โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ภาษีอินฟลูฯ-ยูทูบเบอร์ มีรายได้มาจากไหน คำนวณยื่นเสียภาษีอย่างไร

เดลินิวส์

อัพเดต 09 มิ.ย. 2568 เวลา 17.01 น. • เผยแพร่ 09 มิ.ย. 2568 เวลา 09.12 น. • เดลินิวส์
รู้หรือไม่! 'ยูทูบเบอร์-อินฟลูเอนเซอร์' มีรายได้มาจากที่ได้บ้าง ต้องยื่นเสียภาษี วิธีการคำนวณภาษีอย่างไร

ในยุคสื่อสังคมออนไลน์ โซเชียลมีเดียกำลังเป็นที่นิยม และใช้ช่องทางดิจิทัลมีเดียสร้างรายได้ หลายคนกำลังสงสัยว่าอาชีพอย่าง Youtuber (ยูทูบเบอร์) และ Influencer (อินฟลูเอนเซอร์) รวมไปถึงคอนเทนต์ครีเอเตอร์ รายได้มาจากไหนบ้าง และต้องยื่นแบบเสียภาษีหรือไม่ เสียภาษีอย่างไร

ยูทูบเบอร์ อินฟลูเอนเซอร์ รายได้ส่วนใหญ่มาจากที่ไหนบ้าง?

  • ส่วนแบ่งค่าโฆษณาจากการนำโฆษณามาวางในช่องโซเชียลมีเดีย, รายได้จากจำนวนคนเข้าชมคลิป, รายได้จากการสมัครสมาชิก
  • รับจ้างรีวิวสินค้าหรือบริการ
  • รับจ้างโชว์ตัวตามงานอีเวนต์ต่างๆ
  • รายได้จากการขายสินค้า หรือบริการ หรือสิ่งของที่ซื้อมาขายไป

เมื่อมีรายได้ ต้องมีหน้าที่เสียภาษี ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ใช้เวลาว่างในการเป็นยูทูบเบอร์ หรืออินฟลูเอนเซอร์ หรือทำเป็นอาชีพหลัก ต้องนำรายได้ทั้งหมดมารวมคำนวณภาษี

รายได้จากส่วนแบ่งค่าโฆษณา

ไม่ว่าจะเป็น จำนวนคนเข้าชมคลิป หรือ ระบบเมมเบอร์ภายในช่องของตัวเอง ถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 หรือมาตรา 40(8)

รายได้จากการรับจ้างรีวิวสินค้าหรือบริการ แบ่งออกเป็น 2 กรณีคือ

  • อินฟลูเอนเซอร์ที่ทำทุกอย่างคนเดียว ไม่มีออฟฟิศ ไม่มีลูกจ้างหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 2 หรือ มาตรา 40(2) สามารถยื่นแบบแสดงภาษีเงินได้ประจำปี โดยคำนวณหักค่าใช้จ่ายได้ 50% ไม่เกิน 100,000 บาท
  • อินฟลูเอนเซอร์ที่มีรายได้และมีรายจ่ายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ลูกจ้าง, ค่าจ้างตากล้อง, ช่างแต่งหน้า ทำผม ค่าสถานที่ในกรณีที่ต้องถ่ายรีวิวสินค้า ฯลฯ ถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 หรือ มาตรา 40(8) สามารถยื่นแบบแสดงภาษีเงินได้ประจำปี โดยสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ตามที่จ่ายจริง และจะต้องใช้หลักฐานค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อแสดงตอนยื่นภาษีให้ครบด้วย

รายได้จากรับจ้างโชว์ตัวตามงานอีเว้นท์ต่างๆ แบ่งออกเป็น 2 กรณีคือ

  • อินฟลูเอนเซอร์ที่ทำทุกอย่างคนเดียว ไม่มีสำนักงาน ไม่มีลูกจ้างหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 2 หรือ มาตรา 40(2) สามารถยื่นแบบแสดงภาษีเงินได้ประจำปี โดยคำนวณหักค่าใช้จ่ายได้ 50% ไม่เกิน 100,000 บาท
  • อินฟลูเอนเซอร์ที่มีรายได้และมีรายจ่ายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ลูกจ้าง, ค่าจ้างตากล้อง, ช่างแต่งหน้า ทำผม ค่าสถานที่ในกรณีที่ต้องถ่ายรีวิวสินค้า ฯลฯ ถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 หรือ มาตรา 40(8) สามารถยื่นแบบแสดงภาษีเงินได้ประจำปี โดยสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ตามที่จ่ายจริง และจะต้องมีหลักฐานค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อแสดงตอนยื่นภาษีให้ครบด้วย

ทั้งนี้ กรมสรรพากรได้กำหนดขอบเขตของการโชว์ตัวที่เข้าข่ายเป็น เงินได้ประเภท 8 ไว้ว่า ต้องอยู่ในลักษณะของ การแสดงของนักแสดงละคร ภาพยนตร์ วิทยุหรือโทรทัศน์ นักร้อง นักดนตรี นักกีฬาอาชีพ หรือนักแสดงเพื่อความบันเทิงอื่นๆ จะสามารถหักค่าใช้จ่ายในอัตราเหมาๆ ได้ดังนี้

  • (ก) เงินได้ส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท 60%
  • (ข) เงินได้ส่วนที่เกิน 300,000 บาท 40%

โดยการหักค่าใช้จ่ายตาม (ก) และ (ข) รวมกันต้องไม่เกิน 600,000 บาท

รายได้จากการขายสินค้า / บริการของตนเอง หรือสิ่งของซื้อมาขายไปต่างๆ

ในกรณีที่คุณเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่มีรายได้จากการขายสินค้า (ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการแบรนด์ตัวเอง หรือสิ่งของที่ซื้อมาขายไป) กรมสรรพากรถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 หรือ มาตรา 40(8) สามารถยื่นแบบแสดงภาษีเงินได้ประจำปี โดยคำนวณหักค่าใช้จ่ายในอัตราเหมา 60% และต้องมีหลักฐานค่าใช้จ่ายต่างๆ แสดงตอนยื่นภาษีให้ครบด้วย

เป็นอินฟลูเอนเซอร์ มีรายได้หลายทาง คำนวณภาษีอย่างไรดี?

แน่นอนว่าการเป็นอินฟลูเอนเซอร์ย่อมมีรายได้เข้ามามากกว่า 1 ช่องทาง ส่งผลให้การคำนวณภาษีของเหล่าอินฟลูฯ มีความซับซ้อนกว่าพนักงานประจำที่มีรายได้ช่องทางเดียว ซึ่งกรมสรรพากรได้กำหนดการ คำนวณภาษีของนักรีวิว อินฟลูเอนเซอร์ ไว้ 2 วิธี คือ

1.คำนวณภาษีจากเงินได้สุทธิ

เงินได้ (รายได้ที่ได้รับตลอดทั้งปีภาษี (1 มกราคม-31 ธันวาคม)) - ค่าใช้จ่ายส่วนตัว (100,000 บาท) - ค่าลดหย่อนส่วนตัว (60,000 บาท) = เงินได้สุทธิ (ยกเว้นเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรก) x อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (5-35%) = ภาษีที่ต้องจ่าย

2.คำนวณภาษีจากเงินได้พึงประเมิน

จำนวนภาษี = เงินได้พึงประเมิน (รายได้ทุกช่องทาง) x 0.5%

รู้ได้อย่างไรว่า ต้องคำนวณภาษีแบบไหน?

ยูทูบเบอร์ หรือ อินฟลูเอนเซอร์ ที่ยังสับสนอยู่ว่า ควรเลือกคำนวณภาษีแบบใดถึงจะรู้ว่าจ่ายภาษีถูกต้องนั้น คู่มือของกรมสรรพากรระบุไว้ว่า ให้ทำการเปรียบเทียบจำนวนภาษีตามวิธีที่ 1 และ 2 (ที่กล่าวมาข้างต้น) และเสียภาษีตามวิธีที่คำนวณได้มากกว่า

  • ถ้าเงินได้พึงประเมินไม่เกิน 100,000 บาท ไม่ต้องคำนวณภาษี
  • ถ้าคำนวณภาษีตามวิธีที่ 2 แล้วมีภาษีไม่เกิน 5,000 บาท ได้รับการยกเว้นภาษีวิธีที่ 2 (แต่ยังต้องเสียภาษีตามวิธีที่ 1)
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...