โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จีนส่งออกเพิ่มแม้เจอภาษีทรัมป์ มิ.ย. 68 ทะลักมา ‘ไทย ‘สูงสุดในอาเซียน

Amarin TV

เผยแพร่ 16 ก.ค. 2568 เวลา 08.22 น.
จีนส่งออกเพิ่มแม้เจอภาษีทรัมป์ มิ.ย. 68 ทะลักมา ‘ไทย ‘สูงสุดในอาเซียน

หลังจากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนดำเนินมาอย่างดุเดือดในช่วงต้นปี สัญญาณบวกเริ่มปรากฏขึ้นในช่วงกลางปี 2568 เมื่อทั้งสองประเทศสามารถบรรลุข้อตกลงลดภาษีแบบต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) ได้เป็นผลสำเร็จ การคลี่คลายทางการเมืองและภาษีดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อการฟื้นตัวของการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะฝั่งจีนที่การส่งออกในเดือนมิถุนายนกลับมาขยายตัวได้อย่างเร่งตัวเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่อาจพลิกโมเมนตัมเศรษฐกิจจีนในไตรมาส 2

แต่การฟื้นตัวครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ หากแต่อาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทย กลับกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการเร่งส่งออกของจีนก่อนที่สิทธิประโยชน์ทางภาษีชั่วคราวของสหรัฐฯ จะสิ้นสุดลง โดยไทยเป็นประเทศที่จีนส่งออกเพิ่มขึ้นมากที่สุดในอาเซียนถึง 27.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เวียดนามตามมาเป็นอันดับสอง การเคลื่อนไหวนี้ไม่เพียงสะท้อนบทบาทของไทยในห่วงโซ่การค้าจีน-โลกเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นถึงแรงกระเพื่อมเชิงโครงสร้างที่ไทยอาจต้องเผชิญ หากไม่สามารถขอลดภาษีส่งออกไปยังสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ได้

จีนส่งออกฟื้นตัวหลังข้อตกลงลดภาษีกับสหรัฐฯ ‘ไทย’ คือจุดหมายหลัก

ภายหลังสหรัฐฯ และจีนสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าร่วมกันในการปรับลดภาษีแบบต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) ส่งผลให้การส่งออกของจีนในเดือนมิถุนายน 2568 กลับมาขยายตัวเร่งขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมีนาคม โดยขยายตัวอยู่ที่ 5.8% YoY จากเดิม 4.8% YoY ขณะที่การนำเข้าสินค้าในเดือนเดียวกันพลิกกลับมาขยายตัว 1.1% YoY เทียบกับ -3.4% YoY ในเดือนก่อนหน้า ส่งผลให้จีนมียอดเกินดุลการค้าสูงขึ้นแตะระดับ 114.77 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

การส่งออกของจีนไปยังสหรัฐฯ แม้ยังหดตัว แต่ปรับตัวดีขึ้น โดยลดลงเพียง -16.1% YoY จากเดิมที่หดตัวแรง -34.5% YoY โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกไปยังภูมิภาคอาเซียนที่ยังขยายตัวแข็งแกร่งถึง 16.8% YoY ซึ่งคาดว่าเป็นผลจากการเร่งส่งออกก่อนสิ้นสุดข้อยกเว้นภาษีของสหรัฐฯ ที่ให้กับประเทศอื่น ๆ (ยกเว้นจีน) เป็นระยะเวลา 90 วัน โดยเฉพาะการส่งออกไปไทยที่ขยายตัวสูงสุดในอาเซียนที่ 27.9% YoY รองลงมาคือเวียดนามที่ 23.8% YoY

ภาพรวมการส่งออกของจีนในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ขยายตัวดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่วนหนึ่งมาจากแรงเร่งการส่งออกก่อนข้อยกเว้นภาษี 90 วันจะสิ้นสุดในเดือนกรกฎาคม ประกอบกับข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่บรรลุในเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามผลหลังมาตรการลดภาษีระหว่างกันจะสิ้นสุดในวันที่ 12 สิงหาคม 2568 โดยการเติบโตของการส่งออกในครึ่งปีแรกมีแนวโน้มสนับสนุนให้เศรษฐกิจจีนในไตรมาส 2/2568 ขยายตัวดีกว่าที่ประเมินไว้ ซึ่งตัวเลข GDP จะมีการประกาศในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้

ส่งออกจีนมีแววแผ่วครึ่งปีหลัง

ทั้งนี้ แนวโน้มครึ่งหลังปี 2568 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า การส่งออกจีนมีแนวโน้มชะลอลง โดยมีความเสี่ยงสำคัญหลายประการ ได้แก่

  • การสิ้นสุดข้อยกเว้นภาษี 90 วันกับประเทศอื่น ๆ (ยกเว้นจีน) เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 ส่งผลให้อัตราภาษีของสหรัฐฯ ต่อสินค้าในประเทศอาเซียนจะกลับสู่ระดับสูงอีกครั้ง โดยเริ่มมีผลวันที่ 1 สิงหาคม เช่น ไทยจะถูกเก็บภาษีที่ 36% ขณะที่เวียดนามที่สามารถบรรลุข้อตกลงลดภาษีกับสหรัฐฯ เหลือ 20% ยังต้องเผชิญเงื่อนไขเพิ่มเติม โดยสินค้าที่ส่งออกผ่านเวียดนามจากประเทศที่สามจะถูกเก็บภาษีสูงถึง 40%
  • แม้สหรัฐฯ และจีนจะบรรลุข้อตกลงทางการค้า แต่ภาษีนำเข้าสินค้าจีนในสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับสูง ปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 51.1% ตามข้อมูลจาก Peterson Institute for International Economics ซึ่งยังเป็นปัจจัยกดดันการส่งออกจากจีนไปยังตลาดสหรัฐฯ
  • การจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมในสินค้าอุตสาหกรรมเฉพาะกลุ่มของสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้ากลยุทธ์และเทคโนโลยีขั้นสูง
  • แนวทางเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศอื่น ๆ มีแนวโน้มเพิ่มข้อยกเว้นหรือเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับจีนโดยตรง เช่น มาตรการต่อต้านการหลีกเลี่ยงภาษีผ่านประเทศที่สาม ซึ่งจะส่งผลทางอ้อมต่อการส่งออกของจีนในระยะถัดไป
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...