โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

โบรกคาด ‘อิสราเอล-อิหร่าน’ แค่พักรบ หนุน ‘หุ้นไทย’ ระยะสั้น เหตุเศรษฐกิจไทยอ่อนแอ

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 25 มิ.ย. 2568 เวลา 18.03 น. • เผยแพร่ 25 มิ.ย. 2568 เวลา 23.00 น.

พลันที ! มีการประกาศหยุดยิงชั่วคราวระหว่าง “อิสราเอล-อิหร่าน” ปฏิกิริยาแรกรับข่าวดังกล่าว คงยกให้ “สินทรัพย์เสี่ยง” อย่างตลาดหุ้นทั่วโลก สะท้อนภาพตลาดหุ้นเอเชียพลิกฟื้นโดดเด่น ซึ่งเมื่อ 25 มิ.ย. 2568 ดัชนีหุ้นไทยพุ่ง 37 จุด กลับมายืนเหนือ 1,100 จุดได้อีกครั้ง แต่ดูเหมือนประเด็นดังกล่าวจะเป็นการผ่อนคลายความกังวลระยะสั้น หลังเหล่านักวิเคราะห์ต่างมีมุมมองทางเดียวกันว่าหุ้นไทยอาจจะเป็นแค่การ “รีบาวนด์” เท่านั้น… นี่ยังไม่ใช่เทรนด์ “ขาขึ้น” เพราะความรุนแรงยังสามารถปะทุซ้ำขึ้นมาได้ ฟาก “เศรษฐกิจไทย” ยังไร้ปัจจัยฟื้นตัว ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยยังมีอัปไซด์ที่จำกัด

พิริยพล คงวาณิช” ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์พื้นฐานสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)บัวหลวง ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า แม้สงครามตะวันออกกลางจะเริ่มคลายตึงเครียดลง แต่ยังต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด เพราะความไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้ จากฝั่งอิหร่านยังคงต้องการดำเนินโครงการนิวเคลียร์ต่อ ขณะที่ฝั่งอิสราเอลต้องการกำจัดภัยคุกคามให้สิ้นซาก จุดยืนที่แข็งกร้าวทั้งสองฝ่ายนี้ทำให้การเจรจาอาจไม่ราบรื่นนัก และมีความเป็นไปได้สูงที่ความขัดแย้งจะปะทุขึ้นอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม มีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต แม้มีการประกาศยุติการยิงชั่วคราวแล้วแต่อาจจะกลับไปยิงกันใหม่ได้ แม้แต่ระหว่างช่วงที่ตกลงพักการยิง ก็ยังมีโอกาสที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเริ่มโจมตีก่อนได้ โดยการหยุดยิงครั้งนี้เป็นเพียงชั่วคราวแค่ 12 วันเท่านั้น ทำให้ยังไม่สามารถวางใจได้อย่างเต็มที่

แนวโน้มหุ้นไทย “อัปไซด์จำกัด” เนื่องจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ยังไม่เอื้ออำนวยและภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังคงอ่อนแออยู่ การฟื้นตัวของตลาดในรอบนี้อาจจะไม่ได้มีมากนัก และอยากให้นักลงทุนยังคงต้องจับตาดูสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนสูงและอาจกลับไปสู่ความขัดแย้งได้อีกครั้ง

สรพล วีระเมธีกุล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย ให้ข้อมูลต่อไปว่า จากสถิติที่ผ่านมาในช่วงที่มีสงครามตะวันออกกลางในอดีต ส่งผลต่อดัชนีหุ้นไม่มาก ดาวน์ไซด์อยู่ที่ประมาณ 1-1.5% แนวรับสำคัญที่ระดับ 1.0 บุ๊ก คิดเป็นประมาณ ประมาณ 1,050 จุด ซึ่งหากย้อนไปในช่วงปี 2551 ดัชนีหุ้นไทยเคยหลุด 1.0 บุ๊ก แค่ครั้งเดียว ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจโลก (GFC) หลังจากนั้นไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง , วิกฤติโควิด-19 , แผ่นดินไหว หรือสถานการณ์น้ำท่วม ซึ่งดัชนีหุ้นไทยไม่เคยหลุดแนวรับ 1.0 บุ๊ก และปัจจุบันดัชนีหุ้นไทยถือว่า “ดาวน์ไซด์ค่อนข้างจำกัด” แล้ว ดังนั้น แนะนำทยอยสะสมได้ เป้าหมายดัชนีหุ้นไทยไว้ 1,145 จุด

“ในระยะสั้น ๆ สิ่งที่ต้องตามต่อคือ การปิดช่องแคบฮอร์มุซ สุดท้ายแล้วจะเป็นอย่างไร เพราะจะส่งผลกระทบในวงกว้าง เพราะช่องแคบฮอร์มุซ คิดเป็นการส่งผลน้ำมันเกือบ 20% ของโลก และหลัก ๆ มาจากทางเอเชีย และประเทศที่รับมากสุดคือ จีน และยังคงต้องติดตามดูว่าหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป”

ส่วนในช่วงครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะชะลอตัว หากไม่สามารถเจรจาทางการค้าได้สำเร็จในวันที่ 9 ก.ค. นี้ ซึ่งอาจมีการขอขยายเวลาในการเจรจา ซึ่งหากการเจรจาไม่สำเร็จ จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในเรื่องของ การส่งออก เศรษฐกิจภาพรวม การท่องเที่ยว และการบริโภค ทำให้คาดว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยทั้งปีอาจอยู่ที่เพียง 1.4%

กิจพณ ไพรไพศาลกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ให้ข้อมูลเพิ่มว่า ปัจจัยสําคัญที่จะกําหนดสถานการณ์ในตะวันออกกลางว่าจะยืดเยื้อหรือไม่ยืดเยื้อ ซึ่งแม้ว่าจะมีความลังเลอยู่ แต่จุดที่อาจต้องติดตาม หากไปดูที่พันธมิตรของทางด้านอิหร่านค่อนข้างจะอ่อนกำลังทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย จีน หรือประเทศอื่น ๆ ในตะวันออกกลางเพราะฉะนั้นพอเราเห็นว่าอิหร่านมีความโดดเดี่ยวมาก ๆ โอกาสที่จะรับมือสหรัฐได้ยาวนานค่อนข้างจะยาก

ขณะเดียวกัน การแถลงการณ์ในเรื่องการตอบโต้ การโจมตีจากสหรัฐ ขนาดถูกสหรัฐทิ้งบอมบ์ไปแล้วในการตอบโต้ยิว ซึ่งไม่ได้พูดถึงประเทศสหรัฐเลย ก็แสดงว่าแท้จริงแล้วอิหร่านต้องการจะหาจังหวะที่จะยุติสงครามหรือไม่ทําให้สงครามยกระดับขึ้นไปมากกว่านั้น

“สถานการณ์ต่าง ๆ ทำให้ในระยะสั้น ความเสี่ยงลดลง รวมถึงการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำดิบจากที่เคยกังวลในเรื่องต้นทุนน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นมามาก ๆ ก็อาจที่จะมีโอกาสแรงเก็งกำไร ในกลุ่มสายการบิน หรือจะเป็นโรงไฟฟ้าก็ตาม โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าที่มีการขายไฟให้กับเอกชนเช่น BGRIM และ GPSC ซึ่งตลาดจะกลับมามองบวกขึ้นมาได้”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...