนสูง และในบางกรณีได้รับภาพสถานที่ทำงานที่ดูน่าเชื่อถือ เช่น โรงแรมหรูพร้อมสระว่ายน้ำเพื่อสร้างความมั่นใจ

ทั้งนี้ เมื่อผู้เสียหายเดินทางถึงกัมพูชากลับถูกควบคุมตัวในค่ายที่มีลักษณะคล้ายเรือนจำ ถูกยึดเอกสารประจำตัว ถูกข่มขู่ด้วยความรุนแรง และถูกบังคับให้ทำงานในเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ซึ่งสร้างรายได้มหาศาลจากการฉ้อโกงเหยื่อทั่วโลก

แรงงานจำนวนมากถูกล่อลวงผ่านโฆษณางานปลอมบนสื่อสังคมออนไลน์ เช่น Facebook และ Instagram โดยกลุ่มอาชญากรใช้ช่องทางเดียวกันนี้บังคับให้เหยื่อดำเนินการหลอกลวงคนอื่นต่อ ทั้งในรูปแบบการสร้างความสัมพันธ์ปลอม การเสนอการลงทุนหลอกลวง การขายสินค้าที่ไม่มีอยู่จริง รวมถึงการฉ้อโกงที่เรียกว่า "Pig Butchering Scam" ซึ่งเป็นกระบวนการหลอกลวงที่ใช้เวลาเพื่อสร้างความไว้วางใจก่อนจะล่อให้เหยื่อโอนเงิน

อักเนส คัลลามาร์ด เลขาธิการ Amnesty International ให้ความเห็นว่า “ผู้รอดชีวิตเหล่านี้ถูกหลอก ถูกค้ามนุษย์ และถูกกดขี่ พวกเขาถูกขังอยู่ในฝันร้ายที่เกิดขึ้นจริง และถูกบีบบังคับให้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรอาชญากรรมที่ดูเหมือนจะได้รับการยินยอมโดยปริยายจากทางการกัมพูชา”

เบื้องหลัง “ค่ายนรก” ที่ปิดตายทุกทางหนี

จากการสำรวจภาคสนามของ Amnesty International ในพื้นที่จริง 52 แห่ง จาก 53 แห่ง ครอบคลุม 16 เมืองทั่วกัมพูชา และอีก 45 แห่งที่เชื่อว่าน่าจะเป็นค่ายหลอกลวง พบว่าค่ายหลอกลวงส่วนใหญ่เคยเป็นคาสิโนและโรงแรมเก่าที่ถูกดัดแปลงใช้งานใหม่ หลังจากรัฐบาลกัมพูชามีคำสั่งห้ามการพนันออนไลน์ในปี 2562

ค่ายเหล่านี้ถูกออกแบบให้ไม่สามารถหลบหนีได้ มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดรอบพื้นที่ กั้นรั้วลวดหนาม มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยติดอาวุธเฝ้าตลอดเวลา บางแห่งพบอาวุธปืนและกระบองไฟฟ้าเป็นเครื่องมือข่มขู่ ผู้รอดชีวิตจำนวนมากยืนยันตรงกันว่า “ไม่มีทางหนีออกไปได้เลย”

จากการสัมภาษณ์ผู้รอดชีวิต 58 คน Amnesty สรุปว่าอย่างน้อย 32 คนเข้าข่ายเป็นเหยื่อของการเป็นทาสตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยผู้จัดการค่ายมีอำนาจควบคุมชีวิตแรงงานอย่างเบ็ดเสร็จ บางรายถูกขายต่อไปยังค่ายอื่น ขณะที่บางคนต้องทำงานชดใช้หนี้ที่ค่ายกล่าวอ้าง ผู้รอดชีวิตหลายคนเล่าว่าพวกเขาเห็นเพื่อนร่วมค่ายถูกขายต่อไปต่อหน้าต่อตา

ตัวอย่างที่สะท้อนความโหดร้ายอย่างชัดเจนคือกรณีของ “ลิซ่า” หญิงสาวชาวไทยที่ถูกล่อลวงตั้งแต่อายุ 18 ปี ขณะหางานช่วงปิดเทอมในประเทศไทย โดยนายหน้าหลอกว่าจะให้ทำงานเอกสารในโรงแรมที่มีสระว่ายน้ำ แต่สุดท้ายถูกพาข้ามแม่น้ำเข้าสู่กัมพูชาในเวลากลางคืน และถูกควบคุมตัวอยู่ในค่ายนานถึง 11 เดือน โดยถูกบังคับให้ทำงานหลอกลวงออนไลน์ เมื่อพยายามหลบหนี ลิซ่าถูกชาย 4 คนรุมทำร้ายอย่างโหดเหี้ยม สามคนช่วยกันกดตัวเธอไว้ ขณะที่หัวหน้าค่ายใช้แท่งเหล็กตีฝ่าเท้าจนเธอกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด

ในอีกกรณี สิถิ ผู้รอดชีวิตอีกคนหนึ่ง เล่าว่าเขาเห็นชายชาวเวียดนามถูกทำร้ายเป็นเวลาเกือบ 25 นาที “พวกเขาตีเขาจนตัวเป็นสีม่วง ใช้กระบองไฟฟ้าจี้ซ้ำ ๆ จนเขาไม่สามารถร้องหรือยืนได้ ก่อนที่หัวหน้าค่ายจะพูดว่า รอขายเขาต่อไปยังค่ายอื่น” สิถิกล่าว

ในบรรดาเด็ก 9 คนที่ถูกสัมภาษณ์ พบว่ามีอย่างน้อย 5 คนที่ยืนยันว่าถูกทรมานและปฏิบัติอย่างโหดร้าย เด็กชายไทยวัย 17 ปีที่ใช้ชื่อสมมติว่า “Sawat” เล่าว่า เขาถูกผู้จัดการค่ายทำร้ายร่างกายหลายครั้ง ก่อนจะถูกขู่บังคับให้ถอดเสื้อผ้าและกระโดดลงมาจากอาคาร

ผู้รอดชีวิตจำนวนหนึ่งยังให้ข้อมูลตรงกันว่า มีผู้เสียชีวิตภายในค่าย โดยบางคนได้ยินเสียงร่างของผู้เสียชีวิตตกกระแทกหลังคา Amnesty ยืนยันว่า มีเด็กชาวจีนอย่างน้อย 1 รายเสียชีวิตในค่ายจากเหตุการณ์ดังกล่าว

รัฐบาลกัมพูชาถูกชี้เพิกเฉยต่อพันธกรณีระหว่างประเทศและละเลยการปกป้องเหยื่อ

Amnesty International เปิดเผยว่า รัฐบาลกัมพูชาล้มเหลวอย่างเป็นระบบในการปกป้องเหยื่อ โดยแม้จะได้รับแจ้งเหตุการละเมิดสิทธิมนุษยชนในค่ายหลอกลวงซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไม่ดำเนินการเชิงรุก และตอบสนองต่อข้อมูลที่ Amnesty ส่งมอบเพียงด้วยสถิติที่ไม่ชัดเจน โดยไม่มีมาตรการแก้ไขหรือป้องกันอย่างเป็นรูปธรรม

มอนเซ เฟร์เรร์ ผู้อำนวยการวิจัยภูมิภาคของ Amnesty กล่าวว่า "ทางการกัมพูชารู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นในค่ายเหล่านี้ แต่กลับปล่อยให้ค่ายหลอกลวงเหล่านี้ดำเนินการต่อ ผลการสอบสวนของเราชี้ถึงความล้มเหลวของรัฐบาลที่เปิดทางให้เครือข่ายอาชญากรรมเติบโต"

ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลจาก Amnesty ยังเปิดเผยว่า เหยื่อที่ได้รับ "การช่วยเหลือ" จากค่ายหลอกลวงเหล่านี้มักถูกนำไปกักตัวในศูนย์กักกันคนเข้าเมืองของกัมพูชาที่มีสภาพความเป็นอยู่ย่ำแย่ โดยทางการไม่ยอมรับว่าผู้ที่ถูกกักตัวเหล่านี้เป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ และไม่ให้ความช่วยเหลือตามที่กฎหมายระหว่างประเทศกำหนด ทั้งที่กัมพูชาเป็นภาคีในอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของเหยื่อ

แม้ว่าทางการกัมพูชาจะอ้างว่ามีการจัดตั้งคณะกรรมการแห่งชาติต่อต้านการค้ามนุษย์ (NCCT) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายแห่งเพื่อรับมือกับปัญหานี้ แต่ข้อมูลจาก Amnesty International ระบุว่า มากกว่า 2 ใน 3 ของค่ายหลอกลวงที่ถูกรายงานในเอกสารยังคงเปิดดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน แม้ว่าจะเคยมีการเข้าตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือได้รับการเปิดเผยจากสื่อมวลชนแล้วก็ตาม

ตัวอย่างที่สะท้อนสถานการณ์นี้ชัดเจน คือ ค่ายแห่งหนึ่งในเขตโบทุม สะกอร์ ซึ่งเคยถูกรายงานการค้ามนุษย์โดยสื่อและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายหลายครั้ง แต่ค่ายดังกล่าวยังคงเปิดดำเนินการอยู่จนถึงปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการบังคับใช้กฎหมายที่ไร้ประสิทธิภาพ รวมถึงความเป็นไปได้ที่มีการสมรู้ร่วมคิดระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

ในขณะเดียวกัน Amnesty ยังพบว่า ผู้ที่ออกมาเปิดโปงเครือข่ายค่ายหลอกลวง หรือรายงานข่าวเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนมักตกเป็นเป้าหมายของรัฐ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและนักข่าวหลายรายถูกจับกุม ขณะที่ในปี 2023 รัฐบาลกัมพูชาได้สั่งปิดสำนักข่าว Voice of Democracy ซึ่งเป็นหนึ่งในสื่ออิสระไม่กี่แห่งของประเทศ Amnesty มองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการตอบโต้ต่อผู้ที่พยายามเปิดโปงความจริงและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ Amnesty International ยังพบหลักฐานที่บ่งชี้ว่ามีการประสานงาน หรืออาจถึงขั้นสมรู้ร่วมคิดระหว่างหัวหน้าค่ายชาวจีนกับตำรวจในกัมพูชา ซึ่งไม่ได้ดำเนินการปิดค่ายแม้จะทราบถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้น

Amnesty เรียกร้อง: รัฐบาลกัมพูชาต้องยุติปัญหาค่ายหลอกลวงทันที

เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ Amnesty International เรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาดำเนินการปิดค่ายหลอกลวงทั้งหมดโดยทันที พร้อมดำเนินการสอบสวนอย่างโปร่งใส และนำตัวผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม รวมถึงให้การช่วยเหลือเหยื่ออย่างเหมาะสมตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล

มอนเซ เฟร์เรร์ ผู้อำนวยการวิจัยภูมิภาคของ Amnesty International ระบุว่า “รัฐบาลกัมพูชามีศักยภาพที่จะยุติปัญหานี้ได้ในทันที แต่กลับเลือกที่จะไม่ดำเนินการอย่างจริงจัง สิ่งที่เราเห็นในปัจจุบันคือการแทรกแซงที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงการสร้างภาพ มากกว่าความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง”

รายงานยังเปิดเผยว่า ผู้รอดชีวิตที่ให้ข้อมูลในครั้งนี้มาจากหลากหลายประเทศทั่วเอเชียและแอฟริกา ได้แก่ จีน ไทย มาเลเซีย บังกลาเทศ เวียดนาม อินโดนีเซีย ไต้หวัน เอธิโอเปีย อินเดีย เคนยา เนปาล และฟิลิปปินส์ สะท้อนให้เห็นว่าเครือข่ายค่ายหลอกลวงในกัมพูชามีลักษณะข้ามชาติและส่งผลกระทบในวงกว้าง

Amnesty เน้นย้ำว่า ภายใต้พันธกรณีตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ รัฐบาลกัมพูชามีหน้าที่อย่างชัดเจนในการปกป้องประชาชนจากการตกเป็นเหยื่อของการเป็นทาสยุคใหม่ การค้ามนุษย์ และการทรมาน พร้อมทั้งต้องจัดให้มีการช่วยเหลือ เยียวยา และคุ้มครองเหยื่ออย่างเป็นรูปธรรม หากรัฐบาลยังคงเพิกเฉย วงจรการค้ามนุษย์ในกัมพูชาจะยังคงขยายตัว และส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้านทั่วโลกต่อไป

อ้างอิง: Amnesty International

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...