ICC ออกหมายจับผู้นำตาลีบันข่มเหงเด็ก-สตรี
ศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC เปิดเผยว่า นายไฮบาตุลเลาะห์ อาคุนด์ซาดา ผู้นำสูงสุดของกลุ่มตาลีบัน และนายอับดุล ฮากิม ฮักกานี ผู้พิพากษาสูงสุดของอัฟกานิสถาน ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ จากสิ่งที่พวกเขากระทำต่อผู้หญิงและเด็กหญิง นับตั้งแต่ยึดอำนาจในปี 2021 ซึ่งในตอนนั้น พวกเขาบังคับใช้ข้อจำกัดมากมาย รวมถึงห้ามเด็กอายุเกิน 12 ปี ไม่ให้เข้าถึงการศึกษา และห้ามผู้หญิงไม่ให้ประกอบอาชีพมากมาย นอกจากนี้พวกเขายังจำกัดระยะทางที่ผู้หญิงสามารถเดินทางคนเดียวโดยไม่มีผู้ชายไปด้วย และห้ามส่งเสียงดังในที่สาธารณะ
แถลงการณ์ของ ICC ระบุว่า ในขณะที่ตาลีบันบังคับใช้กฎและข้อบังคับต่างๆ กับประชากรทั้งหมด พวกเขาเจาะจงมุ่งเป้าไปที่ผู้หญิงและเด็กหญิงเป็นพิเศษ เป็นการพรากสิทธิและเสรีภาพพื้นฐานไปจากพวกเธอ ซึ่งสหประชาชาติ หรือ UN เคยระบุว่า มาตรการของตาลีบันเทียบเท่ากับการเลือกปฏิบัติทางเพศอย่างเป็นระบบ
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลตาลีบัน เคยระบุว่า พวกเขาเคารพสิทธิของผู้หญิง โดยสอดคล้องกับกฎหมายอิสลาม “ชาริอะห์” และวัฒนธรรมอัฟกันตามที่พวกเขาตีความ
สำหรับนายอาคุนด์ซาดา เข้าร่วมในการต่อสู้ต่อต้านการรุกรานของสหภาพโซเวียตในยุค 80 ก่อนขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดของกลุ่มตาลีบันในอัฟกานิสถานเมื่อปี 2013 และเป็นผู้นำอัฟกานิสถาน ซึ่งพวกเขาเรียกว่า รัฐอิสลามอัฟกานิสถาน ตั้งแต่กองกำลังต่างชาตินำโดยสหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากประเทศในเดือนสิงหาคม 2021
ส่วนนายฮักกานีเป็นคนสนิทของนายมุลเลาะห์ โอมาร์ ผู้ก่อตั้งกลุ่มตาลีบัน และเป็นผู้แทนของกลุ่มตาลีบันในการเจรจากับสหรัฐฯ เมื่อปี 2020
ทั้งนี้ ICC เป็นหน่วยงานที่คอยสืบสวนและดำเนินคดีอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ อาชญากรรมสงคราม และเข้าแทรกแซงตอนที่ผู้มีอำนาจของประเทศไม่ถูกดำเนินคดี หรือไม่สามารถถูกดำเนินคดีได้
อย่างไรก็ตาม ICC ไม่มีกองกำลังตำรวจเป็นของตัวเอง และต้องพึ่งพาชาติสมาชิกดำเนินการจับกุมให้ ICC
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- รัสเซียยอมรับรัฐบาลตาลีบันเป็นประเทศแรกในโลก เห็นโอกาสดีเพื่อพัฒนาสัมพันธ์
- อังกฤษแต่งตั้งผู้หญิงเป็นผู้นำหน่วย MI6 คนแรกในประวัติศาสตร์
- งานวิจัยเผย ผู้หญิงที่ประกอบอาชีพอิสระ เสี่ยงเกิดโรคหัวใจ ได้น้อยกว่าผู้หญิงที่ทำงานในระบบลูกจ้าง
- ข่าวนี้จริงไหม….เตือนภัยผู้หญิง อย่ายืนปัสสาวะช่วงอาบน้ำ เสี่ยงไตวาย ?
- สังหารเพราะ "เกลียดผู้หญิง" กระแสวิปริตที่เริ่มระบาด จากกรณีพุ่งเป้าสังหารอินฟลูเอนเซอร์สาวในลาตินอเมริกา