โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จำคุก-ยกฟ้อง-ตาย ปลายทางคดี 112 ของผู้ป่วยทางจิต

iLaw

อัพเดต 02 ส.ค. 2568 เวลา 01.18 น. • เผยแพร่ 02 ส.ค. 2568 เวลา 01.18 น. • iLaw

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนจัดทำสถิติผู้ถูกดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พบว่า มีประชาชนถูกดำเนินคดีในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างน้อย 169 คน และในช่วง 2563-2568อย่างน้อย 281 คน โดยส่วนใหญ่มีต้นเหตุจากการแสดงออกทางการเมืองหรือเข้าร่วมการชุมนุม ในจำนวนนี้มีผู้ต้องหาที่เป็นผู้ป่วยจิตเวชอย่างน้อย 14 ราย สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายอาญามาตรา 112 สามารถถูกนำมาใช้ดำเนินคดีกับผู้ที่มีภาวะป่วยทางจิตได้ แม้บางรายจะมีประวัติการรักษาอย่างต่อเนื่อง หรือมีใบรับรองจากแพทย์ว่าอยู่ในภาวะหลงผิด เข้าใจข้อเท็จจริงผิดเพี้ยนไปจากความจริง ไม่สามารถควบคุมตนเองขณะเกิดเหตุ แต่ก็ยังถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถูกควบคุมตัวระหว่างสอบสวน และต้องต่อสู้คดีเช่นเดียวกับผู้ต้องหาทั่วไป

อาการจิตเภท

โรคจิตเภท (Schizophrenia) คือโรคที่มีความผิดปกติทางจิตที่รุนแรงและเรื้อรัง ส่งผลต่อการพูด การคิด การรับรู้ ความรู้สึก และการแสดงออกของผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยมีอาการต่างๆ อย่างเช่น ประสาทหลอน หลงผิด ปลีกตัวจากสังคม หรือไม่สามารถใช้ชีวิตในสังคมได้ตามปกติ

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าผู้ป่วยจิตเภทหากกระทำผิดจะได้รับข้อยกเว้นในการไม่ต้องรับโทษทางกฎหมาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ป่วยจิตเภทหากกระทำผิดก็ยังคงต้องได้รับโทษตามทางกฎหมาย โดยจะถูกส่งฟ้องหรือไม่ส่งฟ้องนั้น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้รับเรื่องหรือศาล หากส่งฟ้องผู้ป่วยจะถูกส่งตัวไปรักษาอาการให้หายก่อน จึงกลับมารับโทษตามปกติ โดยโทษนั้นจะเบาลงหรือเท่าเดิมขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล

จากการสำรวจคดีของผู้ป่วยจิตเวชที่ถูกดำเนินคดีในข้อหามาตรา 112 อย่างน้อย 14 ราย พบผลการดำเนินคดี 5 รูปแบบ ดังนี้

1.ลงโทษโดยไม่คำนึงอาการป่วย

สมัคร ชาวนาในจังหวัดเชียงราย มีประวัติรักษาอาการจิตเภท ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 จากเหตุทำลายพระบรมฉายาลักษณ์ขณะมึนเมาเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2557 โดยกระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นในศาลทหาร แม้จะมีประวัติการรักษาและพยานยืนยันอาการจิตเภท ที่แสดงให้เห็นว่าสมัครอาจไม่มีเจตนาดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ แต่กระบวนการต่อสู้คดีที่ล่าช้าในศาลทหาร สืบพยานได้เพียง 3 ปาก ใน 8 เดือน ทั้งยังเลื่อนนัดบ่อยครั้ง ทำให้สมัครซึ่งถูกคุมขังมาเกือบหนึ่งปี เกิดความเครียดอย่างหนัก จึงตัดสินใจรับสารภาพในที่สุด ศาลทหารพิพากษา เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2558 จำคุก 5 ปี และปรับ 50 บาท โดยไม่พิจารณาถึงอาการป่วยของจำเลย

ฤาชา อดีตทหารยศจ่าสิบเอกและผู้ป่วยโรคจิตเภท ถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่กว่า 20 นายที่บ้านในระยองเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2559 ฐานโพสต์ข้อความหมิ่นพระราชินีและองค์รัชทายาทบนเฟซบุ๊ก 3 ข้อความ เข้าข่ายผิดมาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมฯ โดยไม่มีหมายจับหรือหมายค้น เขาถูกควบคุมตัวที่ มทบ.11 ก่อนฝากขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แพทย์วินิจฉัยว่าเขาไม่สามารถต่อสู้คดีได้ ทำให้ต้องถูกจำคุกนาน 234 วัน ระหว่างรักษาอาการทางจิตจนกว่าแพทย์จะประเมินว่าสามารถต่อสู้คดีได้ ก่อนศาลทหารสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้ไปรักษาตัว แต่กระบวนการในศาลทหารไม่คืบหน้า กระทั่งคดีถูกโอนเข้าสู่ศาลยุติธรรมตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 9/2562 และแม้แพทย์จะยืนยันว่าฤาชาไม่สามารถต่อสู้คดีได้ ศาลอาญากลับให้เริ่มสืบพยานลับ ศาลเชื่อว่าจำเลยป่วยจริง แต่ยังสามารถบังคับตัวเองได้ พิพากษาจำคุก 5 กรรม รวม 5 เดือน 50 วัน แต่เนื่องจากเขาถูกคุมขังมาแล้ว 234 วัน จึงไม่ต้องรับโทษเพิ่มเติม

“ปุญญพัฒน์” (นามสมมติ) อายุ 28 ปี ผู้มีภาวะพัฒนาการช้าและสมาธิสั้น ถูกดำเนินคดีมาตรา 112และ พ.ร.บ.คอมฯ จากการโพสต์ข้อความในกลุ่มเฟซบุ๊ก “รอยัลลิสต์มาร์เกตเพลส” เมื่อวันที่ 9–10 พฤษภาคม 2563 รวม 4 ข้อความ ที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับรัชกาลที่ 10 โดยมีประชาชนในสมุทรปราการเป็นผู้แจ้งความ ทำให้เขาต้องเดินทางจากกำแพงเพชรเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกกรรมละ 3 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่งเนื่องจากรับสารภาพ เหลือโทษจำคุกรวม 4 ปี 24เดือน แม้แม่จำเลยให้การว่าเขามีพัฒนาการช้าและสมาธิสั้นตั้งแต่เด็ก จนอายุ 29 ปีแล้วยังไม่สามารถออกจากบ้านตามลำพังได้ แต่ศาลเห็นว่าไม่มีเหตุให้บรรเทาโทษ หลังทราบคำพิพากษา ทนายความยื่นขอประกันตัวเพื่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ โดยใช้หลักทรัพย์จากกองทุนราษฎรประสงค์รวม 225,000 บาท ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2567 โดยเห็นว่าไม่มีเหตุให้บรรเทาโทษเพิ่มเติม

ธเนศ ชาวเพชรบูรณ์ ผู้ประกอบธุรกิจขายสินค้าเกษตรออนไลน์ ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมฯ จากกรณีส่งอีเมลแนบลิงก์ที่มีเนื้อหาเข้าข่ายหมิ่นสถาบันกษัตริย์ไปยังชาวอังกฤษในปี2553 โดยเจ้าหน้าที่จับกุมเขาที่บ้านพี่สาวในปี 2557 พร้อมยึดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หลังการจับกุม ธเนศถูกควบคุมตัว 7 วันในค่ายทหาร ก่อนถูกส่งตัวให้ตำรวจสอบสวนและแจ้งข้อหา เขารับสารภาพในชั้นสอบสวน แม้แพทย์จะวินิจฉัยว่าเขาเป็นโรคจิตเภทชนิดหวาดระแวง ซึ่งเป็นอาการทางจิตที่มีผลต่อพฤติกรรมในคดีนี้ แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 5 ปี ลดเหลือ 3 ปี 4 เดือน เนื่องจากให้การเป็นประโยชน์ โดยไม่พิจารณาถึงอาการป่วยของจำเลย

2.พิพากษาว่าผิด แต่ลดโทษเพราะอาการป่วย

รัชพิญ จ. ถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2551 ขณะอยู่ในโรงภาพยนตร์เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ รัชโยธิน โดยระหว่างที่มีการเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีก่อนฉายภาพยนตร์ เขาไม่ลุกขึ้นยืนเพื่อถวายความเคารพ ยกเท้าทั้งสองข้างพาดไปทางจอภาพยนตร์ และตะโกนคำหยาบหลังเพลงจบ ภายหลังศาลพิพากษาจำคุก 3 ปี ฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่เนื่องจากจำเลยรับสารภาพ จึงลดโทษกึ่งหนึ่ง และพิจารณาว่าจำเลยมีอาการบกพร่องทางจิต จึงมีคำสั่งให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี

บัณฑิต นักเขียนและนักแปลที่มีประวัติรักษาอาการทางจิต ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 แล้วอย่างน้อยสี่ครั้ง แต่มีสองครั้งที่บัณฑิตได้รับการปล่อยตัวและลดโทษเนื่องด้วยอาการทางจิตเภทคือ ครั้งแรกในปี 2518 เขาเล่าว่าถูกเจ้าหน้าที่ สน.ชนะสงคราม ดำเนินคดีหมิ่นเบื้องสูง แต่ได้รับการปล่อยตัว ครั้งที่สองในปี 2547 เขาถูกฟ้องหลังแสดงความคิดเห็นและขายเอกสารในเวทีสัมมนาทางวิชาการ โดยศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 4 ปี แต่ให้รอลงอาญา 3 ปีเนื่องจากอาการป่วยจิตเภท ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาให้จำคุก 2 ปี 8 เดือนไม่รอลงอาญา แต่บัณฑิตได้รับการประกันตัวให้มาสู้คดีในชั้นฎีกา ท้ายที่สุดศาลฎีกากลับไปพิพากษาตามศาลชั้นต้น จำคุก 4 ปี รอลงอาญา 3 ปี และรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติเป็นเวลา 2 ปี

บุปผา ผู้ป่วยจิตเวช ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมฯ จากการโพสต์เฟซบุ๊ก 13 ข้อความ โดยบางข้อความกล่าวถึงพระบรมวงศานุวงศ์ที่ไม่เข้าข่ายมาตรา 112 หลังถูกจับกุมในเดือนพฤษภาคม 2559 เธอถูกฝากขังโดยไม่มีการพิจารณาคดีราว 2 ปีจึงได้รับการประกันตัว เนื่องจากกระบวนการตรวจวินิจฉัยอาการทางจิตและประเมินความสามารถในการต่อสู้คดีของศาลทหารล่าช้า คดีเริ่มพิจารณาเป็นการลับที่ศาลทหาร จ.ชลบุรี ก่อนถูกโอนมากลับศาลพลเรือนซึ่งพิจารณาลับเช่นกัน ต่อมาวันที่ 18 สิงหาคม 2563 ซึ่งเป็นช่วงหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า รัชกาลที่ 10 ทรงมีพระเมตตารับสั่งไม่ให้ใช้ มาตรา 112 กับประชาชน

ศาลจังหวัดพัทยาพิพากษายกฟ้องข้อหามาตรา 112 โดยเห็นว่าเธอไม่มีเจตนาและขณะกระทำป่วยทางจิตจริง แต่ยังบังคับตนเองได้บางส่วนในการกดโพสต์ ลงโทษตาม พ.ร.บ.คอมฯ กรรมละ 6 เดือน รวม 78 เดือน ให้รอลงอาญาและคุมประพฤติ คดีนี้ต่อสู้จนถึงศาลฎีกา โดยศาลฎีกาพิพากษาลงโทษเฉพาะ 4 ข้อความที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์และองค์รัชทายาท จำคุก 24 เดือน รอลงอาญา 3 ปี ให้จําเลยรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 6 ครั้ง ภายในระยะเวลา 2 ปี และให้รักษาอาการทางจิตเวชต่อ

สุภิสรา (สงวนนามสกุล) หญิงวัย 28 ปี ผู้ป่วยจิตเวช ถูกจับกุมตามหมายจับในข้อหามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมฯ จากการโพสต์ภาพและข้อความเกี่ยวกับรัชกาลที่ 10 บนเฟซบุ๊ก 4 ครั้ง เมื่อวันที่ 6–7 มกราคม 2564 โดยแอดมินเพจเชียร์ลุง เป็นผู้แจ้งความ เธอรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาโดยไม่มีทนาย ขณะที่ครอบครัวยื่นเอกสารยืนยันประวัติรักษาจิตเวชถึง 3 ครั้ง อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนและอัยการยังมีคำสั่งฟ้องต่อศาลอาญา โดยชี้ว่าเนื้อหาหมิ่นพระเกียรติและส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ทั้งนี้ อัยการคัดค้านประกันตัว แต่ศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวด้วยหลักทรัพย์ 90,000บาทจากกองทุนราษฎรประสงค์ ต่อมา ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกกรรมละ 3 ปี รับสารภาพลดเหลือกรรมละ 1 ปี 6 เดือน รวม 4 ปี 24 เดือน แต่จากรายงานแพทย์ระบุว่าจำเลยมีอาการป่วยจิตขั้นรุนแรง ควบคุมตนเองไม่ได้ ศาลจึงให้รอการลงโทษ 2 ปี และคุมประพฤติ 1 ปี

3.กลับคำพิพากษาจากเห็นว่าป่วยเป็นลงโทษโดยไม่สนอาการป่วย

ฐิตินันท์ มีประวัติรักษาอาการป่วยทางจิต ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 จากเหตุใช้เท้าเตะพระบรมฉายาลักษณ์ในระหว่างการชุมนุมให้กำลังใจตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2555 แม้ในชั้นศาลชั้นต้น ฐิตินันท์รับสารภาพและศาลเห็นว่ามีปัญหาทางจิต จึงพิพากษาจำคุก 2 ปี ลดเหลือ 1 ปีและให้รอลงอาญา แต่ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษา ไม่ให้รอลงอาญา โดยเห็นว่าแม้จะป่วยเป็นโรคทางจิตเวช แต่ขณะกระทำผิดก็ยังพอมีสติรับรู้ คดีถึงที่สุดในปี 2559 เมื่อศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำคุก 1 ปีโดยไม่รอลงอาญา เพราะเห็นว่า แม้จำเลยจะป่วยด้วยโรคอารมณ์สองขั้ว แต่ขณะกระทำความผิดก็พอจะรู้ตัวอยู่บ้าง ฐิตินันท์จึงถูกคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลางเป็นเวลา 221 วัน ก่อนจะได้รับอภัยโทษและถูกปล่อยตัวในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน

4.พิพากษายกฟ้อง

เสาร์ ชายชาติพันธุ์ไทลื้อวัย 51 ปี ผู้ป่วยจิตเภท ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 จากกรณียื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2558 เพื่อขอเป็นคู่ความกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในคดียึดทรัพย์ โดยอ้างว่าได้รับมอบหมายจากรัชกาลที่ 9 ผ่านการสื่อสารทางโทรทัศน์ ศาลฎีกาไม่รับคำร้องและแจ้งความดำเนินคดี ทำให้เขาถูกแจ้งข้อหาในเดือนพฤษภาคม 2558 และคุมขังอยู่ราว 3 เดือนแม้แพทย์วินิจฉัยว่าเขาเป็นโรคจิตเภทและมีอาการหลงผิด แต่เห็นว่าเขาสามารถต่อสู้คดีได้ ทำให้อัยการศาลทหารมีความเห็นสั่งฟ้องในเดือนเมษายน 2559 กระบวนการสืบพยานในศาลทหารยืดเยื้อนานหลายปี ก่อนจะมีคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 9/2562 ให้โอนคดีกลับสู่ศาลพลเรือน ศาลชั้นต้นเชื่อว่าเสาร์ยังพอบังคับตัวเองได้บ้าง จึงพิพากษาว่าเสาร์มีความผิดตามมาตรา 112 แต่ลดโทษเพราะอาการป่วยทางจิต ให้จำคุก 2 เดือน 20 วัน แต่เสาร์ถูกขังมานานเกินกว่าที่ศาลพิพากษาจึงไม่ต้องกลับเข้าเรือนจำอีก ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าแม้เสาร์จะกระทำผิดจริง แต่เนื่องจากขณะกระทำอยู่ในภาวะจิตเวช ไม่สามารถรู้ผิดชอบหรือบังคับตนเองได้ มีเหตุให้ยกเว้นโทษใช้เวลากว่า 7 ปีคดีจึงสิ้นสุด

“ชัยชนะ” (นามสมมติ) ชายวัย 33 ปีจาก จ.ลำพูน ผู้ป่วยจิตเภทและมีบัตรผู้พิการทางจิตเวช ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112และ พ.ร.บ.คอมฯ จากการโพสต์เฟซบุ๊ก 4 ข้อความ ต้องเดินทางไกลกว่า 1,800 กิโลเมตร มาสู้คดีที่ จ.นราธิวาส ซึ่งมีผู้กล่าวหาอยู่ในพื้นที่ แม้โจทก์อ้างว่าโพสต์หมิ่นกษัตริย์ฯ แต่หลักฐานเป็นเพียงภาพแคปหน้าจอที่ขาดความน่าเชื่อถือ และไม่มีข้อมูลระบุตัวผู้โพสต์ เช่น URL และ IP Address ขณะเดียวกัน แพทย์จาก 3 โรงพยาบาลยืนยันว่าเขาป่วยจิตเภท มีอาการหวาดระแวง พูดคุยกับสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง และเชื่อว่าตนสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาวได้ ศาลจังหวัดนราธิวาสจึงพิพากษายกฟ้องทุกกรรม เพราะไม่อาจชี้ชัดว่าเขาเป็นผู้โพสต์ และให้ประโยชน์แห่งความสงสัยจากประวัติการป่วย

“แต้ม” (นามสมมติ) ผู้ป่วยจิตเวชวัย 34 ปี ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 และข้อหาทำให้เสียทรัพย์ จากกรณีทุบทำลายพระบรมฉายาลักษณ์ รัชกาลที่ 10 จำนวน 3 จุดใน อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2564 ขณะมีอาการจิตเภทและขาดการรักษา ศาลชั้นต้นพิจารณาว่าแม้แต้มป่วยจิตเภทเรื้อรังกว่า 10 ปี แต่ยังรู้ผิดชอบได้บ้าง จึงยกฟ้องข้อหา หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ และลงโทษสถานเบาในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ จำคุก 3 เดือน ปรับ 6,000 บาท รอลงอาญา 5 ปี พร้อมเงื่อนไขให้เข้ารับการรักษาและชดใช้ค่าเสียหายกว่า 20,000 บาท ต่อมาอัยการยื่นอุทธรณ์ ขอให้ลงโทษในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพด้วย แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2567 โดยเห็นว่าแต้มอยู่ในภาวะจิตบกพร่อง ไม่สามารถประเมินเจตนาอาฆาตได้แน่ชัด จึงยกฟ้องมาตรา 112 และคงโทษสถานเบาในข้อหาทำให้เสียทรัพย์

5.เสียชีวิตก่อนคดีถึงที่สุด

ประจักษ์ชัย ช่างขัดอลูมิเนียมวัย 41 ปี ผู้ป่วยจิตเภทและมีสติปัญญาต่ำกว่าปกติ เชื่อว่าตนเองเป็นพระเจ้าอยู่หัว ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 จากการยื่นหนังสือร้องเรียนที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อปี 2558 ซึ่งเนื้อหาถูกตีความว่าเข้าข่ายหมิ่นประมาทกษัตริย์ เขาถูกคุมขังนาน 8 เดือน ทั้งที่มีอาการป่วยทางจิตเวชและโรคตับ แพทย์ยืนยันว่าเขาหลงผิดรุนแรงและควรได้รับการดูแลนอกเรือนจำ แม้ได้รับการประกันตัว แต่กระบวนการพิจารณาคดีในศาลทหารล่าช้า ใช้เวลากว่า 4 ปี ในการสืบพยาน โดยนัดพิจารณาไม่ต่อเนื่อง มีการเลื่อนนัดซ้ำซาก ประจักษ์ชัยต้องเดินทางจากศรีสะเกษมาฟังการพิจารณาคดีที่กรุงเทพถึง 15 ครั้งโดยไม่เคยได้ให้การใดๆ ด้วยตนเองเลย ระหว่างดำเนินคดีเขามีอาการพูดจาวกวน เงียบ ไม่ตอบสนอง ก่อนคดีจะถูกโอนมาศาลอาญาตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 9/2562 เขาเสียชีวิต เนื่องจากเลือดออกในกระเพาะอาหารเมื่อ 12 กรกฎาคม 2562 หลังผ่านไปมากกว่า 4 ปี คดียังสืบพยานไม่เสร็จ ทำให้คดีถูกจำหน่ายออกโดยไม่มีคำพิพากษา

สิชล (นามสมมติ) ผู้ป่วยจิตเภทวัย 29 ปี ถูกดำเนินคดีจากการโพสต์วิจารณ์กษัตริย์ในปี 2559 เดิมถูกตั้งข้อหาตามมาตรา 112 จากศาลทหาร แต่ต่อมาอัยการศาลทหารสั่งไม่ฟ้องและเปลี่ยนข้อหาเป็นยุยงปลุกปั่นตาม มาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมฯ มาตรา 14 (3) และ (5) คดีถูกโอนสู่ศาลพลเรือน เขาถูกขังในเรือนจำ 48 วัน ระหว่างนั้นมีอาการหวาดกลัว ควบคุมตนเองไม่ได้ ต้องเข้ารับการรักษาในหลายโรงพยาบาล ระหว่างสืบพยาน พนักงานสอบสวนยอมรับว่าไม่มีหลักฐานว่าการโพสต์ก่อความไม่สงบ ขณะที่แพทย์ยืนยันว่าเขาเป็นโรคจิตเภท 12 ธันวาคม 2562 ศาลอาญาพิพากษายกฟ้องข้อหา มาตรา 116 แต่ลงโทษตาม พ.ร.บ.คอมฯ จำคุก 3 ปี ลดเหลือ 2 ปี เหตุป่วยทางจิตแต่ยังรับรู้ผิดชอบบางส่วน ก่อนให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ ต่อมาทนายและสิชลยื่นอุทธรณ์เมื่อ 7 เมษายน 2563 แต่หลังจากนั้นไม่นานสิชลหายตัวไป ก่อนถูกพบเสียชีวิตจากการกระโดดน้ำฆ่าตัวตายในวันที่ 12 เมษายน 2563 หลังจากพยายามมาก่อนหน้านี้แล้วสองครั้งแต่ไม่สำเร็จ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...