โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

KTC ปัจจัยพื้นฐาน ไม่เปลี่ยนแปลง มุมมอง บล.เมย์แบงก์เพิ่มคำแนะนำ "ซื้อ"

ทันหุ้น

อัพเดต 25 มิ.ย. 2568 เวลา 06.50 น. • เผยแพร่ 25 มิ.ย. 2568 เวลา 06.50 น.

#ktc #ทันหุ้น - การซื้อขายหุ้นของบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC วันที่ 25 มิ.ย.68 ราคาหุ้นยังลดลงต่อเนื่อง เคลื่อนไหวในช่วง 21.80-24.30 บาท ก่อนปิดครึ่งวันเช้าที่ 23.10 บาท ลดลง 1.90 บาท หรือ ลดลง 7.60% มูลค่าการซื้อขาย 15,568.53 ล้านบาท

.

บล.เมย์แบงก์ออกบทวิเคราะห์วันที่ 25 มิ.ย. ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็น "ซื้อ" จากเดิม "ถือ"

บล.เมย์แบงก์ปรับเพิ่มคำแนะนำ KTC เป็น "ซื้อ" และปรับราคาเป้าหมายลงเหลือ 30 บาท (อิง PER ปี 68 ที่ 10.4 เท่า, P/BV ปี 68 ที่ 1.8 เท่า และ ROE ระยะยาวที่ 15.2%) จากเดิม 48 บาท โดยบล.เมย์แบงก์ปรับลดประมาณการกำไรปี 68-70 ลง 4-8% เพื่อสะท้อนการเติบโตของสินเชื่อที่ชะลอตัว และรายได้จากการติดตามหนี้ที่ลดลง บล.เมย์แบงก์ยังคงชอบ KTC จากความสามารถในการทำกำไรที่สูง (ROA เฉลี่ย 6.7% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา) และมีกำไรที่มีความแน่นอนสูงจากการตั้งสำรองหนี้สูญในระดับสูง หุ้นให้ผลตอบแทนเงินปันผล 5.7% โดยอิงจากอัตราการจ่ายเงินปันผล 50% ความเสี่ยงหลักคือคุณภาพสินทรัพย์ที่อ่อนแอกว่าคาด

.

ไม่มีปัญหาด้านปัจจัยพื้นฐานและสภาพคล่อง

ผู้บริหารระบุว่าการดำเนินงานและคุณภาพสินทรัพย์โดยรวมยังคงมีเสถียรภาพ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงลบของปัจจัยพื้นฐาน KTC ยังคงเป้าหมายทางการเงินปี 68 ไม่เปลี่ยนแปลง ได้แก่ การเติบโตของสินเชื่อ 4-5% YoY และการเติบโตของยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่ 10% โดยจะมุ่งเน้นกลุ่มรายได้ปานกลางที่มีเงินเดือนตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต และรักษาคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับดี บล.เมย์แบงก์คาดว่า KTC จะสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในธุรกรรมบัตรเครดิตได้ ทั้งนี้ KTC ไม่มีปัญหาสภาพคล่อง เนื่องจากมีวงเงินสินเชื่อจากธนาคารกว่า 25,000 ล้านบาท และยังได้รับการจัดอันดับเครดิตสูงสุดในกลุ่มการเงิน (AA)

.

ROA สูง แต่ ROE อาจลดลงจากอัตราจ่ายปันผลต่ำและ D/E ที่ลดลง

KTC มีความสามารถในการทำกำไรสูงสุดในกลุ่มการเงิน ทั้งในแง่ของ ROA และ ROE ระหว่างปี 61-67 โดย ROA ปี 67 อยู่ที่ 6.6% ใกล้เคียงระดับก่อนโควิดที่ 6.7% ในปี 61-62 อย่างไรก็ตาม ROE ลดลงมาอยู่ที่ 19.7% ในปี 67 จากระดับมากกว่า 30% ในปี 61-62 เนื่องจากอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ลดลงเหลือเพียง 1.7 เท่า จาก 4.7 เท่าในปี 60 ตามการจ่ายเงินปันผลที่อยู่ในระดับต่ำที่ 40-45% บล.เมย์แบงก์คาดการณ์อย่างอนุรักษ์นิยมว่า ROE และ D/E จะลดลงเหลือ 15.3% และ 1.14 เท่าตามลำดับในปี 70 โดยอิงจากอัตราจ่ายเงินปันผล 50% (ดูรูปที่ 3) ทั้งนี้ บล.เมย์แบงก์เชื่อว่า KTC อาจเพิ่มอัตราจ่ายเงินปันผลได้ถึง 70% จากการเติบโตของสินเชื่อที่ชะลอ และ D/E ที่อยู่ในระดับต่ำ

.

คาดกำไรไตรมาส 2/68 ทรงตัว YoY

บล.เมย์แบงก์คาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 2/68 จะลดลง 3% QoQ (ทรงตัว YoY) อยู่ที่ 1.8 พันล้านบาท จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงและต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (credit cost) ที่สูงขึ้น พอร์ตสินเชื่อน่าจะทรงตัว QoQ เนื่องจาก KTC ยังคงความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่ ขณะที่ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตจะเติบโตเร็วกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม ส่วนค่าใช้จ่ายดำเนินงานคาดว่าจะทรงตัว QoQ จากการควบคุมต้นทุนที่ดี อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น QoQ จากการเติบโตของรายได้ที่อ่อนแอ บล.เมย์แบงก์คาดว่าอัตราส่วน NPL จะยังต่ำกว่า 2.0% ขณะที่ credit cost จะเพิ่มขึ้น QoQ ตามการก่อตัวของ NPL ที่สูงขึ้นในไตรมาส 2/68 แต่ YoY จะทรงตัวที่ระดับ 6.2% อนึ่ง KTC จะประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/68 ในวันที่ 18 กรกฎาคมนี้

.

บล.บัวหลวงแนะนำกลยุทธ์การลงทุนหุ้นกลุ่มธุรกิจการเงิน : บล.บัวหลวงปรับลดน้ำหนักการลงทุนจาก เท่ากับตลาด เป็น น้อยกว่าตลาด เนื่องจากบล.บัวหลวงคาดว่าความเสี่ยงในตลาดจะเพิ่มขึ้น และมีความเป็นไปได้ที่ภาครัฐจะเข้ามาควบคุมผู้ประกอบการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์อย่างเข้มงวดมากขึ้น อีกทั้งผู้ประกอบการกลุ่มการเงินรายย่อยมีแนวโน้มจะระมัดระวังมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อใหม่ จากมุมมองเศรษฐกิจช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ที่ชะลอตัวลง ในกลุ่มการเงินรายย่อย บล.บัวหลวงคงคำแนะนำ ซื้อ เพียง TIDLOR เนื่องจากบล.บัวหลวงคาดว่าบริษัทจะสามารถรักษาคุณภาพสินทรัพย์ไว้ได้ดี และมีมูลค่าถูก แม้บล.บัวหลวงคาดว่า MTC จะรายงานกำไรสุทธิเติบโต 10% YoY ในปี 2568 แต่มีมูลค่าแพงกว่ากลุ่มฯ ส่งผลให้บล.บัวหลวงปรับลดคำแนะนำจาก ซื้อ เป็น ขาย บล.บัวหลวงยังคงคำแนะนำ ขาย KTC และ SAWAD เนื่องจากแนวโน้มการเติบโตของกำไรสุทธิในปี 2568 ของทั้งสองบริษัทยังช้ากว่ากลุ่ม

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...