ทะลุมิติมาเป็นยุวชนในปี1960
ข้อมูลเบื้องต้น
สวัสดีค่ะนักอ่านทุกท่านนิยายเรื่องนี้เป็นนิยายแนวทะลุมิติย้อนไปในอดีตช่วงยุค60s ของประเทศจีน แต่ไรท์ได้เอาแค่กฎ ข้อระเบียบบางส่วนมาดัดแปลงเพื่อความสนุกสนาน และดึงเสน่ห์รวมทั้งกลิ่นอายของในยุคนั้นมาแค่บางส่วน ตัวละคร สถานที่ ตำแหน่ง สถานการณ์ในนิยายทั้งหมด99ส่วนแต่งขึ้นจากจินตนการของไรท์ ไม่อ้างอิงนะคะ
นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายแนวสบาย ๆ จำนวนตอน :60ตอน 104,000คำโดยประมาณ เป็นการร่วมมือกันระหว่างไรท์ (หยวนเยว่) กับคุณนักเขียนหลินเหลินสาวน้อยนักผจญภัย เนื้อเรื่องจะไม่ดราม่าปัญหาแค่ฝุ่นผงเข้าตา พระเอกธงเขียวเหมือนสาหร่ายวากาเมะยิ่งกินยิ่งดีต่อสุขภาพ55555+สายสุขนิยมเหมือนนิยายทุกเรื่องที่ผ่านมาของไรท์
นิยายเรื่องนี้มีฉากบรรยายกิจกรรมทางเพศ NC18+ ใครไม่ชอบ ปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปได้เลยนะคร้า
ภาพปกนักวาด Puinoon&pink
นิยายเรื่องนี้มีอีบุ๊ค รอบแรกที่ลงขายไรท์จะมีโปรโมรชั่น 100 บาทเหมือนเดิมนะคร้า
ตอนที่1
“อึก…นี่ฉัน…ยังไม่ตายเหรอ?”
เสียงในหัวของหญิงสาวแผ่วเบาราวกับกระซิบในห้วงฝัน สติที่พร่ามัวพยายามจับต้องความจริงบางอย่างที่หนักอึ้งราวหินถ่วงปิดเปลือกตาเอาไว้
เธอพยายามปรือตาขึ้น สภาพรอบตัวคล้ายหมอกหนาทึบ ทุกอย่างพร่ามัวเหมือนโลกทั้งใบจมหายไปในความหม่นหมองของฝันร้าย
ภาพสุดท้ายที่เธอจำได้…เด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งวิ่งตัดหน้ารถบรรทุก เธอไม่มีเวลาแม้แต่จะคิด พุ่งตัวออกไปสุดแรงผลักเด็กคนนั้นให้พ้นทาง…ก่อนทุกอย่างจะดับวูบ
…ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้….
“นี่หลินแกโอนเงินมาให้ฉันหรือยัง?”
เสียงนั้นก้องกังวานในหัว เป็นเสียงที่คุ้นเคยของแม่…ที่ไม่เคยแสดงความห่วงใยต่อเธอเลยสักครั้ง คำแรกที่รับสายทุกครั้งจะไม่ใช่คำทักทายหรือคำห่วงใย
“แม่…เมื่อสามวันก่อน ฉันเพิ่งโอนไปให้ตั้งสามหมื่นทำไมหมดไวขนาดนี้…พี่เอาไปอีกแล้วใช่ไหม?”
“แกอย่ามาคิดเล็กคิดน้อย มีเงินเยอะขนาดนั้นแกจะปล่อยให้พี่สาวแกลำบากหรือยังไง แกรู้ไหมว่าเธอต้องวิ่งวุ่นไปเลี้ยงคนนั้นคนนี้เพื่อให้ได้ตำแหน่งดี ๆ ไหนจะน้องแกและพ่อกับแม่อีก แกทนเห็นพวกเราลำบากได้เหรอ”
“แล้วทุกคนไม่คิดบ้างเหรอว่ากว่าฉันจะได้เงินมาฉันเหนื่อยขนาดไหน? ตอนเรียนฉันก็ทำงานอย่างหนักเพื่อส่งตัวเองเรียนจนจบกว่าจะได้เป็นหมอ ฉันเหนื่อยขนาดไหนทำไมไม่คิดถึงฉันบ้าง”
“เหนื่อย?เหนื่อยอะไร? ที่แกไม่ให้ มันเป็นเพราะแกมันใจดำ อิจฉาพี่สาวไม่อยากเห็นเธอได้ดีกว่า หากพี่แกพลาดงานนี้มันคือความผิดของแก เพราะฉะนั้นโอนเงินมาให้ฉันเดี๋ยวนี้?”
“ครั้งที่แล้ว ๆ มาก็พูดแบบนี้ ไม่เคยเห็นจะได้งานสักครั้ง”
“แกจะไปรู้อะไร ใช่สิ…แกมีเงินแล้วนี่ก็เลยปีกกล้าขาแข็ง หากแกไม่โอนมา ฉันจะไปหาแกที่โรงพยาบาล”
“แม่!!”
“อะไร…จะมาขึ้นเสียงใส่ฉันทำไม หากไม่อยากมีปัญหาก็รีบ ๆโอนมาให้ฉัน ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันถ้าคนในโรงพยาบาลรู้ว่าหมออย่างแกมีเงินเยอะแยะแต่ปล่อยให้ครอบครัวลำบาก แกยังจะรักษาหน้าที่ไว้ได้อยู่ไหม? ฉันจะทำให้แกไม่สามารถทำงานได้อีกเลย”
เพียงประโยคนี้ที่ได้ยิน ทำเอาลมหายใจของเหมยหลันสะดุดน้ำตาหยดหนึ่งไหลลงอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว หัวใจของเธอบีบแน่นจนแทบระเบิด
“แม่…ถามจริง ๆ เถอะ ตลอดเวลาสามสิบกว่าปีที่ฉันทำเพื่อแม่มาตลอด แม่ไม่เคยเห็นความดีของฉันเลยใช่ไหม? ทำไมถึงมีแค่ฉันคนเดียวที่ต้องส่งเงินให้ทั้งบ้าน? พี่ก็โตแล้ว ทำไมไม่ทำงาน ไม่ช่วยแม่เลี้ยงดูครอบครัว แต่กลับมาใช้เงินฉันแต่งตัวสวยหรูไม่ละอายบ้างเลยเหรอ”
“อีหลิน! ครอบครัวฉันเอาแกมาเลี้ยงตอนนั้น มันไม่ทำให้แกสำนึกบ้างเลยใช่ไหม?”
คำพูดนั้นราวกับมีมือใหญ่มาบีบรัดหัวใจของเธอให้เจ็บขึ้น
“แม่พูดอย่างกับฉันไม่ใช่ลูกของแม่…”
หลินเหมยหลันกัดปากตัดสินใจพูดออกมา
“พี่สาวไม่ใช่ลูกแท้ ๆ แต่เป็นลูกติดผัวใหม่ของแม่ แล้วทำไมฉันถึงต้องเลี้ยงดูเธอด้วย? ถ้าแม่อยากให้เงินเธอ อยากเอาใจเธอมากนักแม่ก็หาเองสิ…ฉันเหนื่อยแล้ว ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ฉันคิดว่าฉันชดใช้ไปหมดแล้ว แต่นี้ไปไม่ต้องโทรมาอีกและฉันจะไม่โอนเงินไปอีกแล้ว”
“เออ! อีลูกเนรคุณ ฉันไม่น่าคลอดแกออกมาเลย”
หลินตัดสินใจกดตัดสายโทรศัพท์ทั้งน้ำตา
“หลิน…แม่โทรมาอีกแล้วเหรอ?”
ซินซิน เพื่อนร่วมงานถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง
“อืม…ฉันไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวแล้วจริง ๆ”
“คุณป้าก็ใช้เงินไม่ปรานีเธอเลย พี่สาวเองก็ไม่ใช่ลูกแท้ ๆ แต่กลับรักยิ่งกว่าลูกตัวเองอีก…แปลกคน”
หลินหัวเราะทั้งน้ำตา
“หากพ่อไม่จากไปซะก่อน ฉันก็คงไม่ต้องเข้าไปอยู่ในบ้านนั้น ติดหนี้บุญคุณจนพวกเขาทำตัวไม่เกรงใจกันแบบนี้”
“เอาน่า อย่าคิดมากเลย แค่ใจแข็งหน่อยไม่ส่งเงินไปก็ได้นี่…”
“เธอก็เห็นนี่ ถ้าไม่ส่งไป แม่ฉันจะตามไปอาละวาดที่ทำงาน ฉันไม่สามารถย้ายหนีไปได้ตลอดชีวิตหรอกนะ…”
“ก็จริง เอางี้ไหม? วันนี้เลิกงานแล้วเราหยุดคิดเรื่องพวกนี้ก่อน แล้วไปทำอะไรที่ตัวเองชอบกัน ฮีลใจกันสักหน่อย ดีกว่ามัวมาคิดมากแบบนี้…”
“เธออยากทำอะไร”
“ฉันอยากไปหาของกินอร่อย ๆ และแวะซื้อหนังสือนิยายเล่มใหม่ แล้วเธอล่ะ?”
“ฉันจะมีอะไรได้…เพราะฉันก็ชอบเหมือนเธอ”
ซินซินหัวเราะ
“ฮ่า ๆ งั้นเราไปกัน!”
สองสาวลุกออกจากห้องทำงานแล้วมุ่งหน้าไปยังห้างขนาดใหญ่หาของกินที่ชอบก่อนเดินไปยังร้านหนังสือประจำ มือเรียวของหลินค่อย ๆ ไล่ไปตามสันหนังสือก่อนจะดึงเรื่องหนึ่งออกมา
“หลิน… ทำไมถึงยังชอบอ่านนิยายที่ตัวละครย้อนยุคไปลำบาก?”
หลินยิ้ม
“เพราะมันให้กำลังใจน่ะ อ่านแล้วรู้สึกว่าชีวิตเรายังดีกว่าอยู่บ้าง อย่างน้อยที่นี่ก็ยังมีเครื่องอำนวยความสะดวกมากมาย”
ซินซินพยักหน้าเห็นด้วย
“อ๊ะ..ตัวละครชื่อเหมือนครอบครัวเธอเลยบังเอิญไปหรือเปล่า?”
หลินเหมยหลันหัวเราะ
“ฉันถึงได้เลือกเรื่องนี้ไง แต่..ในเรื่องนี้ฉันเป็นตัวร้ายตัวประกอบนะ พี่สาวฉันเป็นนางเอก”
“โอ้ย งั้นอย่าไปซื้อเลยขัดใจมาก”
“ฮ่า ๆ เอาน่าฉันอยากรู้ว่าเรื่องมันจะเป็นยังไง?น่าสนใจดีออก”
“อืม…งั้นก็แล้วแต่เธอ…ว่าแต่พรุ่งนี้วันหยุดเธอใช่ไหม?”
“ใช่”
“งั้นปิดโทรศัพท์ อ่านให้จบไปเลย”
“เป็นความคิดที่ดี ฮ่า ๆ ๆ”
สองสาวควงแขนกันกลับคอนโด หลินใช้เวลาทั้งคืนอ่านนิยายเรื่องนี้จนถึงเช้า
“อา…จบแล้ว…ไม่อยากให้จบเลย…แม้จะขัดใจเรื่องชื่อตัวละครไปสักหน่อยแต่เนื้อเรื่องสนุกมาก พระเอกงานดี ตัวร้ายก็เริ่ด อยากเป็นนางเอกเลย”
โครกกก—
เสียงท้องร้องดังแทรกขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เธอลุกขึ้นเพื่อจะไปหาอะไรกินแต่กลับเซถอยหลัง
“อ่า…หน้ามืดแฮะ สงสัยเพราะอดนอนแน่ ๆ”
ร่างบางรีบแต่งตัวเพื่อจะหาอะไรเติมลงท้อง เธอเดินลงไปยังร้านข้าวต้มเจ้าประจำที่อยู่ใต้คอนโด
“ป้าคะ เอาแบบเดิมค่ะ”
“ได้ ๆ ข้าวต้มกุ้งนะคะ”
“ค่ะป้า”
ขณะนั่งรอ เธอก็มองออกไปยังถนน…และแล้วหัวใจก็แทบหยุดเต้น เมื่อเด็กน้อยคนหนึ่งวิ่งพรวดออกจากร้านไปในขณะนั้นรถบรรทุกคันใหญ่กำลังพุ่งมาด้วยความเร็วสูง ซึ่งดูก็รู้ว่าไม่สามารถเบรคได้ทัน
ปรี๊นนนน!!!
เสียงแตรรถลากยาวดังกระหึ่ม เด็กน้อยตกใจตัวสั่น ร้องไห้ยืนตัวแข็งอยู่กลางถนน ราวกับถูกผนึกไว้ด้วยความกลัว
“ไม่!!”
หลินพุ่งตัวออกไปโดยไม่คิดชีวิต
โครม!!!
ร่างของหลินกระเด็นไปไกล แรงกระแทกมหาศาลปะทะเข้ากับพื้นถนน เสียงผู้คนร้องวี้ดว้ายปะปนกับเสียงเบรกแหลมกรีดหัวใจ ในความเจ็บปวดเจียนตายนั้นกลับรู้สึกดีที่เห็นเด็กน้อยปลอดภัย
เสียงวุ่นวายที่อื้ออึ้งเริ่มสงบลงเมื่อหูเริ่มดับ ในห้วงสุดท้ายเธอกับยกยิ้มขึ้นมาโดยไม่ได้เสียดายชีวิตเลยแม้แต่น้อย
“จบสิ้นกันสักที ฉันจะได้เป็นอิสระแล้ว”
เสียงอ่อนแรงพูดอย่างแผ่วเบา ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลงในความมืด
ตอนที่2
กลับมาที่ปัจจุบัน…
“เจ็บ…”
ความรู้สึกเจ็บไปทั้งตัวเพียงแค่หายใจก็เหมือนอกจะแตกเป็นเสี่ยงเสี่ยง
‘ใช่แล้วเราถูกรถชน แต่…ถ้าถูกรถชน…แล้วตอนนี้ที่เราอยู่คือที่ไหน?’
คำถามนั้นเกิดขึ้นในใจเพราะกลิ่นที่เหม็นอับโชยมาแตะปลายจมูกราวกับเหมือนเธออยู่ในห้องที่ปิดตายมาเป็นสิบ ๆ ปี พื้นใต้แผ่นหลังแข็งกระด้างราวไม้กระดานเก่า ความรู้สึกวูบโหวงแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ตอนนี้เธอไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะกระดิกปลายนิ้วยังไม่ไหว ดวงตาหนักอึ้งค่อย ๆ ลืมขึ้นมองห้องไม้ที่มืดมิด
“นี่มันอะไรกัน…หรือว่าฉันถูกจับมา…?”
ในขณะที่สติเริ่มกลับคืน ภาพในหัวกลับฉายชัดยิ่งกว่าฝัน ความทรงจำปะติดปะต่อกันราวกับฉากภาพยนตร์ มันไม่ใช่ความทรงจำของเธอ…แต่เป็นของใครอีกคน หญิงสาวเบิกตากว้าง หัวใจเต้นแรงอย่างไม่เป็นจังหวะ
“ไม่จริงน่า…นี่มัน…นี่มันนิยายเรื่องนั้น!”
นิยายที่เธอเพิ่งอ่านจบไป เรื่องราวในยุค 1960 ยุคแห่งความขาดแคลนและไร้ทางเลือก ผู้คนต้องดิ้นรนต่อสู้กับความลำบาก และเธอ…หลินเหมยหลัน ตัวร้ายประกอบของเรื่อง คือร่างที่เธอเข้ามาอยู่ในตอนนี้!
“สวรรค์…ทำไมไม่ส่งฉันมาเป็นนางเอกหรือตัวประกอบที่ไม่สำคัญ ทำไมต้องเป็นตัวร้ายที่เป็นสะพานให้นางเอกก้าวเดินขึ้นสู่จุดสูงสุดด้วย!?”
ความสยองแล่นไปทั่วร่าง เมื่อคิดถึงชะตากรรมของตัวเอง ในนิยายบรรยายเอาไว้ว่าอีกแค่ไม่กี่วัน หลินเหมยหลันในเรื่องจะถูกครอบครัวส่งไปชนบทแทนพี่สาวที่เจ็บป่วยอ่อนแอ
แต่ที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าคือ…จากความทรงจำของร่างนี้แม่เลี้ยงในเรื่องหน้าตาเหมือนแม่เธอไม่มีผิด และนางเอกก็ดันเหมือนกับพี่สาวต่างแม่ของเธออีกด้วย! พี่สาวไม่ได้อ่อนแอ ร่างนี้ไม่ได้สมัครใจไปแต่ความจริงคือแม่เลี้ยงทุบตีบีบบังคับส่งเธอไปต่างหาก!
" นี่มันฝันร้ายในฝันร้ายชัด ๆ!"
แอ๊ดดด!
เสียงประตูไม้เก่าดังขึ้นเบา ๆ แต่กลับดังก้องในหัวใจที่เต้นระส่ำของเธอ
"แม่…มันตายหรือยัง?"
เสียงของเด็กสาวคนหนึ่งดังขึ้นอย่างกล้า ๆ กลัวกลัว แต่ก็แฝงด้วยความกระหายอยากรู้
"ตีแค่นี้จะตายอะไร?"
หญิงวัยกลางคนพูดขึ้น แต่ในน้ำเสียงกลับเจือไปด้วยความลังเล มือของเธอสั่นเล็กน้อยขณะมองร่างที่ขดตัวอยู่บนพื้น หลินเหมยหลันรีบหลับตา แกล้งนอนนิ่งไม่ไหวติง
"แม่…มันไม่ขยับเลย!"
เสียงเด็กสาวร้องขึ้นอีกครั้งเมื่อลองใช้เท้าเขี่ยดู
“ไม่ใช่มันตายแล้วนะแม่ ถ้ามันตายเราจะทำยังไงดี ฉันไม่อยากติดคุกนะ”
เย่วหงรีบยื่นมือไปที่จมูกของหลินเหมยหลัน แต่เหมยหลันนั้นรออยู่แล้วเธอจึงกั้นลมหายใจไว้
"ไม่หายใจ!"
สองแม่ลูกถอยกรูกันออกไปสองก้าว
“แม่! เราจะถูกจับไหม!? ฉันไม่อยากติดคุกนะ!”
"ใจเย็น ๆ! เราจะทำ ให้เหมือนมัน ป่วยตา…ตาย ก็ พอ!"
แม่เลี้ยงตอบเสียงร้อนรนแทบจับต้นชนปลายไม่ถูก
"แต่ถ้ามันตาย…ฉันต้องไปชนบทไม่เอานะ ฉันไม่อยากไปลำบาก!แม่ลองทุบให้มันฟื้นขึ้นมาเร็ว"
หลินเหมยหลันเบ้ปากขณะทำเป็นตาย
‘แม่…นี่เป็นถึงนางเอกยังสั่งทุบเรา…ตำแหน่งนางเอกนี่จับฉลากได้มาเหรอ?’
“แคร่ก ๆ ๆ”
ก่อนที่จะโดนทุบ เสียงไอของหญิงสาวที่นอนอยู่ก็ดังขึ้นขัดจังหวะสองแม่ลูกให้สะดุ้งเฮือก
“ฟื้นแล้ว…แม่มันฟื้นแล้ว”
" ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้! รู้ไหมว่าแกทำพวกฉันตกใจ"
เสียงต่อว่าอันเกรี้ยวกราดของแม่เลี้ยงดังขึ้นทันที น่าแปลกที่น้ำเสียงนี้มันช่างคุ้นเคยกับหลินเหมยหลันเหลือเกิน ใบหน้าของเย่วหงแดงก่ำเต็มไปด้วยความตกใจและความโกรธ
หลินเหมยหลันลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ…แต่มั่นคง จ้องมองแม่เลี้ยงและเด็กสาวตรงหน้า ดวงตาของเธอไม่มีแววตื่นกลัวเหมือนเมื่อก่อน หากแต่กลับฉายแววบางอย่างที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน
‘ชาติที่แล้ว ฉันทำอะไรไม่ได้เพราะติดคำว่าเป็นลูกต้องกตัญญู…แต่ชาตินี้ไม่ใช่…ฉันไม่ใช่ลูกของแม่อีกแล้ว’
เธอหัวเราะเยาะทั้งสองในใจ
“อาหว่าน ลูกไปเอาอาหารมาให้มันกินหน่อย แม่จะคุยกับมันก่อน”
แม่เลี้ยงหันไปบอกลูกสาวอย่างรวดเร็ว
“แม่ต้องให้มันยอมไปลงชื่อนะ ไม่งั้นฉัน…”
เย่วหว่านหยุดพูดเมื่อเห็นสายตาของแม่ก่อนวิ่งออกไป หญิงวัยกลางคนหันกลับมาจ้องหลินเหมยหลันหน้าตาเขม็ง
"แกได้ยินแล้วใช่ไหม? พรุ่งนี้ไปกับฉัน แล้วลงชื่อไปชนบทซะ!"
หลินเหมยหลันที่บัดนี้ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปเพียงแค่มองนิ่ง ๆ ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปาก เย่วหงที่เห็นแบบนั้นก็ง้างมือขึ้นหมายจะตบใบหน้าสวยสวยของนังเด็กนี่ แต่เมื่อเห็นสภาพของมันก็ยั้งมือ
“อย่าให้ฉันต้องพูดซ้ำ!”
เย่วหว่านวิ่งกลับมา โยนหัวมันเผาลงพื้นอย่างแรง หัวมันกระเด็นกระดอนเลอะไปกับพื้นราวกับอาหารหมู
“รีบกินซะ ก่อนที่ฉันจะฆ่าแก!”
เสียงแข็งกร้าวดังก้องในห้องไม้ที่อับชื้น หลินเหมยหลันเลื่อนสายตาขึ้นมองอีกฝ่ายอย่างเย็นชา
‘นี่หรือคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นนางเอกของเรื่อง…’
ในสายตาเธอตอนนี้ เห็นแค่เด็กเอาแต่ใจนิสัยเสียคนหนึ่ง มุมปากของหลินเหมยหลันกระตุกยิ้ม แววตาคมกริบไม่มีแววหวาดกลัวเหมือนเจ้าของร่างในอดีตแม้แต่น้อย เย่วหว่านชะงักเท้าถอยหลังไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว
‘ทำไมมันถึงมองมาแบบนี้… ปกตินังลูกติดนี่ต้องกลัวฉันไม่ใช่เหรอ…’
“แม่…ดูมันสิ…มันมองฉันเหมือน…เหมือนจะฆ่าฉันเลย!”
เย่วหงก้าวเข้ามาทันที มือกระชากผมหลินเหมยหลันอย่างแรงจนศีรษะสะบัด เหมยหลันจับมือที่หัวก่อนหมุนตัวบิด
กร๊อบ!
เสียงข้อมือแม่เลี้ยงถูกบิดดังสนั่น ร่างของเย่วหงร้องลั่น
“โอ๊ยย! ปล่อยนะ! แกมัน…อั่ก!”
หลินเหมยหลันบิดข้อมือของเย่วหงแรงขึ้น ความเจ็บแล่นพล่านขึ้นถึงไหล่ ความเจ็บปวดเหมือนกระดูกจะหลุดจากเบ้า เย่วหว่านที่เห็นแบบนั้นรีบพุ่งตัวเข้าไป แต่ยังไม่ทันจะถึง ร่างของเธอก็โดนถีบจนล้มกระแทกกำแพงเข้าอย่างจัง
ปึง!
“อึก..เจ็บ..แม่…! ชะ…ช่วยด้วยมันถีบฉัน!”
เย่วหว่านกุมท้องดิ้นกับพื้น สีหน้าเจ็บปวดจนพูดแทบไม่ออกหลินเหมยหลันเหวี่ยงร่างของเย่วหงไปทับลูกสาวซ้ำ แล้วรีบวิ่งออกจากห้องเก็บของก่อนจะปิดประตูล็อกกุญแจจากด้านนอก
แกร๊ก
ปัง!ปัง!ปัง!
“อีเหมยหลัน! แกเปิดเดี๋ยวนี้นะ!!! ถ้าฉันออกไปได้แกตายแน่ฉันจะขยี้แกให้ไม่เหลือซาก!!”
เสียงของเย่วหงตะโกนลั่นขณะทุบประตูไม่หยุด แต่หลินเหมยหลันกลับไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย สายตาคมมองแม่กุญแจอย่างไม่ใส่ใจว่าจะมีลูกกุญแจไหม? เพราะตอนนี้เธอ…หิวจนจะฆ่าคนได้อยู่แล้ว!
ร่างบางเดินตรงไปยังห้องครัวโดยไม่ต้องสำรวจ เพราะจากความทรงจำ เธอจำทุกอย่างในบ้านหลังนี้ได้เป็นอย่างดี
ขาเปลือยเปล่าเหยียบบนพื้นกระดานเย็นเฉียบ เธอเปิดหม้อข้าวในครัว มองดูข้าวที่อยู่ก้นหม้ออย่างไม่ลังเล ก่อนจะหยิบไข่สามฟองที่เหลืออยู่ในตะกร้าขึ้นมาด้วยรอยยิ้มเพราะนี่คือไข่ทั้งหมดของบ้าน ไม่รอช้าเตาไฟถูกตั้งขึ้นทันที
ร่างเล็กเทน้ำมันลงกระทะจนหมด แม้จะเทไปทั้งหมดมันก็มีน้อยจนแทบจะไม่พอทอดอะไร มือเรียวตีไข่ใส่ถ้วย เติมเกลือ น้ำตาลนิดหน่อย เพื่อให้พอกล้อมแกล้มแล้วเทลงกระทะ
ฟู่…
กลิ่นหอมลอยคลุ้งขึ้นทันที ท้องของเธอร้องประท้วงหนักกว่าเดิมร่างผอมบางรีบตักข้าวทุกเม็ดที่เหลือในหม้อมากองไว้บนจาน แล้วลงมือกินไข่เจียวกับข้าวอย่างเอร็ดอร่อย
ปกติเธอจะไม่กินข้าวเยอะขนาดนี้แต่ครั้งนี้เธอจะกินมันให้หมด แม้เป็นเพียงข้าวไข่เจียวธรรมดา แต่กลับเป็นมื้อที่รู้สึกสะใจยิ่งกว่าอาหารหรูใด ๆ ที่เคยกินมา
ระหว่างที่เคี้ยวข้าวอยู่ในปาก เธอก็นึกถึงเนื้อหานิยายที่เพิ่งอ่านจบ…
“แค่บทแรกก็ไม่ตรงกันแล้ว…”
ในเรื่อง เย่วหว่านผู้เป็นนางเอกนั้นอ่อนหวานแสนดีกับน้องสาวที่แสนร้ายกาจ เธอเสียใจที่ต้องส่งน้องสาวไปชนบทแทน
‘แต่ความจริงตรงหน้านี่มันอะไรกัน? ตบ เตะ ถีบอย่างไม่ปรานี! นี่เรียกว่าไม่ตรงปกอย่างรุนแรง!’
“เดี๋ยวนะหรือนี่ไม่ใช่นิยายเรื่องที่เราอ่าน…”
คิ้วสวยขมวดกันเป็นปม
“ในนิยายนางเอกจะได้หยกเก่าแก่ชิ้นหนึ่งในวันเกิดที่อีกไม่กี่วันจะมาถึง…แล้วหยกนั่นคือมิติวิเศษนี่นา ใช่! ใช่แล้ว!”
ดวงตาเปล่งประกายวาบขึ้น มิติวิเศษที่เป็นกุญแจสำคัญของเรื่อง!และนั่นแหละ! คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เย่วหว่านมีทุกอย่าง!
“คงต้องพิสูจน์ หากมีหยกนั่นจริง…ฉันขอแล้วกัน!”
เธอหัวเราะในลำคอ พลางยกข้าวตักเข้าปากอีกคำด้วยท่าทางเหนือกว่า
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ!”
เสียงหัวเราะดังก้องในห้องครัว
ตอนที่3
หลังอิ่มท้องจากไข่เจียวแสนอร่อย หลินเหมยหลันก็ไม่รอช้า เธอเดินขึ้นไปยังห้องชั้นบนที่เมื่อก่อนเคยเป็นของแม่ตัวเอง…แต่ตอนนี้ มันกลับกลายเป็นห้องของพ่อและแม่เลี้ยงไปแล้ว
สายตาของเธอกวาดมองไปทั่วทางเดิน ความปวดใจราวไฟลวกพุ่งแล่นขึ้นมาอีกครั้ง บ้านหลังนี้คือมรดกที่แม่เธอทิ้งไว้ แต่กลับต้องตกเป็นของคนอื่นอย่างหน้าตาเฉย แม้จะอยากได้คืนคงยากเพราะตอนนี้มันคงกลายเป็นชื่อของพ่อไปแล้ว
มือเรียวผลักประตูเข้าไป กลิ่นไม้เก่าตลบอบอวล สิ่งของในห้องไม่มีอะไรมาก เธอทรุดตัวนั่งลงดึงกล่องไม้ใบใหญ่ที่ถูกซุกเอาไว้ใต้เตียงออกมา เสียงครูดกับพื้นดังขึ้นเบา ๆ
“ล็อก…งั้นเหรอ?”
เหมยหลันพึมพำก่อนจะกวาดตามองไปรอบรอบ คนสมัยนี้ชอบซ่อนของไว้ที่….ร่างบางรีบลุกไปเปิดตู้เสื้อผ้า ไม่กี่นาที เธอก็ค้นเจอกุญแจเล็ก ๆ ที่ถูกซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อเก่าตัวหนึ่ง
เธอไขกล่องไม้ออก กลิ่นอับของอดีตโชยขึ้นมาทันทีที่ฝากล่องถูกเปิดออก เสื้อผ้าเก่าของแม่ไม่ได้ทำให้เธอสนใจมันเพราะเธอไม่ใช่เจ้าของร่าง มือเรียวรีบล้วงลึกลงไปจนถึงก้นกล่อง ก็พบกล่องไม้ใบเล็กที่ซ่อนอยู่อีกชั้น
เมื่อเปิดออกสิ่งที่อยู่ข้างในก็ทำให้เธอยิ้มกว้าง จี้หยกสีขาวเก่า ๆ มีรอยบิ่นแตกเล็กน้อยปรากฏอยู่ด้านหนึ่ง
“มันตรงตามคำบรรยายในนิยายเป๊ะ!”
‘อ่า…แสดงว่านี่คือนิยายเรื่องนั้นจริง ๆ แต่ในโลกใบนี้นิสัยของตัวละครนั้นไม่ตรงกับที่บรรยายไว้เลยสักนิด’
รอยยิ้มมุมปากยกขึ้นหัวใจของเธอเต้นแรง เธอมองไปรอบห้อง หวังหามีดมากรีดนิ้วแต่ก็ไม่มีอะไรเลย เหมยหลันจึงเอานิ้วกดเข้ากับรอยแตกของหยกจนเลือดซึมออกมาทีละหยด
และทันใดนั้น…แสงสีขาวจางจางก็สว่างวาบขึ้น! ก่อนจะหายไปในพริบตา ริมฝีปากบางกัดแน่นพยายามข่มเสียงตื่นเต้นเอาไว้
เมื่อมองกลับไปในกล่องก็เห็นกระดาษแผ่นหนึ่งซ่อนอยู่ด้านล่างเธอรีบหยิบขึ้นมาอ่าน ดวงตาค่อย ๆ เบิกกว้าง
“นี่มัน…หยกของยาย! และยังเป็นสัญญาหมั้นหมาย แม่ตั้งใจจะมอบมันให้ฉันตั้งแต่แรก ไม่ใช่ของพ่อเหมือนอย่างที่ในนิยายเขียนไว้!”
“โอ้ว…เรื่องราวมันกลับตาลปัตรไปหมด…จะอิงเนื้อเรื่องจากในนิยายไม่ได้แล้ว คงต้องเอาตัวรอดด้วยตัวเอง”
เธอกัดฟันแน่นความแค้นแล่นวาบในอก เมื่อเหลือบตามองนาฬิกา…
‘อีกไม่นานพ่อของร่างนี้จะกลับมา เราต้องรีบทดลองมิติทันที’
“…เก็บ!”
กล่องไม้ใบใหญ่หายวับไปต่อหน้าต่อตา เธอหลับตาและเห็นมันอยู่ในจิตเหมือนมีพื้นที่ลับในอีกที่ แต่ที่น่าตกใจคือภาพที่เห็นนั้นกลับไม่ได้มีแค่กล่อง แต่มีกระสอบข้าวสาร ถั่ว ธัญพืช ซึ่งถูกเก็บเรียบร้อยอยู่ในนั้น
“อา…รอดแล้วเรา…ขอบคุณบรรพบุรุษ!”
เธอยิ้มด้วยความโล่งใจ ก่อนจะรีบจัดห้องให้เรียบร้อยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วเดินลงมาข้างล่าง มือเล็กคว้ามีดอีโต้ขึ้นมาแน่นก่อนจะเดินตรงไปยังห้องเก็บของ
ภายในห้อง…เย่วหงกับเย่วหว่านยังคงพยายามหาทางเปิดประตูอยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย
“ส่งลูกกุญแจออกมา แล้วฉันจะเปิดให้”
เสียงของหลินเหมยหลันดังขึ้นเรียบเย็นดุจน้ำแข็ง จนเย่วหงชะงัก เธอก้มลงมองลูกกุญแจในมือ ก่อนจะยัดมันลอดช่องใต้ประตู สายตาสองคู่สบกันก่อนคว้าไม้มาถือไว้ในมือ
เมื่อประตูถูกไขและถูกเปิดออก…มีดอีโต้ถูกจ่อมาอยู่ตรงหน้า ประกายแวววาวของมันน่าหวาดกลัวจนไม้ในมือของทั้งสองหยุดชะงักค้างกลางอากาศ
“วางไม้ลง…ก่อนที่ฉันจะฆ่าพวกแกจริง ๆ”
เย่วหงกัดฟันแน่น
“แกกล้าเหรอ?”
“ลองดูสิ”
เสียงของเหมยหลันไม่มีแววล้อเล่นเลยสักนิด สายตานิ่งและเย็นเสียยิ่งกว่าใบมีดในมือ ทั้งสองแม่ลูกมองหน้ากันก่อนจะวางไม้ลงอย่างไม่อาจต้านทาน
“ไปนั่งตรงนั้น”
เธอชี้ปลายมีดไปยังโต๊ะไม้รับแขก เย่วหงจูงมือลูกสาวไปนั่งด้วยความไม่เต็มใจ
“ฉันจะลงชื่อไปชนบท”
เหมยหลันพูดขึ้นเรียบ ๆ ทำให้ดวงตาของเย่วหว่านสว่างวาบ ใบหน้าแย้มรอยยิ้มดีใจ
“แต่…”
เสียงของเธอกดต่ำลง
“แต่อะไรอีกล่ะ?”
เย่วหว่านถามกลับทันที
“แต่ฉันต้องการเงิน…กับคูปอง”
“บ้านเราไม่ได้ร่ำรวยจะมีมาให้แกได้ยังไง?”
เย่วหงย้อนเสียงแข็ง
“งั้นก็แล้วแต่ เพราะถ้าไม่ได้หนึ่งร้อยหยวนกับคูปอง ฉันจะไม่ไปเด็ดขาด”
“ไม่มี!! ไม่ให้!!”
“แม่! แม่ให้เธอไปเถอะ ฉันจะหาเงินมาคืนแม่เอง!”
เย่วหว่านรีบเอ่ยเสียงอ้อนวอนอย่างจริงใจ
“แม่ก็รู้ว่าฉันทำได้..แม่”
เย่วหงนิ่งไปชั่วครู่ สีหน้าเครียดจัด…เธอรู้ดีว่าลูกสาวหมายถึงอะไร เพราะความจริงแล้ว โรงงานทอผ้าที่แม่ของเหมยหลันเคยทำงานอยู่ได้สัญญาไว้ว่าจะรับลูกสาวของผู้เสียสละชีวิตเข้าทำงานทันทีที่อายุครบสิบหก พร้อมให้เงินเดือนสูงถึงยี่สิบห้าหยวนต่อเดือน เพื่อชดเชยการสูญเสีย
และแน่นอนว่าเธอกับสามีแย่งตำแหน่งนั้นมาไว้ให้เย่วหว่าน! ไม่คิดจะบอกเด็กคนนี้จนมันจะอายุสิบเจ็ดแล้ว หากส่งนังเด็กนี่ไปชนบทได้ในตอนนี้ พวกเธอก็จะได้ตำแหน่งนั้นโดยไม่มีใครขัดขวาง
“แม่…นะแม่…หนูจะให้เงินทุกเดือน ไม่นานก็ครบร้อยแล้วหลังจากนั้นก็กำไรหรือแม่ว่ามันไม่จริง…”
เย่วหว่านกระซิบเบา ๆ เย่วหงกัดฟันแน่น
"ก็ได้…แต่แกต้องไปลงชื่อก่อน แล้วฉันจะให้เงินกับคูปอง”
เหมยหลันยิ้มเย็นทันที
“ไม่ ฉันจะไม่ขยับไปไหน จนกว่าจะได้สิ่งที่ต้องการ”
คำพูดแน่วแน่ของเธอทำเอาเย่วหงหน้าชาไปชั่วครู่ ก่อนจะลุก เดินขึ้นห้องไปอย่างหงุดหงิด แล้วนำกล่องเหล็กที่ซ่อนไว้ออกมาเปิด
เย่วหงมองเงินเก็บของบ้านที่มีอยู่หนึ่งร้อยสี่หยวนกับอีกสามเหมาอย่างเสียดายก่อนนำกล่องเงินลงมา เธอยื่นส่งธนบัตรสิบหยวนสิบใบให้คนตรงหน้า
“นี่ หนึ่งร้อยหยวน!”
เหมยหลันรับมาแล้วตรวจดูอย่างใจเย็น ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“คูปองด้วย”
“รู้แล้วน่า!”
แต่ยังไม่ทันที่เย่วหงจะแบ่ง มือบางก็เอื้อมไปรวบคูปองอาหารทั้งหมดในพริบตา ก่อนจะเงยหน้าพูดเรียบ ๆ
“ถ้าไม่ให้ฉันทั้งหมดก็แค่เปลี่ยนใจ ไม่ไปแล้วก็เท่านั้น”
“แก…ได้! มีอะไรอีกไหม?”
เย่วหงกัดฟันแน่นมือกำแน่นจนข้อขาวซีด ตัวสั่นเทาเหมือนจะระเบิดออกด้วยเพลิงโทสะที่อัดแน่นอยู่เต็มอก แต่กลับทำอะไรไม่ได้เลยสักนิด หลินเหมยหลันปรายตามองอีกฝ่ายก่อนยิ้มบาง ๆ อย่างยั่วเย้า
“อ้อ…แล้วมื้อเย็นพรุ่งนี้ อย่าลืมเลี้ยงส่งฉันเป็นเนื้อด้วยล่ะ”
“แกจะปล้นฉันหรือไง!?”
เย่วหงตะคอกเสียงเขียว เหมยหลันยักไหล่เบา ๆ
“ถ้าไม่ได้กินเนื้อ…ฉันก็ไม่มีแรงไปแล้วล่ะ”
“ได้! ได้เลย!”
เย่วหงตวาดกลับด้วยแววตาดุดัน แต่ยิ่งเธอโกรธใบหน้าของเหมยหลันกลับยิ่งเปื้อนรอยยิ้มมากขึ้น
“ข้าวกับไข่ก็หมดแล้ว น้ำมันก็ไม่มี อย่าลืมซื้อมาด้วย ถ้ามื้อเย็นพรุ่งนี้ไม่ถูกปากฉัน…ก็อย่าหวังเลยว่าฉันจะยอมไปไหนง่าย ๆ”
เย่วหงกัดฟันกรอด
“ได้! แกรอกินมื้อสุดท้ายของแกได้เลย เพราะทั้งชีวิตนี้แกจะหากินแบบนี้อีกก็คงยาก ฉันจะจัดให้แกจำไม่ลืม!”
‘ฉันจะหาซื้อของดีดีมาจริง ๆ ให้มันกินเป็นมื้อสุดท้าย พอมันไปชนบทมันต้องทรมานจนอกแตกตาย! แค่เลี้ยงมันมื้อเดียวไม่ใช่เรื่องใหญ่! แต่เงินที่เหลือในกระเป๋ามีแค่ยี่สิบสี่หยวนสามเหมา คูปองก็หมดแล้ว เดี๋ยวคงต้องขอสามีคืนนี้…’
หลินเหมยหลันพยักหน้าเบา ๆ
“ดี…ฉันจะรอดู ว่าของดี…มันจะดีแค่ไหนกันเชียว”
เย่วหงยิ้มเชิดหน้าขึ้นทันที พลางจีบปากจีบคอพูดเสียงใสใส่หน้าเธอ
“ไหน ๆ ก็จะไม่มีส่วนเกินอย่างแกอยู่แล้ว ฉันก็จะซื้อของมากหน่อย เตรียมไว้ให้เต็มบ้าน!”
เหมยหลันแสร้งทำหน้าไม่พอใจใส่กลับอย่างจงใจจนเรียกเสียงหัวเราะจากอีกฝ่าย
“ฉันไม่เชื่อหรอกอย่ามาขู่ฉันซะให้ยาก ใครจะมีของกินเต็มบ้านกัน หากเป็นแบบนั้นการจากบ้านนี้ไปฉันคงทรมานใจกว่าตายทั้งเป็น”
เหมยหลันเม้มปากแน่น แต่ยิ่งเห็นแม่เลี้ยงทำท่าสะใจ เธอก็ยิ่งอยากจะหัวเราะออกมา
“แม่…ไม่ได้นะ หากกินเนื้อตอนเย็นพรุ่งนี้ก็จะไปลงชื่อสมัครไม่ทัน”
เย่วหว่านที่นั่งเงียบอยู่นานพูดขึ้นอย่างรีบร้อน
“ถึงไปตอนนี้ก็ไม่ทันเหมือนกัน”
เย่วหงตอบทันควัน เย่วหว่านพยักหน้าเมื่อหันไปมองนาฬิกาบนผนัง
“งั้นพรุ่งนี้แต่เช้า ฉันจะพาเธอไปลงชื่อก่อน แล้วตอนเย็นจะซื้อเนื้อมาเลี้ยง มะรืนแกก็ออกเดินทางรอบแรกแล้วกัน”
คำพูดนั้น ทำให้หัวของเหมยหลันประมวลผลอย่างรวดเร็ว
‘ใช่…ในนิยายบอกไว้ชัด ว่าร่างนี้ได้เดินทางไปรอบที่สอง ซึ่งก็คือรอบสุดท้าย ของการส่งยุวชนไปชนบท ทหารแดงคุมเข้มเพราะรอบสุดท้ายนี่คือพวกที่หลบหนี’
นั่นหมายความว่าการลงชื่อสามารถทำได้ถึงแค่วันพรุ่งนี้เท่านั้นถ้าพลาดการลงชื่อในวันพรุ่งนี้ไป…จะเป็นชื่อของเย่วหว่านที่ถูกส่งไปชนบท ดวงตาของเหมยหลันทอแสงวาบ
‘งั้น…ข้อต่อรองของฉัน จะมีค่ามากขึ้นกว่าเดิมสินะ?’
“ฉันจะลงชื่อต่อเมื่อได้กินเนื้อแล้วเท่านั้น”