หุ้นไทยวันนี้ แกว่งในกรอบ 1,200-1,230 จุด ไร้ปัจจัยใหม่ เกาะติดดีลเจรจา”ทรัมป์-สีจิ้นผิง”-ตัวเลข PPI-ยอดค้าปลีกสหรัฐ
หุ้นไทยวันนี้ 15 พ.ค. นักวิเคราะห์คาดแกว่งตัวในกรอบ 1,200-1,230 จุด รับข่าวประธานาธิบดีทรัมป์อาจจะเข้าพบประธานาธิบดีสีจิ้นผิงเพื่อพูดคุยข้อสรุปสงครามการค้า ส่วนในประเทศยังไม่มีปัจจัยใหม่ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตช้าลง ติดตามตัวเลข PPI และยอดค้าปลีกเดือน เม.ย.ของสหรัฐคืนนี้
วันที่ 15 พฤษภาคม 2568 บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุว่า เมื่อวานตลาดระหว่างวันมีช่วงอ่อนตัวลง ไปทำจุดต่ำสุดที่ 1,207 จุด ก่อนรีบาวด์ขึ้นมาปิดบวก 2.32 จุด แต่แรงซื้อเป็นผลมากจาก DELTA ถึง 7 จุด หากไม่รวมตลาด -4.68 จุด ระยะสั้นยังเป็นการพักฐานหลังขึ้นต่อเนื่อง คาดว่าเป็นการสร้างฐานต่อ โดยการอ่อนตัวลงมีแนวรับหลักที่ 1,205/1,200-1,195 จุด ต้องไม่หลุดต่ำกว่าจะเป็นการสร้างฐานเพื่อรอขึ้น ส่วนการปรับตัวขึ้นมีแนวต้านที่ 1,225/1,235 จุด ผ่านได้จะกลับมาแกว่งตัวขึ้นรอบใหม่
ช่วงสั้นมอง SET จะปรับตัวขึ้นสอดคล้องกับตลาดหุ้นทั่วโลก เนื่องจากคลายความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้า หลังสหรัฐและจีนบรรลุข้อตกลงปรับลดภาษีศุลกากรระหว่างกันเป็นเวลา 90 วัน อย่างไรก็ดีคาด SET ยังมีUpside จํากัด หลังปรับตัวขึ้นมาสะท้อนความคาดหวังเชิงบวกจากการเจรจาทางการค้าไปก่อนหน้านี้จนทําให้ดัชนียืนเหนือระดับ 1,200 จุด สูงกว่าก่อนเกิดเหตุการณ์ ปธน. ทรัมป์ประกาศภาษีศุลกากรตอบโต้ประเทศคู่ค้าไปแล้ว
อีกทั้งในประเทศยังต้องติดตามการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับไทยที่ยังไม่มีความคืบหน้า และการเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายประกาศงบ 1Q68 ของหุ้น Real Sector ทําให้บรรยากาศลงทุนน่าจะยังเป็นไปอย่างระมัดระวัง โดยมองมีแนวต้านสําคัญบริเวณ 1,250 จุด ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงคงแนะนําให้ “Selective Buy”
นายกรภัทร วรเชษฐ์ หัวหน้าสายงานวิจัย บล.กรุงศรี กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดดัชนีแกว่งตัวในกรอบแคบ ตอบรับข่าวประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ อาจเข้าพบ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน เร็ว ๆ นี้ เพื่อหาข้อสรุปสงครามการค้าสหรัฐ-จีน หลัง 2 ประเทศได้ข้อตกลงลดกำแพงภาษีชั่วคราวไปแล้ว
ขณะที่ในประเทศ ตอนนี้ยังไร้ปัจจัยใหม่ให้ติดตาม ท่ามกลางบรรยากาศเศรษฐกิจที่เริ่มเติบโตช้าลง พร้อมให้แนวต้าน 1,230 จุด แนวรับ 1,207 จุด
ด้านบล.ฟินันเซีย ไซรัส คาด SET Index จะแกว่งไซด์เวย์ ในกรอบ 1,210-1,225 จุดหลังจากตอบรับเชิงบวกต่อสงครามการค้าที่ผ่อนคลายลงไปมากพอสมควรแล้ว ขณะที่ระยะสั้นยังไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามากระตุ้น โดยรอติดตามตัวเลขเงินเฟ้อ PPI และยอดค้าปลีกเดือน เม.ย.ของสหรัฐคืนนี้ โดยหากตัวเลขยังออกมาในเชิงบวกอย่างเช่น CPI ในช่วงต้นสัปดาห์ จะเป็นปัจจัยหนุนสินทรัพย์เสี่ยงให้ฟื้นตัวต่อไประยะสั้น จากแรงกดดันต่อธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ในการดำเนินนโยบายการเงินที่ลดลง
ขณะที่ความคาดหวังเชิงบวกต่อดีลการค้าระหว่างสหรัฐและประเทศต่าง ๆ ยังเป็นปัจจัยหนุนและทำให้ตลาดประเมินความเสี่ยง Recession ของเศรษฐกิจสหรัฐต่ำลงจากเดือนก่อน สำหรับไทยมีการเปิดเผย 5 ข้อเสนอทางการค้าจูงใจสหรัฐฯซึ่งต้องดูว่าจะได้คิวเจรจาการค้าเมื่อไร
ด้านผลประกอบการไตรมาส 1/68 ของบจ. ล่าสุดเท่าที่ประกาศออกมาแล้ว โดยรวมดีกว่าตลาดคาดราว 6% ซึ่งนำโดยหุ้นขนาดใหญ่เป็นหลัก ทำให้ภาพรวม Bloomberg EPS ของ SET ปัจจุบันยังทรงตัวที่ราว 90 บาท หลังจากถูกปรับลงจากเดือนก่อนที่ราว 93 บาท ยังมองการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการใช้จ่ายจะยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อแนวโน้มกำไรบจ.ในไตรมาส 2/68 ถึงครึ่งหลังปี 68รวมถึงจำกัด Upside ของ SET Index มากขึ้น จึงยังเน้นเลือกหุ้นที่มีแนวโน้มกำไรแข็งแกร่งและมั่นคง โดยเฉพาะสินค้าบริการจำเป็นที่ราคายัง Laggard กว่าตลาด ซึ่งมีโอกาสกลับมา Outperform หลัง SET ฟื้นตัวจาก Low มาแล้วราว 16%
บล.พาย ประเมิน SET INDEX เคลื่อนไหวในกรอบ 1,200 – 1,220 จุด ทั้งนี้ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนยังคงแนะลดพอร์ตการลงทุนเช่นเดิมเพราะปัจจัยพื้นฐานไทยที่ยังอ่อนแอ แม้จะมีข่าวเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯกับนานาประเทศแต่ก็เป็นเพียงชั่วคราวและอาจกลับมาขึ้นภาษีอีกก็เป็นไปได้ หรือในอีกมุมหนึ่งก็คือภาษีการมีกำแพงภาษีระหว่างกันมิใช่เรื่องที่ดีต่อการค้าโลกหรือเศรษฐกิจโลก (แท้จริงแล้วภาษีนำเข้าระดับ 10 – 30% ก็ยังเป็นระดับที่สูง)
อย่างไรก็ตามนักลงทุนระยะสั้นอาจเลือกเก็งกำไรในหุ้นที่ผลประกอบการรายงานออกมาดี อาทิ CPALL AMATA OSP CPF