โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เจาะเบื้องหลัง STX เจ้าของธุรกิจเหมืองหิน รายเดียวในตลาดหุ้นไทย

Share2Trade

อัพเดต 06 ส.ค. 2568 เวลา 07.06 น. • เผยแพร่ 05 ส.ค. 2568 เวลา 07.00 น. • Share2Trade
STX หน้าปกเว็บ.jpg

จำกันได้หรือไม่ว่า เมื่อในช่วงเดือนเม.ย.ปีที่แล้ว มีบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอที่ประกอบธุรกิจไม่เหมือนกับใคร ที่เข้าซื้อขายในตลาดหุ้นเป็นครั้งแรกนั่นก็คือ บริษัท สโตนวัน จำกัด (มหาชน) หรือ STX

แล้ว “สโตนวัน” หรือ STX ทำธุรกิจอะไร ผลประกอบการเป็นอย่างไร โอกาสทางธุรกิจที่มีในอนาคตจะมากน้อยขนาดไหน เราจะพาไปหาคำตอบ

โดย บริษัท สโตนวัน จำกัด (มหาชน) หรือ STX ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์หินอุตสาหกรรมเพื่อการก่อสร้าง และแร่โดโลไมต์ หรือเรียกง่ายๆก็คือเป็นเจ้าของธุรกิจเหมืองหินรายแรก และรายเดียวในตลาดหุ้นไทย

STX มีเหมืองหินที่อยู่ในการดูแลทั้งสิ้น 3 แห่งได้แก่ที่ 1.เหมืองหินแกรนิต จังหวัดชลบุรี 2.เหมืองหินปูน และแร่โดโลไมต์ จังหวัดราชบุรี และล่าสุดได้เข้าซื้อเหมืองหินปูน ที่จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นเหมืองหินแห่งที่สามของ STX

โดย STX มีสัดส่วนรายได้หลักมาจากยอดขายหินแกรนิต จำนวน 47% และหินปูน 40% และส่วนที่เหลือเป็นแร่โดโลไมต์ 20% ซึ่งในอนาคต STX วางเป้าหมายที่จะเพิ่มยอดขายแร่โดโลไมต์ให้เพิ่มขึ้นเนื่องจากมีมาร์จิ้นที่สูงกว่า

แล้วรู้หรือไม่ว่าทำไม STX จะต้องมีเหมืองในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี หากสังเกตให้ดีจะรู้ว่าโลเคชั่นเหมืองหินของ STX นั้น ตั้งอยู่ทำเลที่จะสามารถขนส่งหินเข้ามาในหัวเมืองใหญ่ของประเทศได้

ซึ่งจะเห็นได้ว่าการขยายตัวด้านการก่อสร้างของไทยมักจะขยายตัวในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้หิน และปูนเข้ามาก่อสร้าง ซึ่งทำให้การขนส่งหินของ STX ทำได้ง่าย และรวดเร็ว

อีกจุดที่น่าสนใจของ STX ในธุรกิจเหมืองหินก็คือ ราคาหินปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกปี เนื่องจากต้นทุนคือค่าคนงาน ค่าขนส่ง ค่าน้ำมัน ซึ่งต้นทุนทุกอย่างปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกปี จึงส่งผลให้ราคาหินก็ปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ทั้งนี้หากย้อนดูผลประกอบการของ STX จะพบว่ามีรายได้และกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2566 มีรายได้ จำนวน 371 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 38 ล้านบาท

ขณะที่ในปี 2567 มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 456 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 51 ล้านบาท และในไตรมาส 1/68 มีรายได้จำนวน 110 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิแล้วกว่า 41 ล้านาท

สำหรับแผนในปี 2568 ดร.จเรรัฐ ปิงคลาศัย ประธานกรรมการบริหาร STX ระบุว่า หากดูอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในไทยมีโอกาสที่จะเติบโตน้อยกว่าในปีที่ผ่านมา ดังนั้นจะส่งผลให้ภาคการก่อสร้างจะเติบโตได้ไม่มาก

แต่อย่างไรก็ตามโครงการเมกะโปรเจกต์ของภาครัฐไม่ลดลงเลย มีแต่จะเร่งตัวขึ้น เนื่องจากทางภาครัฐมีความต้องการเร่งการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงคาดว่าผลประกอบการจะเติบโตมากขึ้นกว่าปีก่อน

ขณะที่แผนธุรกิจใน 3-5 ปีข้างหน้า ดร.จเรรัฐ เล่าว่า STX มีความต้องการที่จะเป็นผู้ผลิตหินอันดับต้นๆของประเทศไทย ซึ่งจะต้องมีจำนวนเหมืองหินให้เพิ่มมากขึ้น

โดยหลังจากที่เข้าในตลาดหลักทรัพย์ฯแล้วนั้นรูปแบบของการระดมทุนในด้านต่างๆจะสามารถทำได้ง่ายขึ้น ซึ่งทำให้หากบริษัทมีเหมืองหินใหม่ที่จะเข้าลงทุนในอนาคต จะสามารถดำเนินการได้เร็วขึ้น โดยวางเป้าหมายในช่วง 3-5 ปีข้างหน้าบริษัทจะมีเหมืองรวมทั้งสิ้น 5 แห่ง

นอกจากนี้ นักลงทุนรู้หรือไม่ว่า STX ยังได้เดินหน้า ESG ควบคู่กับการขยายตัวทางธุรกิจ กลุ่มบริษัทได้รับรองอุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 3 ระบบสีเขียว (Green System) ในปี 2567 กลุ่มบริษัทได้รับรางวัลรักษามาตรฐานเหมืองแร่สีเขียว (Green Mining Award) ประเภทเหมืองแร่และโรงโม่หิน

รวมถึงสถานประกอบการตามมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR-DPIM) จากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ โดยได้รับทั้ง STX และบริษัท ราชบุรี เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (บริษัทย่อย)

เรื่องราวทั้งหมดนี้คงจะพอสรุปได้ว่า STX เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ที่น่าสนใจ เพราะเป็นธุรกิจที่ไม่เหมือนกับใคร และมีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่องจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ เพราะ “หิน” คือต้นน้ำของการก่อสร้าง

เจาะเบื้องหลัง-STX_S2T.jpg
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...