โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

‘แสนสิริ’ แนะ 6 ข้อผ่าทางตันปี 2568 มองมุมบวกภาษีทรัมป์เป็น Wake up Call ธุรกิจไทย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 30 พ.ค. 2568 เวลา 02.43 น. • เผยแพร่ 30 พ.ค. 2568 เวลา 02.43 น.
ภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ

คอลัมน์ : สัมภาษณ์ พิเศษ ผู้เขียน : เมตตา ทับทิม

เทรดวอร์จากนโยบายภาษีทรัมป์ที่กำลังสร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลก นับเป็นวิกฤตเศรษฐกิจฉากทัศน์ใหม่ โดยมีกำหนดผ่อนผัน 90 วัน เพื่อเปิดทางให้มีการเจรจาอัตราภาษีระหว่างสหรัฐ กับประเทศคู่ค้าให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 นี้ “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “ภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ” ประธานผู้บริหารสายงานกลยุทธ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) มองแบบกระเทาะผลกระทบที่เกิดขึ้นกับไทย ประเด็นอยู่ที่เวลาที่เหลือ 7 เดือนเศษในการทำธุรกิจปี 2568 เราจะอยู่กันอย่างไร มีทางเลือกอะไรที่เป็นทางรอด-ทางออกได้บ้าง

เศรษฐกิจไทย-โลกกระเพื่อมหนัก

เศรษฐกิจไทยตอนนี้ต้องยอมรับว่า ค่อนข้างอ่อนแอและยังไม่เห็นว่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นในเร็ววัน เนื่องจากตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของประเทศ 2 ตัว คือ การท่องเที่ยวและการส่งออก ได้รับผลกระทบหนักจากการที่นักท่องเที่ยวจีนลดลงไปเป็นจำนวนมาก และการส่งออกที่โดนนโยบายด้านภาษีของ Trump

ผลที่ตามมาตอนนี้ในระยะสั้นก็จะเห็นว่า ร้านอาหาร หรือโรงแรม ที่เคยมีรายได้ดี มีนักท่องเที่ยวมาใช้บริการมากก็เริ่มขาดทุน ขาดสภาพคล่อง และทยอยปิดตัวลง ในด้านของการส่งออก ในภาคอุตสาหกรรมก็จะเห็นโรงงานต่าง ๆ มีการปิดตัวลงและเลิกจ้างงานพนักงานเป็นจำนวนมาก

นอกจากปัจจัยลบในประเทศที่เรากำลังเผชิญอยู่ ภาวะเศรษฐกิจของโลกก็อยู่ในขาลงเช่นกัน ทำให้ไม่มีปัจจัยบวกหรือตลาดที่ยังพอมีกำลังซื้อมาช่วยพยุงเหมือนวิกฤตทางเศรษฐกิจในครั้งก่อน ๆ และเรื่องที่น่ากังวลมากที่สุดก็คือ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายประเทศ ซึ่งอาจจะเป็นตัวจุดชนวนให้โลกเราเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้

นี่ก็คงเป็นเหตุผลหลักที่หน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับควบคุมนโยบายต่าง ๆ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประกาศลดดอกเบี้ยถึง 3 ครั้ง ในระยะเวลาไม่ถึงปี และผ่อนคลายมาตรการ LTV สำหรับการซื้ออสังหาริมทรัพย์ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ก็ไม่มีท่าทีที่จะยอมลดดอกเบี้ย หรือผ่อนคลายมาตรการใด ๆ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ในช่วงปี 2567 ที่ผ่านมา สภาพเศรษฐกิจปรับทิศทางมาเป็นทางลบค่อนข้างมากอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ล่าสุดก็มีการเข็นมาตรการสินเชื่อ Soft Loan ออกมาเพื่อช่วยพยุง SMEs มากขึ้น เพราะถ้าสินเชื่อไม่โต เศรษฐกิจก็จะไม่โต แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้ก็คือ กำลังซื้อของประชาชนที่มีน้อย แถมยังมีหนี้สินในอัตราที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศต่าง ๆ ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ ออกมา เช่น โครงการ คุณสู้ เราช่วย เพื่อลดภาระหนี้สิน และการแจกเงิน 10,000 บาท ไปแล้วนั้น ก็ดูเหมือนว่ายังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ถึงแม้เราจะได้ยินข่าวดีในช่วงที่ผ่านมา เกี่ยวกับแผนการลงทุนของบริษัทยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ ในประเทศไทย แต่กว่าที่จะมีการลงทุนเกิดขึ้นจริง กว่าจะมีการจ้างงานเกิดขึ้นจริง คงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ปี กว่าเราจะเห็นเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดในประเทศอย่างเป็นรูปร่าง

โฟกัส “เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ”

สิ่งที่ประชาชนต้องการตอนนี้ก็คือ การจ้างงานชดเชยพนักงานในส่วนที่ถูกเลิกจ้าง และการมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสวนทางกับผลประกอบการของธุรกิจที่ส่วนใหญ่ออกมาไม่ดีนัก มีเพียงไม่กี่กลุ่มอุตสาหกรรมเท่านั้นที่ทำผลประกอบการได้ดี เช่น กลุ่มธนาคาร กลุ่มสื่อสาร และกลุ่มพลังงาน ส่วนตลาดทุนก็ถือว่าซบเซาหนัก เงินทุนต่างประเทศไหลออกอย่างต่อเนื่อง เพราะขาดปัจจัยบวกในประเทศ สวนทางกับราคาทองคำก็ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากประชาชนคาดว่าสภาพเศรษฐกิจในอนาคตจะแย่ลง

นอกจากนี้ มีเรายังประสบปัญหาแรงงานแอบแฝง และนักท่องเที่ยวที่มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจำนวนมาก ซึ่งแรงงานแอบแฝงกับนักท่องเที่ยวที่ไม่มีคุณภาพเหล่านี้ ไม่ได้ส่งผลบวกกับ GDP ของประเทศเราเลย แต่กลับกลายเป็นว่าภาษีจากรัฐต้องถูกนำมาดูแลระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ เพื่อรองรับการใช้งานที่มากขึ้น

ดังนั้น การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยให้กลับมาเติบโตอีกครั้ง คงต้องพึ่งเม็ดเงินใหม่จากการลงทุนของชาวต่างชาติ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหรือเมกะโปรเจ็กต์ของทางรัฐบาล และการผลักดันเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งเป็นทรัพยากรหลักของประเทศให้มีมูลค่ามากขึ้น โดยขยายไปยังตลาดใหม่ ๆ ที่มีกำลังซื้อ เช่น ตะวันออกกลางให้มากขึ้น

ภาษีทรัมป์คือ Wake up Call

คำถามแรกขอให้ประเมินผลกระทบภาษี Trump ?

“ภูมิภักดิ์” ระบุว่า ผลกระทบเรื่องการประกาศภาษีของ Trump ตอนแรกก็สร้างความวิตกกังวลกับนานาประเทศเป็นจำนวนมาก ซึ่งไทยเองก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก มีการปรับแผนชะลอการลงทุนในประเทศไทยด้วย ส่วนการส่งออกในไตรมาสแรกของหลายประเทศ รวมทั้งไทย กลับเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ใช่เป็นเพราะเศรษฐกิขยายตัว แต่เป็นเพราะทุกชาติต้องการเร่งการส่งออก ก่อนที่มาตรการภาษีใหม่จะบังคับใช้

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ตอนนี้ต้องถือว่าดีขึ้นมาก เพราะหลายประเทศที่เข้าไปเจรจากับสหรัฐสำเร็จแล้ว ก็ได้ผลลัพธ์หรือแนวทางในการค้าขายที่ชัดเจนขึ้น ถึงแม้จะต้องเสียภาษีมากกว่าเดิม แต่ก็ไม่มากเหมือนที่สหรัฐประกาศขู่ออกมารอบแรก

ทั้งนี้ ก็ต้องยอมรับว่าหลายประเทศก็ได้เปรียบสหรัฐมาเป็นระยะเวลานาน ก็ถึงเวลาที่จะต้องไปลงทุนในประเทศเขา หรือซื้อสินค้าของเขาเพิ่มขึ้นบ้าง สำหรับไทย ผมเข้าใจว่าก็ได้มีการพูดคุยเบื้องต้นกันไปแล้วบ้าง ถึงแม้จะยังไม่มีแผนที่ยืนยันออกมาอย่างชัดเจนสำหรับทั้ง 2 ฝ่าย

อย่างไรก็ดี เรื่องการประกาศภาษีของ Trump ก็มีแง่ดีให้กับไทยเราอยู่บ้าง จะเรียกว่าเป็น Wake up Call ก็ได้ เพราะทำให้เราต้องหันมาดูตัวเองว่า การส่งออกที่เพิ่มขึ้น หรือดุลการค้าที่เกินดุลกับสหรัฐนั้น มีเงินเป็นจำนวนมากที่ไม่ได้ผ่านเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจไทยเลย เพราะเป็นการถูกสวมสิทธิจากชาติอื่นที่มาใช้ไทยเป็นฐานผลิตในการส่งออก แล้วเงินที่ได้จากการค้าขายนั้น ก็ถูกส่งกลับไปยังประเทศต้นกำเนิด

เรื่องนี้ทำให้เราต้องกลับมากำกับดูแลอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เราเสียผลประโยชน์ สิ่งที่เราได้กลับมาดูตัวเองก็คือ การค้าระหว่างประเทศเรานั้น เราจะหวังพึ่งประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไปไม่ได้ เพราะถ้าเกิดอะไรเปลี่ยนแปลงขึ้นมา ก็จะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจในภาพรวม

ที่ผ่านมา ประเทศคู่ค้าหลักของเราคือ จีน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และอาเซียน สินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุด ก็จะเป็นพวกสินค้าอุตสาหกรรม เช่น ชิ้นส่วนรถยนต์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เมื่อประเทศหรือสินค้าเหล่านี้มีปัญหา หรือถูก Disrupt เศรษฐกิจของไทย ก็จะถูกกระทบไปเต็ม ๆ

ดังนั้น การปรับสินค้าที่ส่งออกให้มีน้ำหนักมากขึ้นกับสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นสิ่งที่บ้านเรามีอย่างอุดมสมบูรณ์ไปยังตลาดใหม่ ๆ ที่มีกำลังซื้อ เช่น ตะวันออกกลาง หรือแม้แต่ประเทศที่เขาขาดผลิตผลทางการเกษตร เนื่องจากภูมิอากาศในบ้านเขาไม่สามารถสร้างผลเองได้เพียงพอกับความต้องการในประเทศ อย่างประเทศในแอฟริกา ก็มีความจำเป็นมาก เพื่อให้ไทยมีความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจให้มากขึ้น

นอกจากนี้ จากการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมรถยนต์ และการที่สหรัฐต้องการให้บริษัทอเมริกันกลับไปเปิดโรงงานในบ้านเกิดแทน ก็จะทำให้มูลค่าการส่งออกในส่วนนี้ลดลงไป ซึ่งถ้าเราไม่มีอุตสาหกรรมใหม่หรือตลาดใหม่มาชดเชยในส่วนนี้ โอกาสที่เศรษฐกิจของเราจะกลับมาเติบโตอีกครั้ง ก็จะเป็นเรื่องยาก

ดึงไทย-เทศลงขันเมกะโปรเจ็กต์รัฐ

คำถามถัดมา อยากฝากอะไรถึงรัฐบาล เพื่อขับเคลื่อนการพลิกฟื้นเศรษฐกิจในปีนี้ ?

จริง ๆ เรื่องนี้ขอฝากถึงทุกคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่แค่รัฐบาล แต่ต้องครอบคลุมถึงหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ ภาคเอกชน เครือข่ายต่าง ๆ เพราะเราถึงจุดที่ว่าทุกภาคส่วนต้องทำงานร่วมกัน เพื่อพาประเทศชาติให้รอดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย ต้องมองข้ามความขัดแย้ง ความเห็นต่างทางด้านการเมือง เพราะไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลนี้หรือรัฐบาลไหน มีที่มาจากพรรคไหนก็ตาม สิ่งที่ประเทศไทยต้องการ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อจากนี้ มีอย่างน้อย 6 เรื่อง ก็คือ

1.การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหรือเมกะโปรเจ็กต์รัฐ เพื่อให้เกิดการจ้างงานและดึงดูดต่างชาติมาลงทุน ผมไม่อยากจะไประบุว่าเป็นโครงการไหนบ้าง แต่ที่สำคัญคือต้องใช้เงินทุนมหาศาลในการลงทุน ซึ่งในแต่ละโครงการจะต้องมีการดึงเอกชนทั้งในและต่างประเทศมาร่วมลงทุนด้วย รวมถึงต้องมีการกู้เงินเพิ่ม ทั้งนี้ สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศไทยยังถือว่าไม่สูง เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วหลาย ๆ ประเทศ ดังนั้นถ้าเราจะพัฒนาประเทศได้ เราก็ต้องลงทุนเพิ่ม แต่ถ้ามีการคัดค้านกันมากเกินไป การลงทุนก็จะไม่เกิด

2.การให้ต่างชาติมาลงทุนในประเทศให้มากขึ้น เพื่อดึงเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย ตอนนี้บริษัทที่เรามักจะได้ยินกันบ่อย ๆ ก็จะเป็นพวกทำธุรกิจเกี่ยวกับดาต้าเซ็นเตอร์ และกลุ่มผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งสถานที่ตั้งโรงงานของบริษัทเหล่านี้จะต้องมีสาธารณูปโภคพื้นฐานในการดำเนินงาน เช่น ระบบไฟฟ้า/ประปา พลังงานสะอาด ต้องมีระบบอินเทอร์เน็ตที่ดี ดังนั้น การที่จะให้ต่างชาติมาลงทุนได้นั้น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในข้อแรกต้องเกิดขึ้นก่อน

“มาเลเซีย เวียดนาม” แข่งแรง

3.ควรมีการแก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการที่ต่างชาติจะเข้ามาลงทุน เพราะถ้ามัวแต่ตีกันเรื่องไม่ให้ต่างชาติเข้ามา แล้วเราจะเอาเม็ดเงินที่ไหนมากระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งตอนนี้ก็ได้ยินเรื่องของการผลักดันให้มีการขยายระยะเวลาวีซ่าเป็น 10 ปี และขยายสิทธิการเช่าเป็น 99 ปี ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมาก ถ้าทำสำเร็จ ไม่เช่นนั้นต่างชาติเหล่านี้ ก็จะหันไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแทน เช่น มาเลเซีย เวียดนาม กันหมด

ข้อนี้เป็นการประสบการณ์จริงที่เจอด้วยตัวเอง เวลาที่ไปโรดโชว์ที่ต่างประเทศ เราจะเสียลูกค้าให้ 2 ประเทศดังกล่าว ทั้ง ๆ ที่สินค้าและราคาของเราดีกว่ามาก แต่ด้วยกฎเกณฑ์ข้างต้น จึงทำให้นักลงทุนต่างชาติเลือกประเทศอื่น แทนที่จะเป็นประเทศไทย อย่างไรก็ดี เมื่อต่างชาติมาลงทุนในไทยและสร้างรายได้ในประเทศเราแล้ว ก็ต้องมีการจัดเก็บภาษีที่เหมาะสมด้วย เพื่อนำรายได้จากภาษีเหล่านี้มาบริหารประเทศต่อไป

4.ถึงแม้เราจะเป็นประเทศประชาธิปไตยและให้เสรีทางความคิด แต่บางครั้งเราก็ต้องการข้อกำหนดหรือยุทธศาสตร์ของชาติ มาให้คนในประเทศทำตาม ไม่เช่นนั้น การพัฒนาเศรษฐกิจของไทยก็จะมีปัญหา

ตามที่ได้เกริ่นไปก่อนหน้านี้แล้วว่า สินค้าเกษตรถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของเรา ซึ่งเราควรจะทำหน้าที่เป็นครัวโลก แต่ที่ผ่านมาพอสินค้าประเภทใดขายดี ราคาในตลาดดี ก็แย่งกันปลูก ทำให้มีซัพพลายมากเกินไป จนราคาตก ยกตัวอย่างเช่น การแห่ปลูกทุเรียนในทุก ๆ ที่ หรือยางพารา ที่เติบโตได้ดีในภาคใต้ แต่พอช่วงที่ราคายางในตลาดโลกสูง ก็มีการไปปลูกในภาคอีสาน ทำให้มีซัพพลายสูงขึ้น ก็เท่ากับว่าเป็นการแข่งกันเอง ทำให้ราคายางไม่สามารถเติบโตได้

ประเทศเราทำการเกษตรมานาน เราควรมีข้อมูลพร้อมอยู่แล้วว่าจังหวัดไหน ภาคไหน ปลูกอะไรแล้วได้ผลผลิตที่ดีและมีคุณภาพ ก็ควรกำหนดพื้นที่ไปเลย

อีกเรื่องที่สำคัญ ในส่วนภาษีที่เก็บได้จากแต่ละจังหวัดหรือท้องถิ่นต่าง ๆ นั้น ก็ต้องมีการนำมารวมแล้วจัดสรรกันใหม่ ให้เกิดความยุติธรรม เช่น จังหวัดที่จัดเก็บภาษีได้มากกว่า จากสินค้าที่มีราคาสูงกว่า ก็ต้องแบ่งรายได้ให้กับจังหวัดที่มีรายได้น้อยกว่า เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันมากขึ้น และจะได้ไม่มีข้อโต้แย้งว่า ทำไมเราถึงไม่ให้เขาปลูกพืชที่มีราคาสูงกว่ามาแข่งกันเอง

โดยหลักคิดเรื่องนี้ สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการขอเปิดโรงแรม หรือร้านอาหารในแต่ละพื้นที่ได้เช่นกัน เพราะถ้ามีมากไป ก็จะแข่งกันเอง และพอถึงเวลาก็ต้องมาทยอยปิดกิจการกันภายหลัง

เพิ่มรายได้ประชาชน-SMEs

5.นอกจากการจำกัด การขอดำเนินธุรกิจในประเภทต่าง ๆ ในแต่ละพื้นที่แล้ว ควรสนับสนุนให้มีการควบรวมกิจการกันให้มากขึ้น เพื่อลดจำนวนบริษัทที่ทำธุรกิจเดียวกันในตลาด และทำให้บริษัทต่าง ๆ ที่กำลังอ่อนแออยู่แข็งแกร่งขึ้น ก่อนที่ธุรกิจต่าง ๆ จะทยอยปิดตัวกันในอนาคต แต่ก็ต้องไม่ทำให้บริษัทเหลือน้อยเกินไป จนเกิดความผูกขาด

6.เพิ่มรายได้ของประชาชน โดยปรับค่าแรงขั้นต่ำ โดยเน้นปรับในประเภทที่ใช้แรงงานหนักมากกว่า เรื่องนี้เกริ่นขึ้นมา ก็อาจจะมีคนจำนวนมากคัดค้าน ก่อนอ่านดูรายละเอียดด้วยซ้ำ เพราะธุรกิจที่กำลังทำกันอยู่ ก็ประสบปัญหาขาดทุนและขาดสภาพคล่องอยู่แล้ว ถ้าจะต้องให้เพิ่มต้นทุนอีกคงจะไม่ไหวแน่ ๆ

ซึ่งการช่วยเหลือธุรกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะ SMEs เป็นเรื่องที่ต้องจัดการเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดเก็บภาษีอัตราใหม่ให้น้อยลง (ข้อเสนอคือจัดเก็บภาษีแบบอัตราก้าวหน้าสำหรับนิติบุคคล) การปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือ Soft Loan การให้เงินสนับสนุนในการเปลี่ยนให้บริษัทมาใช้เทคโนโลยีแทนแรงงานมากขึ้น เพื่อให้ Model ในการทำธุรกิจสอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

ปรับเงินเดือน ขรก.-ครู-เจ้าหน้าที่รัฐ

นอกจากรายได้ของประชาชนที่ไม่สูงแล้ว ไทยเรายังมีปัญหาแรงงานต่างด้าวล้นเมือง เพราะเรื่องของค่าแรงขั้นต่ำที่สูงกว่าเพื่อนบ้าน จนทำให้แรงงานต่างด้าวทั้งที่เข้ามาแบบถูกกฎหมายและแอบแฝงในประเทศมีอยู่เป็นสิบล้านคน ในบางพื้นที่มีจำนวนคนมากกว่าคนไทยด้วยซ้ำ ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป เราก็จะมีปัญหาเหมือนประเทศต่าง ๆ ในยุโรปที่ค่อย ๆ แย่ลงจากการแก้ไขปัญหาผู้อพยพไม่ได้

ตามที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ถ้าเราจะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและยังเป็นประเภทที่มีอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก แรงงานก่อสร้าง และพนักงานที่ให้บริการในโรงแรม ร้านอาหาร ถือเป็นสิ่งขาดแคลนมาตลอด แต่ด้วยค่าจ้างที่ไม่เหมาะสม ทำให้เราต้องไปพึ่งแรงงานต่างชาติมากขึ้น ซึ่งนับวันเขาก็จะเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ จากการเข้ามาอยู่ในไทยมากขึ้น

ถ้าเราชดเชยแรงงานที่ขาดแคลนเหล่านี้ ด้วยคนไทยแทน (สมมุติว่าคนไทยไม่เลือกงาน) โดยให้แรงงานไทยมีรายได้ที่ดีขึ้น สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ ก็จะสามารถช่วยผลักดันแรงงานต่างด้าวเหล่านี้กลับไปสู่ประเทศต้นกำเนิดของเขาได้ เรื่องนี้ผมก็ได้แต่เสนอไอเดียคร่าว ๆ เพราะจะทำเข้าจริง ก็คงมีความยากอยู่ เพราะถ้าต้นทุนสูง บริษัทรับเหมาต่าง ๆ ก็จะขาดทุน

แต่ผมมองว่า เราสามารถเริ่มได้จากโครงการที่รัฐบาลเป็นผู้ว่าจ้าง โดยให้ราคาจ้างที่สูงขึ้น เพื่อให้บริษัทรับเหมามีกำไรเพียงพอไปจ่ายลูกจ้าง โดยกำหนดเป็นข้อตกลงในสัญญาจ้างไปเลยว่า ต้องจ่ายค่าแรงเท่าไหร่ เพื่อไม่ให้บริษัทผู้รับเหมาเอากำไรที่เพิ่มขึ้นไว้เอง และจ้างแต่แรงงานคนไทยเท่านั้น ถ้าเริ่มมีโครงการนำร่องได้ ประชาชนของเราก็น่าจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ประเด็นของค่าจ้าง รัฐบาลควรพิจารณาปรับเงินเดือนข้าราชการ ครู และเจ้าหน้าที่รัฐให้เหมาะสมด้วย เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการทำงาน และน่าจะช่วยลดเรื่องของการก่อหนี้ที่ไม่จำเป็นลงได้อีกทางหนึ่ง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘แสนสิริ’ แนะ 6 ข้อผ่าทางตันปี 2568 มองมุมบวกภาษีทรัมป์เป็น Wake up Call ธุรกิจไทย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...