โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สำรวจปัญหา ‘พระโกงเงินวัด’ ผ่านงานวิจัย วงการสงฆ์ควรปรับตัวอย่างไร หลังมีข่าวพระยักยอกเงินกลับมาอีกครั้ง?

The MATTER

อัพเดต 19 พ.ค. 2568 เวลา 05.01 น. • เผยแพร่ 16 พ.ค. 2568 เวลา 07.56 น. • Social

ข่าวฉาววงการสงฆ์ วนกลับมาอีกครั้ง หลัง 15 พฤษภาคม 2568 มีรายงานว่าเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง ตกเป็นผู้ต้องสงสัยยักยอกเงินวัด นำไปเล่นพนันคาบาร่าออนไลน์ รวมกว่า 300 ล้านบาท จนเกิดการตั้งคำถามถึงความโปร่งใส และรายได้ของวัดว่ามีเท่าไร นำไปใช้ทำอะไรบ้างกันแน่ เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่การ ‘โกงเงินวัด’ เกิดขึ้น
#รูปแบบของการโกงเงินวัดที่ผ่านมา

จากข่าวที่ถูกรายงานตลอดหน้าประวัติศาสตร์ จะพบวิธีการโกงเงินวัดได้ในหลากหลายรูปแบบ แบบแรกที่เป็นข่าวใหญ่ช่วงไม่กี่ปีมานี้ คือ ‘เงินทอนวัด’ ที่มีเจ้าหน้าที่สำนักพุทธฯ ร่วมด้วย

เมื่อปี 2560 มีรายงานว่าตำรวจตรวจพบการทุจริตเงินอุดหนุนงบประมาณของ 12 วัด ใน 6 จังหวัด ความเสียหายกว่า 60 ล้านบาท โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เกี่ยวข้องถึง 4 คน รวมถึงอดีตผู้อำนวยการ พศ.

เหตุทุจริตนี้ เกิดขึ้นผ่านกระบวนการทางการ ที่โดยปกติแล้ว ในทุกๆ ปี รัฐบาลจะมีการตั้งงบอุดหนุนวัดทั่วประเทศ โดยเจ้าอาวาสวัดจะต้องเขียนโครงการเสนอของบประมาณกับสำนักงาน พศ. แล้วจึงจะพิจารณาอนุมัติ โดยนำไปทำกิจกรรมได้ 3 ประเภท คือ เพื่อบูรณะซ่อมแซม เพื่อการศึกษาพระปริยัติธรรม และเพื่อการเผยแพร่ดำเนินกิจกรรมทางศาสนา

ขั้นตอนสำคัญที่เกิดการทุจริต คือเมื่อวัดได้รับอนุมัติเงินอุดหนุนแล้ว จะต้องเบิกจ่ายเงิน และนำ ส่งคืนให้แก่เจ้าหน้าที่สำนักงาน พศ. ที่ไปติดต่อเพื่อเป็นค่าสินบน ซึ่งเรียกกันว่า ‘เงินทอนวัด’ ในอัตราส่วนตามที่ได้ตกลงกับเจ้าหน้าที่

ซึ่งเมื่อพบการทุจริตในปี 2560 สำนักงาน พศ. จึงเริ่มดำเนินการตรวจสอบทุจริตเงินทอนวัดร่วมกับ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) จนพบเอกสารการทุจริตงบบูรณะและปฏิสังขรณ์วัด ตั้งแต่ปี 2555-2559 เป็นการเบิกจ่ายเงิน อุดหนุนวัด 33 แห่ง และจากการตรวจสอบคดีทุจริตเงินทอนวัดดังกล่าวพบมูลค่า ความเสียหายมากกว่า 270 ล้านบาท

นอกจากนั้น ยังมีกรณีขอรับเงินบริจาคเพื่อก่อสร้าง แต่ไม่ได้สร้าง อย่างในปี 2556 ที่หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก เปิดรับเงินบริจาคเพื่อสร้างพระแก้วมรกต (จำลอง) แต่ไม่ได้รับอนุญาตจากกรมศิลปากรในการจัดสร้าง และเปิดรับเงินบริจาคเพื่อสร้างโรงพยาบาลร้อยเอ็ด โดยไม่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งสุดท้ายแล้วทั้งหมดก็ไม่มีการก่อสร้างจนแล้วเสร็จ แต่เงินถูกนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว

และล่าสุด อย่างกรณียักยอกเงินวัดเข้าบัญชีส่วนตัวเพื่อนำไปเล่นพนันออนไลน์ รวมถึงข่าวต่างๆ จำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ได้หยิบยกขึ้นมาพูดถึง ก็จุดชนวนให้คนกลับมาพูดถึงกรณีการโกงเงินวัดอีกครั้ง ว่ามันเกิดขึ้นบ่อยขนาดนี้ได้อย่างไร และวิธีการใดที่จะป้องกันไม่ให้มีการทุจริตต่อๆ ไปได้

#ช่องโหว่ที่ทำให้เกิดการทุจริตคืออะไร

ธารทิพย์ ศรีสุวรรณเกศ นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) สรุปว่า ช่องโหว่สำคัญที่ทำให้เกิดการโกงเงินวัดซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า คือ ไทยมีวัดเป็นจำนวนมากกระจายทั่วประเทศ (ข้อมูลจากกองพุทธศาสนสถาน ณ วันที่ 19 พฤษภาคม 2565 มีจำนวนวัดในไทย รวมทั้งสิ้น 43,005 วัด) และวัดยังมีกิจกรรมที่ล้วนเกี่ยวข้องกับเงินอยู่หลายประการ

เพียงแค่เงินที่ได้รับอุดหนุนจากภาครัฐ ก็มีมูลค่าเฉลี่ยกว่าปีละ 3,000 ล้านบาท แล้วยังมีเงินที่ได้จากการทำบุญ กล่องรับบริจาค กฐิน ผ้าป่า และอีกหลายกิจกรรม ซึ่งเมื่อยิ่งเป็นเงินสด (เช่น เงินทำบุญหยอดตู้) ก็อาจไปอยู่ที่ไหนไม่รู้ ตรวจสอบไม่ได้

ขณะที่งานวิจัยเรื่อง การบริหารการเงินของวัดในประเทศไทย: ความสอดคล้องตามหลักธรรมาภิบาล โดย ผศ.ดร.ณดา จันทร์สม คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เมื่อปี 2555 (ในขณะนั้นประเทศไทยมีวัดจำนวนทั้งสิ้น 37,075 วัด) ได้ทำการสำรวจวัดจำนวน 490 แห่งใน 15 จังหวัด

พบว่า วัดมีรายได้เฉลี่ยปีละ 3.2 ล้านบาท โดยมาจากเงินบริจาคเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะด้าน เช่น งานซ่อมเเซม เฉลี่ยประมาณ 2 ล้านบาท รองลงมาคือ รายรับจากการสร้างเครื่องบูชา เฉลี่ยประมาณ 1.4 ล้านบาท เเละเงินบริจาคในโอกาสพิเศษเฉลี่ยประมาณ 1 ล้านบาท

ขณะที่รายจ่ายอยู่ที่ประมาณ 2.8 ล้านบาท โดยมากเป็นค่าก่อสร้างเเละซ่อมเเซม รองลงมาเป็นค่าบำรุงรักษาสถานที่เเละอุปกรณ์ ทั้งนี้ เมื่อคูณกับรายได้ของวัดกับจำนวนวัดที่่มีอยู่ในประเทศไทย คาดกันว่าแต่ละปีจะมีเงินหมุนเวียนในวัดประมาณ 1-1.2 แสนล้านบาท

แต่การบริหารจัดการการเงินจำนวนมากของแต่ละวัด แทนที่จะอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญหรือนักบัญชีมืออาชีพ กลับเป็นหน้าที่ของเจ้าอาวาสวัด ซึ่งถ้าหากรู้ไม่เท่าทัน ก็อาจมีผู้ไม่ประสงค์ดีจะใช้เป็นช่องทางในการกระทำความผิด (หรือหลายครั้ง เจ้าอาวาสอาจกระทำผิดเอง)

แม้กฎหมายจะกำหนดให้วัดต้องมีการจัดทำบัญชี แต่ก็ไม่ได้มีเป้าหมายเปิดเผยสาธารณะเป็นหลัก และไม่ได้ถูกตรวจสอบอย่างจริงจัง โดยงานวิจัยเรื่อง กระบวนการทุจริตในวงการพระพุทธศาสนา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ในปี 2562 ชี้ว่า หลักๆ แล้วการทุจริตเกิดจากความบกพร่องในทางปฏิบัติของระเบียบที่เกี่ยวข้อง ทั้งการจัดการบัญชี การตรวจสอบเงิน

และเมื่อขาดการตรวจสอบ จึงมีกลุ่มบุคคลอาศัยช่องว่างนี้กระทำการทุจริต ดังเช่นเหตุการณ์ ‘เงินทอนวัด’ ที่ทอนกันอยู่โต้งๆ แต่กว่าจะพบการกระทำผิด ก็เกิดความเสียหายหลักร้อยล้านบาทแล้ว

งานวิจัยดังกล่าว สรุปว่า กระบวนการทุจริตในวงการพระพุทธศาสนา เป็นการทุจริตแบบเป็นกระบวนการ และเกิดจากระบบอุปถัมภ์และสมประโยชน์ ที่เป็นปัจจัยทำให้ลงมือทุจริตนั่นเอง

#ข้อเสนอเพื่อการเงินวัดโปร่งใส

จากหลายแหล่งข้อมูล เคยได้มีการเสนอข้อเสนอแนะเพื่อปฏิรูปการจัดการการเงินของวัด เพื่อให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่เกิดการทุจริต ดังต่อไปนี้

ด้านกฎหมาย ควรปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัยมากขึ้น เนื่องจากบทบัญญัติที่ใช้อยู่นั้น ประกาศออกมาตั้งแต่ปี 2511 จึงอาจไม่มีความทันสมัยและเหมาะสมกับการจัดการในยุคปัจจุบัน การกำหนดให้จัดทำบัญชีเพียงอย่างเดียวนั้น ไม่เพียงพอ จะต้องกำหนดให้มีการเผยแพร่และรายงานสู่สาธารณะด้วย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ พศ. ควรกำหนดให้วัดได้มีการจัดทำรายทางการเงินเป็นประจำทุกปี และนำส่งให้สำนักงาน พศ. รวบรวม และมีการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเป็นประจำ พศ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรเร่งพัฒนาบุคลากรที่จะมีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการทางด้านการเงินให้แก่วัดให้มีระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ผศ.ดร.ณดา ระบุว่า การบริหารจัดการเงินนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แม้เม็ดเงินจะมาจากหลายหลายช่องทาง แต่ยืนยันว่าสามารถบริหารอย่างเป็นระบบ โปร่งใส เพื่อปิดช่องไม่ให้กลุ่มบุคคลเข้าไปหาประโยชน์กับวัดได้

อ้างอิงจาก

https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JMND/article/download/227494/162327/805523

https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jmb/article/view/276650

https://tdri.or.th/2021/03/anti-corruption-temple-frauds/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...