โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ปัญหาไทย-กัมพูชา หากสถานการณ์ยืดเยื้อ สั่นสะเทือนเศรษฐกิจมากแค่ไหน

SMART SME

อัพเดต 25 ก.ค. 2568 เวลา 15.44 น. • เผยแพร่ 25 ก.ค. 2568 เวลา 15.44 น.

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่อยู่ตามชายแดนที่ต้องอพยพเพื่อความปลอดภัย เช่นเดียวกับเรื่องเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบไม่แพ้กัน เนื่องจากทั้งสองประเทศทำการค้าชายแดนระหว่างกัน

ประเทศไทยมีด่านการค้าชายแดนที่สำคัญหลายแห่งที่เชื่อมต่อกับประเทศกัมพูชา ซึ่งแบ่งออกเป็นจุดผ่านแดนถาวรและจุดผ่อนปรนเพื่อการค้า เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง การค้า และการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศ โดยมีจุดผ่านแดนถาวรหลัก ได้แก่ 1.ช่องสะงำ จ.ศรีสะเกษ 2.ช่องจอม จ.สุรินทร์ 3.บ้านคลองลึก, สะพานมิตรภาพไทยกับกัมพูชา, บ้านเขาดิน จ.สระแก้ว 4.บ้านแหลม, บ้านผักกาด จ.จันทบุรี และ 5. บ้านหาดเล็ก จ.ตราด

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย วิเคราะห์ว่าหากเหตุการณ์ยังไม่ได้บทสรุป มีการปะทะกันอย่างต่อเนื่องจนต้องปิดด่านจุดผ่านแดนถาวร จะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท/เดือน หากมีการยืดเยื้อไปจนถึงสิ้นปีจะสร้างความเสียหายรวม 5.5 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม มีการประเมินผลกระทบออกเป็น 3 ฉากทัศน์ด้วยกัน ได้แก่

1.สถานการณ์คลี่คลายได้เร็ว สามารถแก้ไขปัญหาได้ภายใน 1 เดือน จะมีผลกระทบต่อการส่งออกที่อาจลดลง 11,600 ล้านบาท

2.สถานการณ์ยืดเยื้อปานกลาง สามารถแก้ไขปัญหาได้ภายใน 3 เดือน จะมีผลกระทบต่อการส่งออกที่อาจลดลง 34,000 ล้านบาท

3.สถานการณ์เลวร้าย มีการปิดด่านแบบ 100% ตลอดปี 2568 จะส่งผลกระทบต่อการส่งออก 55,000 ล้านบาท

เช่นเดียวกับดร. อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ประเมินว่า หากการสู้รบยืดเยื้อถึง 30 วัน ไทยอาจสูญเสียรายได้จากการส่งออกราว 21,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูงและน่ากังวล

ด้านสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เผยว่าในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 ไทยส่งออกไปยังกัมพูชา คิดเป็นมูลค่า 5,123 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เติบโต 12.4% โดยความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา มีผลกระทบแค่บริเวณของทั้งสองประเทศเท่านั้น ส่วนการค้าชายแดนกับประเทศอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น เมียนมา ลาว และมาเลเซีย รวมถึงการค้ากับประเทศที่สามก็ไม่ได้รับผลกระทบเช่นกัน

ขณะเดียวกัน สินค้าเกษตรที่ดูจะได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการปิดด่านหรือการขนส่งที่ล่าช้า คือผักและผลไม้ ที่มีอายุการเก็บรักษาสั้น ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหามาตรการรองรับ หาตลาดภายในประเทศเป็นช่องทางระบายสินค้า เช่นเดียวกับ วัตถุดิบบางประเภทที่อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของสินค้า โดยเฉพาะวัตถุดิบที่นำเข้าจากกัมพูชา เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน หรือปลาน้ำจืด ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตในไทยเพิ่มขึ้น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...