ได้เปลี่ยนเป็นรัก | มี E-book + จองเล่ม
ข้อมูลเบื้องต้น
E-book พร้อมโหลดทั้งที่ Dek-D และ meb
https://novel.dek-d.com/ebook/32824/
cr. รูปอิมเมจเกิดจากการเจนเอไอค่ะ
++++++
เจ็บกว่าการเป็นตัวเลือก คือเป็นให้แล้ว แต่ก็ยังไม่ถูกเลือก
+
เขาเติบโตมากับความเงียบเย็น…ส่วนเธอเป็นแสงอุ่นในวันที่โลกหม่นที่สุดของเขา
+
ภีมะ ชายหนุ่มผู้เย็นชาและไร้ทางเชื่อมโยงกับคำว่า ‘ครอบครัว’ ชีวิตของเขาคือระเบียบ ความเงียบ และความโดดเดี่ยวที่กลายเป็นความเคยชิน แต่เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งก้าวเข้ามา พร้อมรอยยิ้มอบอุ่นและหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ต่อความเจ็บปวด โลกของเขาก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
อิงดาว หญิงสาวผู้เลือกเดินออกจากความรักที่พังทลาย เพราะเธอรู้ว่า…หัวใจของผู้เป็นแม่ ต้องเข้มแข็งให้มากพอสำหรับสองคน เธอไม่ร้องไห้ให้ใครเห็น ไม่โทษโชคชะตา มีเพียงลูกน้อยในอ้อมแขนและความหวังในวันพรุ่งนี้
เขาไม่เคยเรียนรู้วิธี ‘รัก’ ใครอย่างอ่อนโยน เธอคือบทเรียนแรก
และอาจเป็นบทเดียวในชีวิตที่เขาอยากเรียนรู้ไปตลอด
บางความรัก…ไม่ได้เกิดจากการรักกันตั้งแต่ต้น
แต่อาจเป็นการค่อยๆ เปลี่ยนใจ…จนกลายเป็นรัก
ดั่ง 'ได้เปลี่ยนเป็นรัก' เรื่องราวของหัวใจสองดวงที่แตกต่าง
แต่เติบโตไปพร้อมกัน…ด้วยความรัก
++++
“เธอบอกจะเลี้ยงลูกเอง? รับผิดชอบลูกคนเดียวได้?”
“ค่ะ” ตอบสั้นๆ แต่หนักแน่นเกินกว่าคำพูดใด
ภีมะหัวเราะในลำคอเบา ๆ แววตานั้นไม่รู้ว่าเย้ยเธอหรือเย้ยตัวเองกันแน่
“พูดจริง…หรือแค่อวดดี?”
อิงดาวเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่นั้นวาววับด้วยน้ำใสที่เธอพยายามกั้นไว้สุดแรง น้ำตาของความปวดร้าว ความรักที่ไม่เคยได้ตอบกลับ และการยอมรับในโชคชะตาที่เลือกแล้วจะไม่หันกลับ
“พูดจริงสินะ”
คำพูดนั้นเหมือนจะถามย้ำให้เธอเปลี่ยนใจ แต่สายตาเธอบอกว่าไม่
“งั้นก็ตามนั้น” เขากระชากเสียงเบาอย่างผิดหวังในคำตอบของหญิงสาว เดินไปหยิบเสื้อคลุม พลางถาม “พรุ่งนี้จะไปฝากท้อง?”
“ค่ะ” ในคำตอบมีความคาดหวัง อยากได้ยินว่าเขาจะไปกับเธอด้วย จึงเผลอมองอีกฝ่ายอย่างอ้อนวอนและขอร้องให้เขาเปลี่ยนความตั้งใจ
“ก่อนจะไป แวะไปเซ็นใบหย่าให้พี่ด้วย”
คำนั้นเหมือนมีดที่กรีดซ้ำลงบนหัวใจของหญิงสาว
“คุณภีม…”
“คุยกันไว้แล้ว” พูดสวนขึ้นทันที เหมือนไม่อยากฟังสิ่งที่อีกคนจะบอก “พี่ไม่ได้อยากมีลูก ไม่คิดจะเปลี่ยน ไม่เสียสละชีวิตเพื่อคนที่ยังไม่เคยเห็นหน้าหรอก เราเคยคิดตรงกันถึงได้แต่งงาน แต่เธอเปลี่ยนใจ พี่ก็เคารพการตัดสินใจนั้นแล้วไง จะเอาอะไรอีก!
++++++
E-book Dek-D https://novel.dek-d.com/ebook/32824/
บทนำ
cr. อิมเมจตัวละครเกิดจากการเจนเอไอค่ะ
บทนำ
+++++++++++
ณ คอนโดหรูริมโค้งน้ำเจ้าพระยา แสงไฟจากตึกสูงสะท้อนผิวน้ำยามค่ำคืนเป็นประกายระยิบระยับ เสียงนาฬิกาแขวนบนผนังยังคงเดินต่อไปไม่หยุด ติ๊ก…ต่อก…ติ๊ก…ต่อก แต่ภายในห้องกว้างกลับเงียบงัน ราวกับช่วงเวลานี้ถูกแช่แข็งไว้ พร้อมกับหัวใจของใครบางคนที่แตกสลายอย่างเงียบเชียบ
…ห้องของเขา
…บ้านของเธอ
…เรือนหอของคนที่ไม่ได้รักกัน
หรืออาจไม่มีคำนิยามไหนที่เหมาะกับสถานที่แห่งนี้อีกต่อไป
เพราะหลังจากค่ำคืนนี้ ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป…ตลอดกาล
‘อิงดาว นฤนาทเดโช’ นั่งนิ่งอยู่บนโซฟาหนังสีเข้ม แผ่นหลังตั้งตรงดุจหญิงสาวผู้ไม่เคยยอมแพ้ ใบหน้าหันเฉียงมองกระจกใสบานใหญ่ที่เผยให้เห็นกรุงเทพฯ นครที่ไม่เคยหลับไหล แต่ในแววตาของเธอกลับเงียบงันและว่างเปล่า…
มือของเธอวางแผ่วเบาบนหน้าท้อง ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงใดๆ แต่เธอรู้ว่าเวลานี้มีชีวิตน้อยๆ ได้เกิดขึ้นแล้วในนั้น ชีวิตน้อยๆ ที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจของเธอ เพื่อเดิมพันชีวิตคู่ไปในทางที่ดีขึ้น แต่มันกลับไม่ได้เป็นอย่างที่คาดหวัง
เธอไม่ร้องไห้ ไม่โวยวาย ไม่โทษใคร มีเพียงความเงียบที่ถูกสลักลึกลงในแววตา แววตาของหญิงสาวในตอนนี้ไม่ใช่สายตาของคนอ้อนวอน หรือร้องขอความเห็นใจจากผู้ชายที่เธอแต่งงานด้วย แต่เป็นสายตาของคนที่ ‘เลือกแล้ว’ และตัดสินใจจะปกป้องอีกชีวิตให้ดีที่สุด แม้จะต้องเดินทางไปโดยลำพัง
ในเวลาเดียวกันนั้น…
‘ภีมะ นฤนาทเดโช’ ยืนอยู่ในห้องแต่งตัวภายในห้องนอนใหญ่ ห้องที่เต็มไปด้วยความเงียบชนิดที่ได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นเบา ๆ ในอก เขายืนมองเงาของตัวเองในกระจกบานใหญ่ ดวงตาคมเข้มไร้อารมณ์สะท้อนความรู้สึกที่แสนเย็นชา หรืออาจจะเรียกให้ถูกก็คือ ‘กลวงเปล่า’
ในกระจกสะท้อนภาพชายหนุ่มที่ใครๆ ว่า ‘เพียบพร้อม’ หน้าตา สมอง ชื่อเสียง ชาติตระกูล และทรัพย์สินที่ล้นมือ เขาเติบโตมากับความคาดหวัง พ่อแม่ของเขาแยกทาง มีเขาเป็นส่วนเกิน เป็นรอยด่างของชีวิต ไม่มีใครอยากพูดถึง เขาเคยเฝ้ารอพ่อและแม่ แต่ก็ผิดหวังซ้ำๆ
สายตาคนรอบตัวมองเขาอย่างสงสาร นานเข้าเขาเห็นมันเป็นความเวทนา เขาเกลียดแววตาอย่างนั้น แต่ก็ยังคาดหวังว่าพ่อแม่จะกลับมา แต่เก็บมันไว้ในใจ แสดงออกว่าตัวเองไม่แคร์ ไม่เคยเฝ้ารอ ไม่แสดงออกทางสีหน้าให้คนรู้ว่าจิตใจเขาเดียวดายแค่ไหน
ด้วยภีมะเติบโตมากับการขาด ไม่ใช่แค่ความรักจากพ่อแม่ที่หย่าร้างและแยกย้ายกันไปสร้างครอบครัวใหม่โดยไม่เหลียวแลเขา แต่เขายังถูกคนรักเก่าหักหลัง ผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาเคยเชื่อว่าคือความหวัง คือรอยยิ้ม คือสายน้ำในวันที่ใจเขาแห้งผาก เคยให้รักสุดหัวใจ แต่เธอกลับทิ้งเขาไปเพื่อผู้ชายอีกคนที่ ‘มีพร้อมกว่า’
ความผิดหวังครั้งนั้นทำให้ภีมะไม่เคยให้ใจกับใครไปเต็มร้อย
ไม่ยอมให้อะไรหรือใครมีอิทธิพลต่อความรู้สึกของเขาอย่างที่เคยให้
ไม่ว่าจะเป็นคนคบหา…หรือแม้แต่ ‘ภรรยา’
ที่เขาแต่งงานด้วยเพราะคำว่า ‘ควร’ มากกว่าคำว่า ‘รัก’
เสียงลมหายใจของภีมะหนักขึ้น ก่อนจะผลักประตูออกจากห้องทำงาน เดินเข้าสู่ห้องนั่งเล่นที่ยังคงเงียบงัน อิงดาวยังนั่งอยู่ที่เดิม เธอกอดหน้าท้องของตัวเองไว้แน่น แม้ไม่มีน้ำตาไหลออกมา แต่ภาพนั้นกลับกระแทกใจเขาอย่างประหลาด
“เธอบอกจะเลี้ยงลูกเอง? รับผิดชอบลูกคนเดียวได้?”
“ค่ะ” ตอบสั้นๆ แต่หนักแน่นเกินกว่าคำพูดใด
ภีมะหัวเราะในลำคอเบา ๆ แววตานั้นไม่รู้ว่าเย้ยเธอหรือเย้ยตัวเองกันแน่
“พูดจริง…หรือแค่อวดดี?”
อิงดาวเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่นั้นวาววับด้วยน้ำใสที่เธอพยายามกั้นไว้สุดแรง น้ำตาของความปวดร้าว ความรักที่ไม่เคยได้ตอบกลับ และการยอมรับในโชคชะตาที่เลือกแล้วจะไม่หันกลับ
“พูดจริงสินะ”
คำพูดนั้นเหมือนจะถามย้ำให้เธอเปลี่ยนใจ แต่สายตาเธอบอกว่าไม่
“งั้นก็ตามนั้น” เขากระชากเสียงเบาอย่างผิดหวังในคำตอบของหญิงสาว เดินไปหยิบเสื้อคลุม พลางถาม “พรุ่งนี้จะไปฝากท้อง?”
“ค่ะ” ในคำตอบมีความคาดหวัง อยากได้ยินว่าเขาจะไปกับเธอด้วย จึงเผลอมองอีกฝ่ายอย่างอ้อนวอนและขอร้องให้เขาเปลี่ยนความตั้งใจ
“ก่อนจะไป แวะไปเซ็นใบหย่าให้พี่ด้วย”
คำนั้นเหมือนมีดที่กรีดซ้ำลงบนหัวใจของหญิงสาว
“คุณภีม…”
“คุยกันไว้แล้ว” พูดสวนขึ้นทันที เหมือนไม่อยากฟังสิ่งที่อีกคนจะบอก “พี่ไม่ได้อยากมีลูก ไม่คิดจะเปลี่ยน ไม่เสียสละชีวิตเพื่อคนที่ยังไม่เคยเห็นหน้าหรอก เราเคยคิดตรงกันถึงได้แต่งงาน แต่เธอเปลี่ยนใจ พี่ก็เคารพการตัดสินใจนั้นแล้วไง จะเอาอะไรอีก!”
อิงดาวบีบมือตัวเองแน่น เธอพูดไม่ออก ไม่รู้ควรพูดอะไรกลับไปดี
“เธอเลือกแบบนี้ ก็ได้เวลาแยกย้าย ไปใช้ชีวิตของตัวเอง…หรือไม่ใช่?”
เขาพูดและมองอย่างเย็นชา เดินกลับไปที่ประตูอีกครั้ง มือเอื้อมไปจับลูกบิดพร้อมจะเปิดมันออกไปจากชีวิตของเธออย่างสมบูรณ์ แต่แล้วเขากลับหยุด เหมือนจะห่วง แต่ตัวเขาคงไม่มีวันรับว่าห่วง
“ถ้ามีอะไรลำบาก…ไม่ต้องโทรหาพี่”
ประกาศชัดเจนว่าจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเธออีก
ไม่ได้ไยดีสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในท้องเธอ
เขาไม่ได้บอกให้เธอไปทำแท้ง แต่ท่าทางของเขาในเวลานี้ มันยิ่งกว่าการบอกว่าจะไม่เอาเด็กไว้ เพราะเขาแสดงออกว่าสิ่งที่เธอใช้มือประคองไว้อย่างห่วงใย ไม่มีตัวตนอะไรในความรู้สึกของเขาเลย
“แต่ถ้าหมดหนทางจริงๆ แค่ส่งข้อความมาก็น่าจะพอ”
คำพูดนั้น…คือความห่วงใยที่ผิดรูป…บิดเบี้ยว…แปลกแยก
ตามประสาคนที่ไม่เคยรู้จักคำว่า ‘รัก’ จริง ๆ
อิงดาวเคยคิดว่าเธอจะเปลี่ยนเขาได้
แต่วันนี้เธอรู้แล้ว…ว่าเธอคิดผิด
เสียงประตูปิดเบา ๆ ราวกับไม่ต้องการรบกวนใคร แต่สำหรับอิงดาว มันดังก้องเหมือนประโยคสุดท้ายในหนังสือเล่มหนึ่งที่ปิดจบบทชีวิตรักที่เธอเคยเชื่อว่าจะแต่งเติมได้ น้ำตาที่เคยกลั้นไว้…ค่อย ๆ ไหลออกมาอย่างเงียบงัน เธอก้มลงมองหน้าท้องตัวเอง มือแตะเบา ๆ ราวกับปลอบใจทั้งลูกในท้อง…และหัวใจตัวเองที่เพิ่งแตกสลาย
“ไม่เป็นไรนะลูก…หนูไม่ต้องมีพ่อก็ได้ แม่จะเป็นทุกอย่างให้หนูเอง”
อิงดาวไม่เคยคิดว่าเรื่องของเธอกับภีมะจะลงเอยแบบนี้
เธอรู้ว่าเขาไม่รักเธอ…ไม่เคยเลย แต่เขาก็ไม่เคยทำร้าย…ยังไม่เคย
เธอหวังว่าบางที แค่บางที การมีลูกอาจจะเปลี่ยนบางอย่างได้
แต่เธอก็เข้าใจแล้วว่านั่นไม่ใช่ความหวัง มันคือการ ‘ขอ’
และเขาไม่ใช่คนที่ ‘ให้’ อะไรแบบนั้นได้…ไม่ใช่กับเธอ
เธอค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างระวัง มือประคองหน้าท้อง
ร่างกายเหนื่อยล้า แต่หัวใจกลับแน่วแน่ยิ่งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
เพราะจากวันนี้ไป…เธอจะไม่ขออะไรผู้ชายคนนี้อีกแล้ว
เธอจะเลี้ยงลูกของเธอให้มีความสุข…ด้วยมือของเธอเอง
คุยท้ายตอน : เปิดเรื่องใหม่ค่ะ อาจจะเปิดดูเศร้า แต่จะเขียนให้แนว ฟีลกู้ดค่ะ เป็นการปรับตัวของคู่พระนาง เพื่อจะเป็นพ่อแม่ให้เด็กน้อย ไม่รู้ว่าคนอ่านจะชอบมั้ย อ่านเปิดเรื่องแล้วรู้สึกยังไงบอกเล่าให้ส้มผักรู้ด้วยจะขอบคุณมาก ขอบคุณค่ะ เจอกันตอนหน้านะคะ
บทที่ 1 (1)
+++
ประตูปิดลงไปนานแล้ว แต่ความรู้สึกของอิงดาวยังเปิดค้างอยู่ตรงอก เธอยังคงนั่งอยู่ที่เดิม แผ่นหลังตรงแต่หัวใจเอนไปมาเหมือนจะล้มในทุกวินาที ทั้งที่เธออยากอยู่กับภีมะ อยากเป็นภรรยา
แต่เมื่อเขาบอกลา เดินจากไป เธอกลับไม่คิดวิ่งตาม
ไม่ได้พยายามจะยื้อ แม้แต่จะเอ่ยปากขอร้อง
แค่เงยหน้าขึ้นมองเขาเป็นครั้งสุดท้าย…เหมือนจะบอกว่า
“ถ้าคิดว่าไปแล้วจะไม่เสียใจ…ก็ไปเถอะค่ะ” เธอลูบหน้าท้องช้าๆ สัมผัสที่แผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความกลัว ไม่ใช่กลัวว่าจะเลี้ยงลูกไม่ได้ แต่กลัวว่าจะต้องเดินไปข้างหน้า โดยไม่มีใครเหลียวกลับมามองเลย ชีวิตที่หลังย่าจากไป เธอมีแค่ภีมะ…คนที่ย่าฝากชีวิตเธอไว้ให้เขาดูแล
เธอไม่ได้ร้องไห้ แต่มือที่วางบนหน้าท้องนั้นสั่นจนควบคุมไม่ได้ เหมือนความรู้สึกกำลังเอ่อล้นออกมาในรูปแบบที่ไม่ใช่น้ำตา ภาพที่เขาเดินออกไปยังติดอยู่ในหัว เธอจำได้แม่น แม้แต่ท่าทางที่เขาไม่กล้าหันกลับมา เหมือนกลัวว่าถ้าได้เห็นเธออีกครั้ง เขาอาจจะเปลี่ยนใจ แต่เขาก็ไม่หัน และเธอก็ไม่เรียก
ความเงียบระหว่างคนสองคน บางครั้งมันก็ดังจนปวดหัวใจ
“ลูกจ๋า…เราจะอยู่ให้ได้นะ อยู่กันสองแม่ลูก”
เธอกระซิบแผ่วๆ น้ำเสียงไม่ได้สั่น แต่น้ำหนักของมันช่างหนักหน่วง เธอวางมือบนอกตัวเอง พยายามกดความว่างเปล่าให้จมหายคล้ายจะกอดตัวเองจากข้างใน ไม่มีเขา เธอยังหายใจอยู่ได้
แต่คืนนี้ การหายใจแต่ละครั้ง มันช่างเจ็บเหลือเกิน เมื่อยืนอยู่ในห้องที่เคยมีเขา เธอหลับตา จำได้แม่นทุกกลิ่นอายของเขา เสียงฝีเท้า มืออุ่นๆ ที่เคยวางบนหน้าท้อง ริมฝีปากที่ไม่ค่อยพูด แต่เคยจูบหน้าผากเธอครั้งหนึ่ง เงียบๆ แต่ลึกจนจำไม่ลืม
เขาไม่เคยพูดว่ารัก แต่เธอรู้ว่าเขาเคยรู้สึก และนั่นคือสิ่งที่เจ็บที่สุด เพราะความรู้สึกมัน ‘มีอยู่จริง’ แค่เขาเลือกที่จะไม่รับมันไว้ เธอจะไม่ร้องไห้คร่ำครวญ เพราะน้ำตาไม่ช่วยอะไร เธอแค่หลับตาแล้วภาวนา ให้เขารู้ตัวก่อนจะสาย ก่อนที่ลูกของเธอจะโตขึ้นโดยไม่รู้ว่าอ้อมแขนพ่อนั้นอบอุ่นแค่ไหน
คาดหวังว่าเขาจะย้อนกลับมา…ก่อนที่เธอจะจากไป
เธอยังคงคาดหวังว่าประตูบานนั้นจะเปิดออกอีกครั้ง
แต่สุดท้ายก็คงต้องผิดหวัง จำต้องบอกตัวเองว่า ‘มันจบแล้ว’
เธอจะจากที่นี่ไปอย่างเงียบๆ ไปอยู่ในที่ของเธอที่จะสร้างไว้ให้…ลูก
“ฮัลโหลนุช…” เธอเสียงสั่นแม้พยายามจะไม่ให้คู่สายรู้ “ฉันอยากกลับบ้าน ตอนนี้มารับได้มั้ย…ไม่ได้กลับไปพัก แต่จะกลับไปอยู่ที่บ้านร่มมะขามเลย…อืม คุยแล้ว…ไม่ คุณภีมไม่ได้จะให้ทำแท้ง คุณภีมเคารพการตัดสินใจของฉันที่จะเอาลูกไว้ แต่ว่า…”
เสียงเครื่องยนต์เบาๆ ดังคลอไปกับลมหายใจหนักๆ ของภีมะ ยามค่ำคืนเงียบสงัดเกินกว่าจะช่วยกลบความคิดในหัวได้ ไฟหน้ารถทะลุความมืดไปยังถนนตรงหน้า แต่ในหัวของเขากลับขุ่นมัวราวกับหมอกหนา มองไปก็ไม่ชัด เห็นแต่เงาเงียบๆ ของบางอย่างที่เขาเพิ่งทิ้งไว้
ภีมะขับช้าอย่างผิดวิสัย ทั้งที่ปกติคือคนใจร้อน ชินกับการเร่งรีบตัดสินใจฉับไวและเด็ดขาด แต่คืนนี้เขาแค่ยังไม่รู้จะรีบไปเพื่ออะไร มือข้างหนึ่งประคองพวงมาลัยแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว สายตาเหลือบมองกระจกหลัง เงาตึกสูงของคอนโดค่อยๆ จางหายไปตามระยะทาง
ชั้นบนสุดของคอนโดคือห้องที่เขาเพิ่งเดินออกมา อิงดาวคงยังอยู่ตรงนั้น คนอย่างเธอจะไปไหนได้ ในเมื่อครอบครัวเธอไม่เหลือใครแล้ว ย่าคือญาติสนิทคนสุดท้ายก็เสียไปในช่วงที่เขาแต่งงานกับเธอ ย่าที่ห่วงหลานสาวคนนี้มากจึงได้ฝากฝังให้เขาช่วยดูแล เป็นเหตุให้ตาของเขาได้ขอให้เขาแต่งงานกับอิงดาว หลังแต่งงานก็ย้ายมาอยู่กับเขาที่กรุงเทพฯ
ก่อนมาก็ขายทุกอย่างเพื่อมาเริ่มต้นชีวิตใหม่กับเขา ตามคำสั่งเสียของย่าที่มั่นใจว่าเขาและตาจะดูแลหลานคนเดียวได้ แล้วเขาเองก็ตั้งใจจะทำอย่างนั้น ตั้งใจจะดูแลผู้หญิงคนนี้ไปตลอดชีวิต อย่างคำสัญญาที่ให้ไว้กับย่าของเธอ โดยมีกฎเพียงข้อเดียวคือ จะแต่งงานกัน อยู่ด้วยกัน ดูแลกันแบบนี้โดยไม่มีลูก
การที่เธอมาบอกเขาว่าท้อง ไม่ได้ทำให้เขาโกรธและรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าเท่ากับตอนที่เธอบอกเขาว่า จะเอาเด็กไว้ ทั้งที่เขายื่นคำขาดว่า เขาจะไม่ร่วมสร้างครอบครัวกับเธอ ถ้าเธอจะเอาลูกไว้ จะมีลูก ก็หมายถึงเธอกับเขาจะต้องหย่ากัน
การที่เขาบอกไปอย่างนั้น คาดหวังให้เธอเปลี่ยนใจ หรือพูดต่อรอง หาทางออกด้วยกัน แต่เธอกลับเงียบ นั่งนิ่ง น้ำตาไหลเงียบๆ ไม่พูด ไม่ร้อง ไม่ต่อว่า ไม่มีแม้แต่คำว่า ‘อย่าไป’ ไม่มีการยื้อ…ไม่มีการรั้ง ไม่มีอะไรเลยสักอย่าง แม้แต่พูดว่า ‘จะรอ หรือถามว่าจะกลับมาไหม’
การเลิกรา มันควรจะง่ายกว่านี้เลยหรือ? แค่เดินออกมาจากชีวิตของใครสักคนที่ไม่ได้อยู่ในแผนของเขาตั้งแต่แรก แค่ตัดขาดจากเรื่องที่เขาไม่เคยต้องการ ไม่เคยวาดฝัน
เรื่องลูก เขาไม่เคยเอ่ยปากว่าจะมี เขาไม่ได้อยากเป็นพ่อคน ไม่อยากให้ใครมาเรียกพ่อ ในเมื่อคิดไม่ตรงกัน ไปต่อไม่ได้ก็แค่แยกย้าย แต่ทำไม ยิ่งขับออกมาไกลเท่าไร หัวใจก็ยิ่งแน่นขึ้น เหมือนกำลังทิ้งบางอย่างไว้ข้างหลัง บางอย่างที่เขาเพิ่งรู้ตัวว่า อาจสำคัญกว่าที่เขาเคยคิด
‘คุณจะโกรธอิงก็ไม่แปลก แต่อย่าโกรธอย่าเกลียดลูกเลยนะคะ เพราะเขาไม่ได้ขอให้ได้เกิดมา…เขาไม่ได้ผิดอะไร’
เสียงของเธอยังดังก้องอยู่ในหัวเขา
‘ถ้าคุณเลือกจะไป…อิงจะไม่ห้าม’
ความเงียบของเธอ มันโคตรทรมาน เจ็บยิ่งกว่าการถูกตะโกนด่า
เพราะมันบอกว่า…เธอหมดหวังในตัวเขาไปแล้ว
“ทำไมเธอไม่รั้ง! ไม่โวยวาย! ไม่ถามด้วยซ้ำว่าพี่จะกลับไปมั้ย!”
ภีมะกัดฟันแน่น ยกมือข้างหนึ่งทุบพวงมาลัยระบายความอึดอัด
ไฟแดงดวงหนึ่งปรากฏตรงหน้า ภีมะค่อยๆ ชะลอรถ เบรกอย่างแผ่วเบาราวกับไม่อยากให้มัน ‘หยุด’ แต่ไฟก็แดงอยู่ดี บังคับให้เขาต้อง ‘รอ’
เขาหันไปมองนอกกระจก เห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังจูงมือแม่ข้ามถนน มือเล็กๆ จับแน่นเหมือนกลัวจะพลัดหลง แม่ก้มลงพูดอะไรบางอย่าง ลูกสาวหัวเราะเบาๆ แล้วพากันก้าวต่อ ดูพวกเขามีความสุขดี แต่ยังไปได้ไม่พ้นถนน ก็มีพ่อวิ่งตามมา ทั้งสองคนรอ มือเล็กๆ ของลูกเอื้อมไปจับมือพ่อไว้ แล้วเดินจูงมือกันไปสามคน
มันเป็นภาพเรียบง่าย ไม่หวือหวา แต่กลับกระแทกเข้ามาในใจเขาอย่างรุนแรง มันทำให้เขานึกถึงเด็กอีกคนที่ยังไม่ได้เกิด นึกถึงมือเล็กๆ คู่นั้น ที่อาจจะไม่มีเขาให้จับ นึกถึงผู้หญิงที่เขาเพิ่งหันหลังให้…โดยไม่แม้แต่จะมองตากันครั้งสุดท้าย
“ถ้าไม่มีเรา ลูกของอิงดาวจะมีพ่อคอยจูงมือมั้ย?”
ภีมะเคยคิดว่าตัวเองเด็ดขาด ตัดสินใจอะไรแล้วไม่มีลังเล เคยเชื่อว่าเขาควบคุมทุกอย่างได้ แม้แต่ใจตัวเอง ความคิดตัวเอง แต่ตอนนี้ทุกอย่างดูวุ่นวายสับสนไปหมด
“แล้วถ้าสิ่งที่เราเพิ่งทิ้งไป…มันคือสิ่งที่มีค่าที่สุดล่ะ?”
เขาถามตัวเองในรถที่เงียบสนิท ไม่มีคำตอบ ไม่มีเสียงปลอบใจ มีเพียงเสียงเครื่องยนต์อืดอาด กับหัวใจที่เต้นแรงผิดปกติเป็นคำตอบ มือที่จับพวงมาลัยกำแน่นขึ้น ข้อนิ้วขาวจนเห็นเส้นเลือด สายตาเบนออกไปยังถนนตรงหน้าอีกครั้งไฟเขียวมาแล้ว เขาสามารถขับต่อได้ แต่ไปไหน?
กลับบ้านนฤนาทเดโช?
บริษัทใหญ่โตที่เขาเป็นท่านประธาน?
บาร์ประจำที่เคยใช้กลบความเหงา?
บ้านเพื่อนที่พากันไปเมาหัวราน้ำ
ที่ไหนก็ได้ แต่ทำไมสิ่งที่แวบเข้ามาในหัวกลับเป็นคอนโดที่เพิ่งขับรถออกมา
เขาอยากกลับไปที่นั่นจริงหรือ? ไม่น่าจะใช่
เขาเลือกแล้วว่าจะแยกย้าย จะไม่สนใจทั้งตัวอิงดาวและ ‘เด็ก’ ที่เขารู้สึกว่าเป็นต้นเหตุของความว้าวุ่นใจในวันนี้ของเขา คิดแค่นี้ก็ขุ่นใจ อย่าว่าแต่จะรักได้เลย แค่รู้ว่ามีก็รู้สึกเกลียดขี้หน้า ทำให้หงุดหงิด
“ดวงไม่ถูกกันชัดๆ ขนาดยังไม่เป็นตัว ยังป่วนหัวฉันได้ขนาดนี้…เกิดมาเป็นตัวจะขนาดไหนวะ! ตัดขาดน่ะดีแล้ว ไม่ต้องกลับไป ไม่ต้องสนใจ ทำเหมือนที่แกเคยตัดพ่อกับแม่ แล้วทุกอย่างจะดีเอง!”
พูดกับตัวเองในรถ เหมือนจะสะกดจิตตัวเองไว้ ทำอย่างที่เคยทำ ค่อยๆ เหยียบคันเร่ง ให้รถเคลื่อนตัวไปข้างหน้า เหมือนกับตัวเขาที่กำลังจะเดินไปข้างหน้า โดยที่ไม่มีผู้หญิงที่ชื่ออิงดาวร่วมทาง
ชายหนุ่มคิดว่าทำในสิ่งที่ถูกต้องและดีกับตัวเอง ไม่ได้คาดหวังว่าจะเจอสี่แยก หรือจุดกลับรถให้เขากลับไป เขาแค่จะขับไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่ามันอาจทำให้เขาสูญเสียบางอย่างที่สำคัญไป
“ไม่ต้องกลับไป…มันสายไปแล้ว ตัดแล้วก็ตัด…อย่าทำเหมือนอ่อนแอสิวะไอ้ภีม! อวดดีนัก ก็ทำให้ได้ล่ะ เลี้ยงลูกคนเดียวให้ได้นะ อิงดาว! ถ้าไปไม่รอด หันกลับมาขอให้ช่วยเมื่อไหร่ล่ะ น่าดู!”
++
คุยท้ายตอน : ขอบคุณสำหรับการต้อนรับที่อบอุ่นนะคะ คนอ่านน่ารักมากๆ ส้มผักเอาการบ้านมาส่งอีกตอนค่ะ ยังยืนยันว่าแนวเรื่องจะเป็นแนวฟีลกู้ด ขมไม่มาก ดราม่าไม่หนักเท่าเจ้าแฝด เป็นเรื่องที่พลอตคล้ายเจ้าแฝด แต่บริบทจะต่างกัน เล่าเรื่องความสัมพันธ์ของพ่อและแม่แน่นกว่าเจ้าแฝดค่ะ มาดูว่าลูกของแม่อิงดาวจะเป็นเด็กผู้ชายหรือผู้หญิง อิคุณภีมจะพร้อมเป็นพ่อเมื่อไหร่ เจอกันตอนหน้านะคะ
บทที่ 1 (2)
+++
ณ ห้องคอนโดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ประตูเลื่อนเปิดอีกครั้งตอนใกล้รุ่งสาง โดยไร้เสียงฝีเท้าอีกคู่ที่เคยรีบมารอต้อนรับ มันคือสิ่งที่ภีมะคุ้นเคยตั้งแต่เขาแต่งงาน ไม่ว่าจะกลับมาดึกแค่ไหน ก็จะมีผู้หญิงคนหนึ่งรอเขา ยิ้มให้และเอ่ยต้อนรับ ถามว่ากินข้าวมารึยัง เอาน้ำเย็นๆ มาให้แล้วคอยอยู่ใกล้ๆ ไม่ว่าเขาอยากได้อะไร หรือรู้สึกอย่างไร เธอจะรู้และรับมือกับอารมณ์ของเขาได้เสมอ
แต่ตอนนี้ไร้เงาของเธอที่เขาคิดว่าอย่างไรก็ต้องอยู่ ผู้หญิงคนนี้ไม่เคยออกไปไหนกลางคืนคนเดียว ไม่ใช่คนเที่ยว ขับรถไม่เป็น เขาเคยสอนให้ แต่เธอก็ทำไม่ได้ แถมยังทำให้เขาหลอน กลัวเธอจะไปชน เลยมีคำสั่งว่าไม่ให้จับพวงมาลัยรถอีก
ภีมะยืนนิ่งอยู่หน้าประตู รู้สึกถึงความว่างเปล่าแบบที่ไม่เคยชิน
เขาเคยคิดว่าแค่ห้อง ไม่มีใครก็แค่เงียบ แต่ตอนนี้มัน…ว่างเปล่าจริงๆ
“อิง…”
เสียงตัวเองเบาแผ่วจนน่าเวทนา เขาก้าวเข้าไป มองไปรอบห้อง ของคุ้นตาบางอย่างหายไปแล้ว หนึ่งในนั้นคือกระบองเพชรสีแดงดวงอาทิตย์ ที่เขามักจะเห็นอิงดาวยืนมองและให้ความสำคัญกับมันมาก ผ้าคลุมไหล่ผ้าฝ้ายที่เธอจะพาดไว้ตรงมุมเล็กๆ ข้างโซฟาก็หายไป รูปคู่ระหว่างเธอและเขาที่ตั้งอยู่บนโต๊ะข้างเตียงก็หายไปด้วย ของหลายอย่างที่เคยบอกว่า ‘มีเธอ’ และเธอให้ความสำคัญหายไปเกือบหมด
“ไปแล้วเหรอ…”
เสียงพูดนั้นเบาหวิวเหมือนคนที่เพิ่งรู้ว่าของสำคัญหายไป แต่ยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองรู้สึกแย่แค่ไหน เขาเดินไปห้องแต่งตัว สายตาหยุดอยู่ที่กระดาษแผ่นหนึ่ง ติดไว้ตรงกระจกที่เธอเคยใช้แต่งหน้าในตอนเช้า
ลายมือเรียบง่าย สะอาด และหนักแน่น
คุณภีมะ
ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง ตลอดเวลาปีกว่าที่แต่งงานกัน คุณทำให้อิงมีความสุขมาก อิงไม่ลืม อิงขอโทษที่ทำให้คุณยุ่งยาก และขอโทษที่ผิดคำสัญญาเรื่องลูก
อิงจะไปเซ็นใบหย่าที่สำนักงานเขต และจะจัดการส่งมาให้คุณภายหลัง ของที่เหลือในห้องนี้ ถ้าไม่จำเป็นก็ทิ้งได้เลย
ก่อนจาก อิงมีเรื่องเดียวที่อยากขอ ขอให้อิงได้ไปบอกลาท่านเจ้าสัวเส็งสักครั้ง ท่านเมตตาอิงมาก อิงนับถือท่านเสมือนญาติผู้ใหญ่ ไม่อยากหายไปโดยที่ไม่ได้กราบท่าน
ไม่ต้องห่วง อิงจะไม่บอกเรื่องลูกให้ท่านหรือใครรู้
หลังจากนี้ อิงจะจากไปเงียบๆ ไปอยู่ในที่ของอิง
ขอให้คุณโชคดี ลาก่อน
อิงดาว
ภีมะกำหมัดแน่นจนกระดาษในมือสั่น เขาก้าวถอยจากกระจก ไม่ใช่เพราะตกใจ แต่เหมือนถูกตีเข้ากลางอกอย่างแรง รอยยิ้มอ่อนโยนที่เธอเคยมีตอนหันมามองเขาในกระจก…ไม่มีอีกแล้ว
เขาเดินออกมาจากห้องแต่งตัวอย่างคนกำลังจะระเบิด
แล้วในที่สุด…ก็ระเบิดจริงๆ
โครม!
แจกันดอกไม้แห้งที่เธอเคยจัดไว้อย่างประณีต ถูกปัดลงพื้น เศษแก้วกระเด็นไปทั่วห้อง
“เธอคิดว่าเธอเป็นใคร! หือ?! เขียนโน้ตแล้วก็หายหัวไปแบบนี้?” เสียงของเขาดังลั่นไปทั้งห้อง “สั่งให้พี่ไม่ต้องห่วง! สั่งให้ไม่ต้องพูด! คิดว่าใครกันแน่ที่ควบคุมอะไรได้!”
เขาถอยไปนั่งลงกับพื้น สองมือค้ำหัวเข่า หอบหายใจแรง
มองพื้นห้องตรงหน้า…ที่ว่างเปล่า
ที่ตรงนี้เคยมีเธอนั่งกินข้าวเงียบๆ บ้าง หัวเราะกับเรื่องง่ายๆ แม้แต่เวลาที่เขาดุเธอ เวลาที่เขาบ่นเวลาเธอทำเรื่องไม่ถูกใจ แต่เธอก็จะไม่เถียง ไม่แสดงออกว่าไม่พอใจ มองเข้าด้วยแววตาของคนที่พร้อมจะเข้าใจ รับฟังและรอให้เขาใจเย็น ก็จะค่อยๆ เข้ามาหา เหมือนเอาน้ำเย็นเข้าลูบ…วันนี้ไม่มีอีกแล้ว
ภาพความทรงจำดีๆ ทุกภาพ…ซ้อนเข้ามาเต็มไปหมดในหัว มันทำให้เขาดิ่ง แต่คนอย่างภีมะ ไม่เคยปล่อยให้ตัวเองดิ่งนาน เขามักจะดึงอารมณ์รุนแรงเข้ามากระแทกความเจ็บปวด ครั้งนี้เขาใช้อารมณ์โกรธ โกรธเธอที่ไม่รั้ง โกรธตัวเองที่อยากให้เธอรั้ง โกรธที่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่เขาคิด
และ…โกรธที่สุด ที่ตอนนี้เขา ‘เสีย’ ไปแล้วโดยที่ไม่รู้ตัวว่าเคย ‘มี’
เขาเงยหน้าขึ้นมองฝ้าเพดาน น้ำตาไม่ได้ไหล
แต่หัวใจเจ็บแปลบเหมือนเลือดค้างอยู่ในอก
“เธอทำแบบนี้ได้ยังไง…อิงดาว…”
เสียงแผ่วเบาราวกระซิบ เหมือนจะโทษ…แต่กลายเป็นขอร้อง
แต่ก็ไม่มีใครตอบ ไม่มีเธอ ไม่มีใครอีกแล้ว ห้องทั้งห้องเต็มไปด้วยแสงไฟสลัว กับเสียงเครื่องปรับอากาศที่เหมือนเย็นเฉียบขึ้นกว่าเดิม ทั้งที่อุณหภูมิเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่ในใจเขา…หนาวจับขั้ว
ภีมะนั่งนิ่งอยู่ข้างเตียง สายตาจ้องมองกล่องกำมะหยี่เล็ก ๆ สีแดงที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงที่เคยวางกรอบรูป เหมือนคนวางตั้งใจให้เขาเจอ มือเขายื่นไปเปิดมันโดยไม่รู้ตัว แหวนแต่งงานสีทองเรียบ คู่กับแหวนเพชรเม็ดใหญ่ราคาหลายล้านบาท แหวนหมั้นที่เขาเลือกมันให้เธอ แม้จะไม่ใช่เพราะ ‘รัก’ แต่มันก็คือตัวแทนสัญญาว่าเขาจะดูแลเธอในฐานะภรรยา มันควรสำคัญไม่ใช่หรือ และเธอเคยยิ้มอย่างมีความสุขในวันที่สวมแหวนวงนี้
“ทิ้งไว้ให้ดูเหรอ?” ภีมะกัดกรามแน่น “เพื่อจะได้รู้สึกผิด? งั้นเหรอ?!”
คำรามในลำคอ ก่อนจะปัดกล่องแหวนตกพื้นดัง เพล้ง! แหวนทั้งสองวงกลิ้งกระทบพื้นหินอ่อนราคาแพง เสียงแหลมสะท้อนก้องอยู่ในห้องราวกับเสียงในใจที่ไม่อยากฟัง เขาลุกพรวด ราวกับโดนบางอย่างไล่หลังเปิดตู้เสื้อผ้า รื้อของออกมาโดยไม่ดู ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ เสื้อผ้า ชุดที่เธอชอบใส่ ทุกอย่างมีความทรงจำว่ามีเธอ มีกลิ่นความรู้สึกว่ามี กลิ่นที่เขาเคยไม่สนใจ แต่ตอนนี้…มันเหมือนเกาะอยู่ในใจเขาไม่ยอมปล่อย ทั้งที่เขากำลังพยายามสลัดออก
“ออกไปจากห้องนี้ ออกไปจากหัวพี่สักทีสิ! ไปให้พ้นจากชีวิตพี่!”
เขาปัดทุกอย่างลงพื้นเหมือนคนคลั่ง
เสื้อผ้าถูกเหวี่ยงออกจากลิ้นชัก
เครื่องสำอางที่เธอใช้ประจำตกกระจายไปทั่ว
แต่ยิ่งเขาโยน ยิ่งเขารื้อ
ยิ่งรู้สึกเหมือนกำลังฉีกหัวใจตัวเองออกมาทีละชิ้น
มือที่กำลังฉีกกล่องเสื้อผ้าชะงัก เมื่อเขาเห็นถุงเล็ก ๆ ผ้าฝ้ายลายดอกไม้ที่เธอมักพกไว้ใส่ของจุกจิก มันมีแค่หวีเล็ก ๆ กับยาหม่องกลิ่นที่เธอชอบ ของที่ไม่จำเป็นต้องทิ้ง แต่เธอก็ยังทิ้งไว้ เหมือนอยากจะลบตัวเองให้หมดไปจากที่นี่
“เธอไปแล้วจริงๆ เหรอ อิง…”
เขาทรุดลงกับพื้น ในห้องที่เต็มไปด้วยข้างของของเธอ แต่เธอไม่อยู่แล้วจริง ๆ
เงียบ…เงียบจนเขาได้ยินเสียงลมหายใจตัวเองหนักหน่วง
เสียงหัวใจเต้นแรงแบบไร้ทิศทาง
มือหนึ่งเผลอคว้าแหวนบนพื้นมากำไว้แน่น
“เธออยากเห็นพี่เจ็บใช่มั้ย อิงดาว…”
น้ำเสียงแผ่วแต่ขื่นขมเหมือนคนที่เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองกำลังสูญเสียแต่ยังไม่ยอมรับ
“…อยากเห็นพี่เจ็บใช่มั้ย แต่อย่าหวังว่าเธอจะได้เห็นมัน!”
ภีมะยังไม่รู้ว่าความรู้สึกที่เอ่อล้นขึ้นมานั้น
คือสิ่งที่เขาไม่เคยยอมให้ตัวเองมีความอาลัยอาวรณ์
และนั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘ความรู้สึกรัก’ ที่เขายังไม่เข้าใจ
คุยท้ายตอน : ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ ดีใจมากๆ กับการต้อนรับอาจจะไม่ได้ตอบคอมเมนต์นะคะ แต่ก็อ่านเสมอเลย ยังคงยืนยันว่าแนวนี้ไม่ขมค่ะ ดราม่าไม่เท่าเจ้าแฝด แต่แรกๆ อาจจะดูดราม่าหน่อย แต่ไม่ทำตับคนอ่านพังแน่ๆ เรื่องนี้จะแนวๆ โรแมนติกกว่า เพราะพ่อแม่เจ้าแฝดแทบไม่ได้สวีทกันเลย 555 ขอแก้ตัวเรื่องนี้นะคะ มาเอาใจช่วยและเลี้ยงหลานน้อยไปด้วยกันนะ เจอกันตอนหน้าค่ะ