โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เดลต้า ยกระดับความยั่งยืนไทยไร้คาร์บอน 'ESG -นวัตกรรมสีเขียว' ใน 'Delta ESG Forum'

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 18 ก.ค. 2568 เวลา 21.20 น. • เผยแพร่ 18 ก.ค. 2568 เวลา 07.59 น.

เดลต้า ผลักดันความยั่งยืนด้วยการกำหนดราคาคาร์บอนภายใน

เดลต้าได้ริเริ่ม โครงการกำหนดราคาคาร์บอนภายใน (Internal Carbon Pricing: ICP) ในระดับโลก โดยกำหนดอัตราที่ 300 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) หนึ่งตัน กลไกนี้เป็นหัวใจสำคัญในการจัดสรรงบประมาณสำหรับโครงการอนุรักษ์พลังงานและการพัฒนาความยั่งยืนภายในองค์กร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโรดแมปของเดลต้าในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593

ความมุ่งมั่น การผนึกกำลังเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

วิคเตอร์ เจิ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) กล่าวในงานDelta ESG Forum 2025: ร่วมพลังทุกภาคส่วน เพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน ว่า ตลอดระยะเวลา 37 ปีที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย Delta Electronics (Thailand) ได้พิสูจน์ถึงความสำเร็จทั้งในเชิงธุรกิจและความยั่งยืน ด้วยรายได้ทั่วโลก 4.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา และอัตราการเติบโตที่น่าประทับใจถึง 129% ตั้งแต่ปี 2563 ถึง 2567 ปัจจุบันบริษัทมีพนักงานกว่า 20,000 คนในประเทศไทย และเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์จ่ายไฟรายใหญ่ที่สุดของโลก

ความมุ่งมั่นด้าน ESG ของ Delta ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยอยู่ใน ดัชนีความยั่งยืนของ Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) 4 ปีซ้อน และเป็นบริษัทไทยแห่งเดียวในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับเกียรตินี้ นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่นจากนายกรัฐมนตรีไทยในปี 2555 และ 2566 รวมถึงติดอันดับ Fortune Asia for Future 30 ในปี 2566

เมกะเทรนด์ ESG โอกาสและความท้าทายของประเทศไทย

เวที Forum ได้ฉายภาพเมกะเทรนด์สำคัญที่กำลังขับเคลื่อนวาระ ESG ทั่วโลก

  • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Global Warming): เป็นเมกะเทรนด์ที่สำคัญและไม่สามารถย้อนกลับได้ ซึ่งต้องเร่งดำเนินการ
  • การลงทุนในพลังงานสีเขียว: การลงทุนทั่วโลกพุ่งสูงถึง 2.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ของไทยมีการเติบโตประมาณ 10%
  • การรายงานความยั่งยืนภาคบังคับ: การเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์กำลังกลายเป็นข้อกำหนดจากหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก
  • นวัตกรรมการเงินที่ยั่งยืน: "เงินทุนไหลตาม" กิจกรรมด้านความยั่งยืน พร้อมนวัตกรรมทางการเงิน เช่น กรีนบอนด์ และการเงินสีเขียวที่ใช้แพลตฟอร์มฟินเทคและบล็อกเชน
  • ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ: การไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานสากล เช่น EU CSRD และ US SEC อาจนำไปสู่บทลงโทษและการเสียความเชื่อมั่น

ประเทศไทยได้ให้คำมั่นที่จะบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2608 แม้รายงาน Footsie for Good 2566 ระบุว่าประเทศไทยมีผลงานด้าน ESG ที่โดดเด่น และมีบริษัทไทย 46 แห่งเผยแพร่สมุดประจำปีด้านความยั่งยืน แต่ก็ยังมีช่องว่างที่ต้องเร่งพัฒนา

“เมื่อเทียบกับโลกแล้ว ประเทศไทยกำลังทำได้ค่อนข้างดี…แต่ในทางกลับกัน มีเพียง 17% ของบริษัทจดทะเบียนไทยที่เปิดเผยเป้าหมายสภาพภูมิอากาศโดยอิงวิทยาศาสตร์ เทียบกับ 33% โดยเฉลี่ยทั่วโลก และ 15% ของไฟฟ้าในประเทศไทยเป็นสีเขียว ซึ่งน้อยไปหน่อยเมื่อเทียบกับประเทศที่มีผลกระทบใกล้เคียงกันโดยเฉลี่ย 30% ดังนั้นจึงมีความพยายามและความต้องการอีกมากที่เราต้องเร่งให้ทัน” ผู้เชี่ยวชาญจากเวที Forum ชี้ให้เห็น

บทเรียนความสำเร็จ ESG จาก Delta ลงทุนเพื่อผลกระทบที่แท้จริง

ความสำเร็จด้าน ESG ของ Delta เกิดจากการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน นอกเหนือจากจริยธรรมทางธุรกิจ บริษัทเริ่มต้นการแก้ปัญหาพลังงานมานานแล้ว โดยสร้าง อาคารสีเขียวแห่งแรกในประเทศไทยในปี 2549 ซึ่งช่วยประหยัดพลังงานและน้ำได้ประมาณ 30% ปัจจุบัน Delta มีโรงงานสีเขียวประมาณ 40 แห่ง และยังได้สนับสนุนหรือบริจาคอาคารสีเขียวอีก 35 แห่งให้กับอุตสาหกรรม

“จากประสบการณ์ของ Delta เราเริ่มมองปัญหาพลังงานนี้มานานแล้ว…เราได้สร้างอาคารสีเขียวประมาณ 40 แห่งสำหรับตัวเราเอง และอาคารสีเขียวอีกประมาณ 35 แห่งที่เราสนับสนุนหรือบริจาคให้กับอุตสาหกรรม”

Delta ยืนยันว่าการลงทุนด้าน ESG ถือเป็นการลงทุนไม่ใช่ค่าใช้จ่ายระยะยาว เนื่องจากช่วยประหยัดพลังงานและค่าใช้จ่ายได้อย่างแท้จริง โดยตั้งแต่ปี 2559-2567 แผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาของ Delta ประหยัดไฟฟ้าได้ประมาณ 45 ล้านหน่วย คิดเป็นมูลค่า 120 ล้านบาท ขณะที่การริเริ่มประหยัดพลังงานอื่นๆ ประหยัดไฟฟ้าได้อีกกว่า 30 ล้านหน่วย คิดเป็นมูลค่า 100 ล้านบาท

“ในช่วง 8 ปีนี้ เราได้รวบรวมข้อมูลบางอย่าง แผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาของเรา…ประหยัดไฟฟ้าได้ประมาณ 45 ล้านหน่วย…ประมาณ 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่เราประหยัดได้ในช่วง 8 ปีนี้ นี่เป็นจำนวนที่สำคัญ”

นวัตกรรมสำคัญอีกประการคือการกำหนด ราคาคาร์บอนภายใน (Internal Carbon Pricing) ที่ 300 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอนที่ปล่อยออกมา ซึ่งธุรกิจต่างๆ จะถูกคิดภาษีคาร์บอนนี้ และเงินที่ได้จะนำไปใช้ในการดำเนินงานด้านการประหยัดพลังงานและความยั่งยืน

วิธีหนึ่งที่ทำคือการกำหนดราคาคาร์บอนที่ 300 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอนที่ปล่อยออกมา ดังนั้นแต่ละธุรกิจจะถูกเก็บภาษีคาร์บอนนี้ แต่โดยการใช้เงินทุนจากภาษีคาร์บอน นำไปใช้ในการประหยัดพลังงานและการปฏิบัติที่ยั่งยืนมากมาย เพื่อช่วยให้ประหยัดพลังงานได้มากขึ้น หรือใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...