โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สตาร์ตอัป MIT เริ่มขุดเจาะใต้ดินด้วยเทคนิคใหม่เพื่อผลิตไฟฟ้า ปูทางขุดหลุมลึกที่สุดในโลก 20 กม.

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 21 ก.ค. 2568 เวลา 12.34 น.
บริษัทเควส เอเนอร์จี (Quaise Energy) ซึ่งเป็นบริษัทที่แยกตัวจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) เริ่มโครงการขุดเจาะใต้ดินด้วยเทคโนโลยีที่เรียกว่าคลื่นมิลลิเมตร (Milimeter wave) เพื่อเข้าถึงพลังงานความร้อนใต้พิภพแล้ว

บริษัทเควส เอเนอร์จี (Quaise Energy) ซึ่งเป็นบริษัทที่แยกตัวจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) เริ่มโครงการขุดเจาะใต้ดินด้วยเทคโนโลยีที่เรียกว่าคลื่นมิลลิเมตร (Milimeter wave) เพื่อเข้าถึงพลังงานความร้อนใต้พิภพแล้ว

โดยมีเป้าหมายสุดท้ายเป็นการทำโรงไฟฟ้าด้วยการขุดเจาะหลุมลึก 20 กิโลเมตร ลึกกว่าหลุมที่ลึกที่สุดในโลกซึ่งยุคสหภาพโซเวียตเคยขุดไว้ที่ 12 กิโลเมตร เพื่อให้พลังงานความร้อนใต้พิภพเป็นพลังงานหลักของโลกทดแทนถ่านหินและนิวเคลียร์ด้วยต้นทุนที่ถูกกว่าในอนาคต

พลังงานความร้อนใต้พิภพ

พลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal energy) เป็นแหล่งพลังงานความร้อนที่มาจากใต้โลกซึ่งมนุษย์นำมาใช้ผลิตไฟฟ้า โดยมักเป็นการขุดเจาะลึกลงไปประมาณ 2 กิโลเมตร และนำน้ำร้อนที่มีอุณหภูมิประมาณ 200 องศาเซลเซียส มาใช้ปั่นกังหันผลิตไฟฟ้า

การผลิตพลังงานความร้อนใต้พิภพแบบใหม่

แต่ Quaise Energy มองว่าแหล่งความร้อนที่เหมาะสมที่แท้จริงคือแหล่งความร้อน (Hotspot) ระดับลึกที่อยู่ลึกลงไปใต้โลกกว่า 20 กิโลเมตร ซึ่งจะได้น้ำร้อนแรงดันสูงที่มีอุณหภูมิระหว่าง 300 - 500 องศาเซลเซียส ที่ให้ความเสถียรในการผลิตไฟฟ้าทดแทนความร้อนจากถ่านหินหรือแม้แต่พลังงานนิวเคลียร์ได้

อย่างไรก็ตาม สถิติก่อนหน้านี้ มนุษยชาติสามารถเจาะลงไปใต้พื้นโลกได้ลึกสุดเพียง 12.262 กิโลเมตร ณ หลุมเจาะโคลา ซุปเปอร์ดีป โบร์โฮล (Kola Superdeep Borehole) ของสหภาพโซเวียต หรือประเทศรัสเซียในปัจจุบัน ซึ่งใช้เวลาขุดเจาะนานมากกว่า 19 ปี

เทคโนโลยีผลิตพลังงานความร้อนใต้พิภพแบบใหม่

ด้วยเหุตนี้ Quaise Energy จึงเสนอเทคโนโลยีขุดเจาะใหม่ที่เรียกว่าเครื่องขุดเจาะพลังไจโรตรอน (Gyrotron-powered drilling) ซึ่งเคลมว่าจะทำให้สามารถขุดลึกได้ 20 กิโลเมตร โดยที่ใช้เวลาน้อยกว่ามาก และมีพื้นฐานการทำหน้างานขุดเจาะ (Rig) จากการขุดเจาะน้ำมันซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้อยู่แล้วในปัจจุบัน

เครื่องขุดเจาะพลังไจโรตรอน เป็นการผสานการขุดเจาะด้วยสว่านโรตารี (Rotary drilling) ทั่วไป จนถึงชั้นหิน (Basement rock) จากนั้นปรับเปลี่ยนเป็นคลื่นมิลลิเมตร ที่ให้พลังงานไมโครเวฟกำลังสูง สร้างความร้อนที่ทำให้หินกลายเป็นไอได้ ซึ่งมาจากการพัฒนาแสงเลเซอร์ให้ความร้อนพลาสมาในการทดลองปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน (Fusion reaction)

แผนผลิตความร้อนใต้พิภพด้วยเทคนิคใหม่

Quaise Energy แบ่งเป้าหมายการเติบโตของบริษัทและเครื่องขุดเจาะพลังไจโรตรอนออกเป็น 3 ระยะ (3-Tiers of Development) ได้แก่

  • Tier 1 เป็นการใช้เครื่องขุดเจาะไจโรตรอนกับแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพทั่วไป (ลึก 5 - 8 กิโลเมตร) ที่มีการใช้เครื่องขุดเจาะดั้งเดิมสร้างโรงไฟฟ้าอยู่แล้วเพื่อทดสอบและลดต้นทุนการผลิตเครื่อง (Economic of Scale)

  • Tier 2 เป็นการขุดลงไปยังพื้นที่ซึ่งมีระดับความร้อน/ความลึก สูงกว่า 40 องศาเซลเซียสต่อกิโลเมตร ซึ่งมีพื้นที่กว่า 40% ทั่วโลกที่เข้าข่าย

  • Tier 3 เป็นการขุดลึกลงไปยังพื้นที่ซึ่งมีระดับความร้อน/ความลึก 20 องศาเซลเซียสต่อกิโลเมตร หรือการขุดลึกที่ระดับ 20 กิโลเมตร

บริษัทเชื่อว่า เมื่อสามารถบรรลุเป้าหมายที่ระดับ Tier 3 ได้สำเร็จ จะทำให้สามารถสร้างพลังงานทดแทนถ่านหินหรือแม้แต่นิวเคลียร์ ซึ่งเคลมว่าเพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าของมนุษยชาติกว่าร้อยละ 90

ความคืบหน้าของเทคนิคใหม่ในปัจจุบัน

ปัจจุบัน Quaise Energy อยู่ระหว่างการพัฒนาจากห้องทดลองไปสู่การทดสอบจริงเพื่อเริ่มต้นการสร้างโรงไฟฟ้าพลังความร้อนใต้พิภพในระดับ Tier 1 โดยเริ่มขุดเจาะในห้องทดลองได้ 3 เมตร ในห้องทดลองเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

และล่าสุดเมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทางบริษัทได้ทดสอบจุดเจาะลึก 40 ฟุต หรือประมาณ 12 เมตร ด้วยเครื่องขุดเจาะพลังไจโรตรอนนอกเมืองฮูสตัน (Houston) รัฐเท็กซัส

นอกจากนี้ ทางบริษัทยังวางแผนขุดเจาะความลึก 130 เมตร ในเขตมาร์เบิล ฟอลส์ (Marble Falls) รัฐเท็กซัส อีกหลายหลุม เพื่อทดสอบการขุดไปถึงระดับชั้นหินแกรนิต (Granite) ซึ่งเป็นอีกการทดสอบที่สำคัญของบริษัทในเดือนกรกฎาคมนี้อีกด้วย


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...