โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้จัก! ประโยคบกพร่อง ออกสอบบ่อย

Dek-D.com

เผยแพร่ 29 ก.ค. 2568 เวลา 02.17 น. • DEK-D.com
ประโยคบกพร่อง คืออะไร? ออกสอบบ่อย

ประโยคบกพร่อง เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ข้อสอบ A-Level วิชาภาษาไทย ออกสอบทุกปี แม้จะออกแค่ปีละ 1-2 ข้อ แต่ก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรพลาด เพราะเรื่องนี้เหมือนเป็นข้อช่วย แค่จับหลักได้ว่าประโยคบกพร่องมีกี่ประเภท แค่นี้ก็ทำข้อสอบพาร์ตหลักภาษาได้สบาย ๆ วันนี้คอลัมน์ ‘รู้ไว้เผื่อออกสอบ’จะพาทุกคนไปดูว่าประโยคบกพร่องคืออะไร มีทั้งหมดกี่รูปแบบ พร้อมทริคสังเกตโจทย์ที่เอาไปใช้ในห้องสอบได้จริง!

ประโยคบกพร่อง คืออะไร?

ประโยคบกพร่อง คือ ประโยคที่ไม่สมบูรณ์ มีข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์หรือโครงสร้าง ทำให้ความหมายไม่ชัดเจน หรือสื่อสารได้ไม่เต็มที่ประโยคบกพร่องอาจเกิดจากการใช้คำผิดความหมาย ขาดส่วนประกอบสำคัญของประโยค หรือใช้ภาษาที่ไม่ถูกต้องตามหลักภาษา. โดยประโยคบกพร่องมีลักษณะดังนี้

*หมายเหตุ : หัวข้อที่ดอกจันทน์ (*) เป็นประเด็นที่ข้อสอบนำมาออกสอบบ่อย

1. การใช้ภาษาผิด

การใช้ภาษาผิด คือ การใช้ภาษาผิดความหมาย หรือผิดหลักไวยกรณ์ซึ่งสามารถพิจารณาตั้งแต่ระดับคำ กลุ่มคำ สำนวน ประโยค

1.1 การใช้คำผิดความหมาย*

การใช้คำผิดความหมาย คือ การใช้คำที่ผิดไปจากความหมาย หรือผิดเจตนาในการสื่อสารของรูปประโยค ซึ่งสาเหตุอาจมาจากเป็นคำคล้ายกัน เสียงคล้ายกัน หรือใช้ผิดด้วยความเข้าใจผิด

ตัวอย่างการใช้คำผิดความหมาย : พ่อแม่เสี้ยมสอนให้เขาเอื้ออารีแก่ผู้อื่น ประโยคจะใช้คำว่า "เสี้ยมสอน" ไม่ได้ เพราะเป็นความหมายเชิงลบไม่เข้ากับรูปประโยคซึ่งเป็นเชิงบวก ต้องใช้คำว่า "สั่งสอน" แทน

1.2 การใช้คำผิดหลักไวยากรณ์

การใช้คำผิดหลักไวยากรณ์ คือ การใช้คำบุพบท คำสันธาน หรือคำลักษณนามผิดจากหลักไวยกรณ์

  • คำบุพบท คือ คำที่ใช้เชื่อมคำอื่น ๆ ในประโยค เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างคำเหล่านั้น มักจะวางไว้หน้าคำนาม หรือคำสรรพนาม เช่น

  • บอกความเป็นเจ้าของ >> ของ แห่ง ฯลฯ

    • บอกความเกี่ยวข้อง >> กับ แก่ แด่ ต่อ ฯลฯ
    • บอกเวลา >> ตั้งแต่ จน เมื่อ กระทั่ง ถึง ฯลฯ
    • บอกความประสงค์ >> เพื่อ สำหรับ ฯลฯ
    • บอกสถานที่ >> ใกล้ ไกล บน ล่าง หน้า หลัง ริม ใน นอก ฯลฯ
  • คำสันธาน คือ คำที่ทำหน้าที่เชื่อมคำกับคำ ประโยคกับประโยค ข้อความกับข้อความ เพื่อแสดงความคล้อยตาม ความขัดแย้งเหตุผล หรือเชื่อมความให้สละสลวย เช่น

  • คำสันธานที่เชื่อมความคล้อยตามกัน >> และ/ทั้ง…และ/ทั้ง…ก็/ครั้น…ก็/ครั้น…จึง/ก็ดี/เมื่อ…ก็ว่า/พอ…แล้ว

    • คำสันธานที่เชื่อมความขัดแย้งกัน >> แต่/แต่ว่า/กว่า…ก็/ถึง…ก็
    • คำสันธานที่เชื่อมข้อความให้เลือก >> หรือ/หรือไม่/ไม่…ก็/หรือไม่ก็/ไม่เช่นนั้น/มิฉะนั้น…ก็
    • คำสันธานที่เชื่อมความที่เป็นเหตุเป็นผล >> เพราะ/เพราะว่า/ฉะนั้น…จึง/ดังนั้น/เหตุเพราะ/เหตุว่า/เพราะฉะนั้น…จึง
  • คำลักษณนามคือ คำที่บอกลักษณะและชนิดของคำนาม โดยจะวางไว้หลังตัวเลขหรือคำที่บอกจำนวนเพื่อแสดงให้เห็นว่าคำนามนั้นมีลักษณะอย่างไร ลักษณนามมีหลายประเภท เช่น

  • บอกชนิด: เช่น "เล่ม" (หนังสือ, กรรไกร), "องค์" (พระพุทธรูป), "หลัง" (บ้าน)

    • บอกหมวดหมู่: เช่น "ฝูง" (สัตว์), "วง" (ตะกร้อ)
    • บอกสัณฐาน: เช่น "แผ่น" (กระดาน), "วง" (แหวน)
    • บอกจำนวนและมาตรา: เช่น "คู่" (รองเท้า), "โหล" (ของ 12 ชิ้น)
    • บอกอาการ: เช่น "จีบ" (พลู), "มวน" (บุหรี่)

ตัวอย่างการใช้คำผิดหลักไวยากรณ์ : โบราณสถานที่สำคัญทุกชิ้นในประเทศไทยควรได้รับการดูแล คำว่า "ชิ้น" ไม่เหมาะสมกับคำว่า "โบราณสถาน" เพราะโบราณสถานเป็นสถานที่ ไม่ใช่วัตถุหรือสิ่งของเล็ก ๆ ต้องใช้คำว่า "แห่ง" แทน

1.3 การใช้กลุ่มคำ หรือสำนวนผิด*

การใช้กลุ่มคำหรือสำนวนผิด คือ การนำกลุ่มคำ หรือสำนวนมาใช้โดยไม่ถูกต้องตามความหมาย หรือบริบทที่ควรจะเป็น ซึ่งอาจทำให้ความหมายเพี้ยน ผิดหลักภาษา ทำให้ผู้อ่านหรือผู้ฟังสับสน

ตัวอย่างการใช้สำนวนผิด : เขาจะทิ้งไพ่ใบสุดท้าย ก่อนลาจากวงการนี้ “ทิ้งไพ่ใบสุดท้าย” หมายถึง ทีเด็ดที่เก็บไว้ใช้ในยามคับขันหรือไม้ตาย ควรใช้คำว่า “ทิ้งทวน” หมายถึง ทำหน้าที่เป็นครั้งสุดท้าย

1.4 การเรียงคำผิดลำดับ

การเรียงคำผิดลำดับ คือ การเรียงคำไม่ถูกต้องตามหลักไวยกรณ์

ตัวอย่างการเรียงคำผิดลำดับ : คนแก่ชอบไปถือศีลฟังธรรมที่วัดจำนวนมากควรแก้เป็นคนแก่จำนวนมากชอบไปถือศีลฟังธรรมที่วัด

1.5 การใช้ประโยคไม่สมบูรณ์

การใช้ประโยคไม่สมบูรณ์ คือ ประโยคที่ขาดส่วนสำคัญของประโยค หรือมีส่วนเกินเข้ามาทำให้ความหมาย หรือโครงสร้างประโยคผิดไป

ตัวอย่างการใช้ประโยคไม่สมบูรณ์ : นักกีฬาที่ได้เหรียญทองโอลิมปิกประโยคนี้ขาดใจความสำคัญ ควรเติมประโยคให้สมบูรณ์เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจมากขึ้น เช่น นักกีฬาที่ได้เหรียญทองโอลิมปิกเดินทางถึงประเทศไทยแล้ว

2. การใช้ภาษาไม่เหมาะสม

การใช้ภาษาไม่เหมาะสม คือ การใช้ภาษาหรือถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมกับกาลเทศะ บุคคล และการใช้ถ้อยคำผิดระดับภาษา

2.1 การใช้คำต่างระดับ

การใช้คำต่างระดับ คือการนำคำที่ระดับภาษาต่างกันมาใช้ในประโยคเดียวกันเช่น การใช้ภาษาพูดในภาษาเขียน

ตัวอย่างการใช้คำต่างระดับ :ดิฉันอยากทราบว่าส้มตำแซ่บบ่ มีการใช้ระดับภาษาต่างกัน คือภาษาพูดปนกับภาษาเขียน ควรใช้ปรับให้ภาษาอยู่ในระดับเดียวกัน ฉันอยากรู้ว่าส้มตำแซ่บบ่ (ภาษาพูด)

อ่านเรื่อง ‘ระดับภาษา’

2.2 การใช้คำไม่เหมาะกับความรู้สึก

การใช้คำไม่เหมาะกับความรู้สึก คือ การเลือกใช้คำที่สื่ความหมายไม่ตรงกับความรู้สึกผู้พูด

ตัวอย่างการใช้คำต่างระดับ : ไทม์รู้สึกใจหายที่เลิกกับแจมไปสักทีประโยคนี้ไม่เหมาะสมตรงที่ ใจหาย แต่ท้ายประโยคคือ ได้เลิกไปสักที จึงทำให้ประโยคบกพร่องตรงที่สรุปแล้วไทม์รู้สึกใจหายจริงๆ หรืออยากเลิกตั้งแต่แรก

2.3 การใช้ภาษาต่างประเทศปะปน

การใช้ภาษาต่างประเทศปะปน คือ การนำคำที่ยืมมาจากภาษาอังกฤษ หรือ “คำทับศัพท์” มาใช้ปะปนในภาษาโดยไม่จำเป็น

ตัวอย่างการใช้ภาษาต่างประเทศปะปน : ฉันชอบนั่งรถเมล์แอร์คอนดิชั่นมากกว่ารถเมล์ธรรมดา คำว่า แอร์คอนดิชั่น มาจากคำว่า air conditioner หมายถึง เครื่องปรับอากาศ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วคนมักจะเรียกกันว่า รถเมล์ปรับอากาศ ซึ่งหมายถึงรถเมล์ที่มีเครื่องปรับอากาศหรือแอร์นั่นเอง

3.การใช้ภาษาไม่กระจ่าง ไม่ชัดเจน

การใช้ภาษาไม่กระจ่าง ไม่ชัดเจน คือ การใช้ภาษาที่ไม่สามารถสื่อความหมายที่ผู้ส่งสารต้องการได้อาจเกิดจากการใช้คำที่มีความหมายกว้าง คำที่มีความหมายไม่เฉพาะเจาะจง คำที่มีความหมายขัดแย้งกัน หรือการใช้ประโยคที่ทำความเข้าใจได้หลายอย่าง

3.1 การใช้คำที่มีความหมายกว้าง

การใช้คำที่มีความหมายกว้าง คือ การใช้คำที่มีความหมายไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับความรู้สึก และความคิดเห็นของแต่ละคน

ตัวอย่างการใช้คำที่มีความหมายกว้าง : ชานยอลเอาของมาให้แบคฮยอน ประโยคนี้บกพร่องเพราะไม่ได้ระบุชัดเจนว่า “ของ” คืออะไร เพื่อให้ผู้รับสารเข้าใจควรระบุให้ชัดเจนว่าของสิ่งนั้นคืออะไร เช่น ชานยอลเอาดอกไม้มาให้แบคฮยอน

3.2 การใช้คำที่มีความหมายขัดแย้ง

การใช้คำที่มีความหมายขัดแย้ง คือ การใช้คำที่ทำให้ผู้รับสารสับสนว่าผู้พูดต้องการสื่อสารอะไร

ตัวอย่างการใช้คำที่มีความหมายขัดแย้ง :การเดินทางไปเกาะเสม็ดไม่ลำบากมากนัก เรียกได้ว่าตกทุกข์ได้ยากทีเดียว จากประโยคอาจทำให้เกิดความสับสนได้ว่าสรุปแล้ว ลำบากหรือไม่ลำบากกันแน่

3.3 การใช้ประโยคกำกวม*

การใช้ประโยคกำกวมคือ การใช้ประโยคที่สามารถตีความหายได้หลายความหมาย ทำให้สื่อสารแล้วเข้าใจไม่ตรงกัน

ตัวอย่างการใช้ประโยคกำกวม : นิดหน่อยซื้อไก่ทอดราดซอสราคาถูก“ราคาถูก” ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นส่วนขยายของคำใด จึงสามารถตีความได้ 2 แบบ

  • “ราคาถูก” ขยาย “ไก่ทอด” = ไก่ทอดที่ซื้อมามีราคาถูก
  • “ราคาถูก” ขยาย “ซอส” = ซอสที่ราดไก่ทอดมีราคาถูกอ่านเรื่อง ‘ประโยคกำกวม’

4. การใช้ภาษาไม่สละสลวย

การใช้ภาษาไม่สละสลวย คือ การใช้ภาษาที่สามารถสื่อสารได้อต่อาจเป็นภาษาที่ไม่ราบรื่น

4.1 การใช้คำฟุ่มเฟือย*

การใช้คำฟุ่มเฟือย คือ การใช้คำที่ไม่มีความหมายต่อประโยค สามารถตัดทิ้งได้ หรือการใช้คำที่มีความหมายซ้ำซ้อนกันอยู่

ตัวอย่างการใช้คำฟุ่มเฟือย : สมศรีเป็นคนเดียวที่ไม่ตายรอดชีวิตมาได้ จากประโยคมีการใช้คำที่ที่มีความหมายซ้ำซ้อนกันอยู่ คือ “ไม่ตาย” “รอดชีวิต”

4.2 การใช้คำที่ไม่คงที่

การใช้คำที่ไม่คงที่ คือ การเปลี่ยนแปลงคำคำเดียวกันในประโยค โดยไม่จำเป็น

ตัวอย่างการใช้คำไม่คงที่ : เมื่อวานนี้ไปเยี่ยมคนเจ็บที่โรงพยาบาล พบว่าคนไข้มีอาการดีขึ้นมากแล้ว จากประโยคคำว่า “คนเจ็บ” “คนไข้” จัดว่าเป็นคำที่มีความหมายเดียวกันในประโยคนั้น

4.3 การใช้สำนวนภาษาต่างประเทศ*

การใช้สำนวนภาษาต่างประเทศ คือ การใช้ประโยคภาษาไทยที่เลียนแบบวิธีการเรียบเรียงประโยคแบบสำนวนต่างประเทศในที่นี้คือ ภาษาอังกฤษ ซึ่งประโยคบกพร่องจากการใช้สำนวนภาษาต่างประเทศมีข้อสังเกต ดังนี้

1. โครงสร้างประโยค

  • โครงสร้างภาษาไทย = ประธาน (S) + กริยา (V) + กรรม (O) เช่น หัวหน้าห้องรวบรวมการบ้าน
  • โครงสร้างภาษาอังกฤษ = กรรม (O) + กริยา (V) + ประธาน (S) เช่น การบ้านถูกรวบรวมโดยหัวหน้าห้อง

2. ส่วนขยาย

ส่วนขยายในภาษาไทยจะอยู่หลังคำที่ถูกขยาย และวางชิดกับคำที่ขยาย (ยกเว้นส่วนขยายของคำที่มีกรรม) เช่น

ตัวอย่างส่วนขยายประโยคภาษาไทย : “ข้อสอบภาษาไทยเข้าใจยาก” คำขยายของประโยคนี้คือ คำว่า ยาก จะเห็นว่าอยู่ชิดกับคำกริยา ซึ่งคือคำว่า “เข้าใจ”

ตัวอย่างสำนวนภาษาต่างประเทศ : “ข้อสอบภาษาไทยยากต่อการเข้าใจ” คำขยายของประโยคนี้คือ คำว่า ยาก จะเห็นว่าอยู่ชิดกับประธาน ซึ่งคือคำว่า “ข้อสอบภาษาไทย” ซึ่งจากโครงสร้างนี้

เหมือนคำว่า ต่อการเข้าใจ มาเป็นส่วนขยายของคำว่า ยาก แทน

จากประโยคตัวอย่างทั้ง 2 รูปแบบ แม้ความหมายจะเหมือนกันแต่การวางรูปประโยคต่างกัน

3.ใช้จำนวนนับอยู่หน้าคำนาม โดยไม่ใช้ลักษณนาม

สำนวนภาษาต่างประเทศมักจะใช้จำนวนนับอยู่หน้าคำนาม โดยที่ไม่ใช้ลักษณนามเหมือนภาษาไทย ซึ่งประโยคลักษณะนี้มักจะเจอในพาดหัวข่าว

ตัวอย่างประโยคภาษาไทย :โรงแรมดัง 5 แห่งทุ่มงบตกแต่งสถานที่ใหม่ทั้งหมด

ตัวอย่างสำนวนภาษาต่างประเทศ :5 โรงแรมดังทุ่มงบตกแต่งสถานที่ใหม่ทั้งหมด

4.มีคำขยายความ

ภาษาไทยสื่อความหมายด้วยถ้อยคำกระชับรัดกุม ไม่ใช้คำฟุ่มเฟือย แต่ภาษาต่างประเทศมักจะมีคำขยายความ เช่น ให้ความ, มีความ, มีการ, ในความ, ทำความ, ทำการ

ตัวอย่างประโยคภาษาไทย : แจฮยอนรู้สึกชอบหมูกรอบ/แจฮยอนชอบหมูกรอบ

ตัวอย่างสำนวนภาษาต่างประเทศ : แจฮยอนมีความรู้สึกชอบหมูกรอบ

5.กลุ่มคำที่เป็นสำนวนภาษาต่างประเทศ

มีการใช้กลุ่มคำที่เป็นสำนวนภาษาต่างประเทศ เช่น ในอนาคตอันใกล้, เต็มไปด้วย, นำมาซึ่ง, มันเป็นอะไรที่, ในความคิดของ

ตัวอย่างประโยคภาษาไทย :ลิซ่าจะกลับมาเมืองไทยเร็วๆ นี้

ตัวอย่างสำนวนภาษาต่างประเทศ :ลิซ่าจะกลับมาเมืองไทยในอนาคตอันใกล้นี้

ตัวอย่างโจทย์ที่พบบ่อยในข้อสอบเรื่อง ประโยคบกพร่อง

  • ประโยคใดมีข้อบกพร่องเช่นเดียวกับประโยค “……..”
  • ประโยคในข้อใดบกพร่องต่างจากข้ออื่น
  • ข้อใดใช้คำถูกความหมาย
  • ข้อใดใช้คำผิดความหมาย

แจกทริค! ทำข้อสอบประโยคบกพร่อง

1. ประโยคต้องเรียงลำดับจาก ประธาน+กริยา+กรรม

2. คำต้องไม่ขัดแย้งกัน

3. คำต้องมีความหมายถูกต้อง

4. ต้องใช้สำนวนถูกต้อง

5. ไม่ใช้คำฟุ่มเฟือย

6. ประโยคต้องไม่กำกวม

7. ต้องใช้ลักษณนามให้ถูกต้อง

8. ใช้ภาษาต่างประเทศ ก็ต่อเมื่อ (1) มีคำไทยบัญญัติไว้, (2) มีบัญญัติไว้แต่ไม่นิยม

มาทดสอบความรู้กัน!

รู้จักประเภทของประโยคบกพร่องกันไปแล้ว ถึงเวลาทดสอบความเข้าใจกันแล้วค่ะ โจทย์เรื่องประโยคบกพร่องอาจจะต้องใช้การวิเคราะห์สักนิดนึง แนะนำว่าค่อยๆ อ่านตัวเลือกแล้วสังเกตดีๆ วันนี้ 2 ข้อมาให้ฝึกทำ เป็นข้อสอบ A-Level วิชาภาษาไทย จากโครงการ Dek-D’s Pre-Admission รอบธันวาคม 2564 และรอบพฤศจิกายน 2566

1.ประโยคใดมีข้อบกพร่องเช่นเดียวกับประโยค “นิกรเป็นลูกโทนคนเดียวของพ่อแม่” (โครงการ Dek-D’s Pre Admission รอบพฤศจิกายน ปี 2566)

ก. น้องแอบเล่นตัวต่อก็เลยถูกแม่่ตี

ข. สัปเหร่อเอาศพใส่เข้าไปในโลงสําหรับเก็บศพ

ค. ศิลปินวงนี้เป็นเทพบุตรจุติใหม่ในวงการเพลง

ง. มันไม่ใช่ความจริงเลยเรื่องนี้

จ. ชาวบ้านแถวนี้นิยมเลี้ยงหมู หมา และโค


2. ข้อใดใช้คำถูกความหมาย (โครงการ Dek-D’s Pre Admission รอบธันวาคม ปี 2564)

ก. สามีภรรยาคู่ไหน ๆ ในโลกก็มีปัญหาทะเลาะวิวาทกันได้ทั้งนั้น

ข. ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากทัศนวิสัยหรือนิสัยใจคอที่ไม่เข้ากัน

ค. โดยมากคนที่รู้สึกอึดอัดคับแค้นใจมากกว่ามักจะเป็นฝ่ายหญิง

ง. เพราะสังคมคาดหวังให้ผู้หญิงต้องเป็นฝ่ายเก็บงำความรู้สึกเอาไว้

จ. ทั้งที่ต่างฝ่ายต่างก็ต้องรู้จักปรับตัวใช้สติและภูมิปัญญาแก้ปัญหา

น้องๆ คิดว่าแต่ละข้อคำตอบไหนถูกต้อง คอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

สำหรับคอลัมน์ ‘รู้ไว้เผื่อออกสอบ’ วิชาภาษาไทย บทความต่อไปจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ฝากติดตามกันด้วยนะคะ หรือถ้าน้องๆ มีเรื่องราวน่าสนใจเรื่องไหน ที่อยากให้นำมาเล่า หรือแจกทริคการจำ ก็สามารถคอมเมนต์เอาไว้ด้านล่างได้เลย!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...