KTC ปัจจัยพื้นฐาน ไม่เปลี่ยนแปลง มุมมอง บล.เมย์แบงก์เพิ่มคำแนะนำ "ซื้อ"
#ktc #ทันหุ้น - การซื้อขายหุ้นของบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC วันที่ 25 มิ.ย.68 ราคาหุ้นยังลดลงต่อเนื่อง เคลื่อนไหวในช่วง 21.80-24.30 บาท ก่อนปิดครึ่งวันเช้าที่ 23.10 บาท ลดลง 1.90 บาท หรือ ลดลง 7.60% มูลค่าการซื้อขาย 15,568.53 ล้านบาท
.
บล.เมย์แบงก์ออกบทวิเคราะห์วันที่ 25 มิ.ย. ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็น "ซื้อ" จากเดิม "ถือ"
บล.เมย์แบงก์ปรับเพิ่มคำแนะนำ KTC เป็น "ซื้อ" และปรับราคาเป้าหมายลงเหลือ 30 บาท (อิง PER ปี 68 ที่ 10.4 เท่า, P/BV ปี 68 ที่ 1.8 เท่า และ ROE ระยะยาวที่ 15.2%) จากเดิม 48 บาท โดยบล.เมย์แบงก์ปรับลดประมาณการกำไรปี 68-70 ลง 4-8% เพื่อสะท้อนการเติบโตของสินเชื่อที่ชะลอตัว และรายได้จากการติดตามหนี้ที่ลดลง บล.เมย์แบงก์ยังคงชอบ KTC จากความสามารถในการทำกำไรที่สูง (ROA เฉลี่ย 6.7% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา) และมีกำไรที่มีความแน่นอนสูงจากการตั้งสำรองหนี้สูญในระดับสูง หุ้นให้ผลตอบแทนเงินปันผล 5.7% โดยอิงจากอัตราการจ่ายเงินปันผล 50% ความเสี่ยงหลักคือคุณภาพสินทรัพย์ที่อ่อนแอกว่าคาด
.
ไม่มีปัญหาด้านปัจจัยพื้นฐานและสภาพคล่อง
ผู้บริหารระบุว่าการดำเนินงานและคุณภาพสินทรัพย์โดยรวมยังคงมีเสถียรภาพ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงลบของปัจจัยพื้นฐาน KTC ยังคงเป้าหมายทางการเงินปี 68 ไม่เปลี่ยนแปลง ได้แก่ การเติบโตของสินเชื่อ 4-5% YoY และการเติบโตของยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่ 10% โดยจะมุ่งเน้นกลุ่มรายได้ปานกลางที่มีเงินเดือนตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต และรักษาคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับดี บล.เมย์แบงก์คาดว่า KTC จะสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในธุรกรรมบัตรเครดิตได้ ทั้งนี้ KTC ไม่มีปัญหาสภาพคล่อง เนื่องจากมีวงเงินสินเชื่อจากธนาคารกว่า 25,000 ล้านบาท และยังได้รับการจัดอันดับเครดิตสูงสุดในกลุ่มการเงิน (AA)
.
ROA สูง แต่ ROE อาจลดลงจากอัตราจ่ายปันผลต่ำและ D/E ที่ลดลง
KTC มีความสามารถในการทำกำไรสูงสุดในกลุ่มการเงิน ทั้งในแง่ของ ROA และ ROE ระหว่างปี 61-67 โดย ROA ปี 67 อยู่ที่ 6.6% ใกล้เคียงระดับก่อนโควิดที่ 6.7% ในปี 61-62 อย่างไรก็ตาม ROE ลดลงมาอยู่ที่ 19.7% ในปี 67 จากระดับมากกว่า 30% ในปี 61-62 เนื่องจากอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ลดลงเหลือเพียง 1.7 เท่า จาก 4.7 เท่าในปี 60 ตามการจ่ายเงินปันผลที่อยู่ในระดับต่ำที่ 40-45% บล.เมย์แบงก์คาดการณ์อย่างอนุรักษ์นิยมว่า ROE และ D/E จะลดลงเหลือ 15.3% และ 1.14 เท่าตามลำดับในปี 70 โดยอิงจากอัตราจ่ายเงินปันผล 50% (ดูรูปที่ 3) ทั้งนี้ บล.เมย์แบงก์เชื่อว่า KTC อาจเพิ่มอัตราจ่ายเงินปันผลได้ถึง 70% จากการเติบโตของสินเชื่อที่ชะลอ และ D/E ที่อยู่ในระดับต่ำ
.
คาดกำไรไตรมาส 2/68 ทรงตัว YoY
บล.เมย์แบงก์คาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 2/68 จะลดลง 3% QoQ (ทรงตัว YoY) อยู่ที่ 1.8 พันล้านบาท จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงและต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (credit cost) ที่สูงขึ้น พอร์ตสินเชื่อน่าจะทรงตัว QoQ เนื่องจาก KTC ยังคงความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่ ขณะที่ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตจะเติบโตเร็วกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม ส่วนค่าใช้จ่ายดำเนินงานคาดว่าจะทรงตัว QoQ จากการควบคุมต้นทุนที่ดี อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น QoQ จากการเติบโตของรายได้ที่อ่อนแอ บล.เมย์แบงก์คาดว่าอัตราส่วน NPL จะยังต่ำกว่า 2.0% ขณะที่ credit cost จะเพิ่มขึ้น QoQ ตามการก่อตัวของ NPL ที่สูงขึ้นในไตรมาส 2/68 แต่ YoY จะทรงตัวที่ระดับ 6.2% อนึ่ง KTC จะประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/68 ในวันที่ 18 กรกฎาคมนี้
.
บล.บัวหลวงแนะนำกลยุทธ์การลงทุนหุ้นกลุ่มธุรกิจการเงิน : บล.บัวหลวงปรับลดน้ำหนักการลงทุนจาก เท่ากับตลาด เป็น น้อยกว่าตลาด เนื่องจากบล.บัวหลวงคาดว่าความเสี่ยงในตลาดจะเพิ่มขึ้น และมีความเป็นไปได้ที่ภาครัฐจะเข้ามาควบคุมผู้ประกอบการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์อย่างเข้มงวดมากขึ้น อีกทั้งผู้ประกอบการกลุ่มการเงินรายย่อยมีแนวโน้มจะระมัดระวังมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อใหม่ จากมุมมองเศรษฐกิจช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ที่ชะลอตัวลง ในกลุ่มการเงินรายย่อย บล.บัวหลวงคงคำแนะนำ ซื้อ เพียง TIDLOR เนื่องจากบล.บัวหลวงคาดว่าบริษัทจะสามารถรักษาคุณภาพสินทรัพย์ไว้ได้ดี และมีมูลค่าถูก แม้บล.บัวหลวงคาดว่า MTC จะรายงานกำไรสุทธิเติบโต 10% YoY ในปี 2568 แต่มีมูลค่าแพงกว่ากลุ่มฯ ส่งผลให้บล.บัวหลวงปรับลดคำแนะนำจาก ซื้อ เป็น ขาย บล.บัวหลวงยังคงคำแนะนำ ขาย KTC และ SAWAD เนื่องจากแนวโน้มการเติบโตของกำไรสุทธิในปี 2568 ของทั้งสองบริษัทยังช้ากว่ากลุ่ม