โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ลมหายใจสุดท้าย “กรมดำรง” พระราชอนุชาคู่พระทัยรัชกาลที่ 5

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 30 พ.ย. 2568 เวลา 22.51 น. • เผยแพร่ 30 พ.ย. 2568 เวลา 22.47 น.
สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เสด็จเยี่ยมสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพและพระธิดา ที่เมืองปีนัง พ.ศ. 2480

ลมหายใจสุดท้ายกรมดำรง พระราชอนุชาคู่พระทัยในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5)

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (พ.ศ. 2405-2486) หรือ “กรมดำรง” ทรงเป็นพระราชอนุชาที่รัชกาลที่ 5 ทรงไว้วางพระราชหฤทัยให้ดำรงตำแหน่งสำคัญต่างๆ

หนึ่งในตำแหน่งที่พระองค์ทรงสร้างผลงานเป็นที่จดจำคือ เสนาบดี กระทรวงมหาดไทย มีบทบาทในการวางรากฐานและจัดระเบียบการปกครองของสยาม โดยทรงดำรงตำแหน่งนี้ถึง 23 ปีเลยทีเดียว

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 คณะราษฎรไม่ค่อยวางใจเจ้านายชั้นสูงและเชื้อพระวงศ์ กรมดำรงจึงทรงตัดสินพระทัยเสด็จลี้ภัยทางการเมืองไปประทับ ณ เมืองปีนัง พร้อมกับพระธิดา ซึ่งชีวิตของพระองค์ที่นั่นไม่ได้อยู่สุขสบาย ต้องทรงใช้จ่ายอย่างประหยัด

พระองค์และพระธิดาประทับ ณ เมืองปีนังอยู่ราว 9 ปี เมื่อสถานการณ์ต่างๆ ค่อยคลี่คลายลงบ้าง ประกอบกับพระพลานามัยของพระองค์ไม่ทรงแข็งแรงนัก จึงเสด็จกลับเมืองไทยในเดือนตุลาคม ปี 2485

ขณะนั้นกรมดำรงทรงมีพระชันษา 80 ปี ทรงเคลื่อนไหวช้าลงตามพระชันษาที่มากขึ้น ส่วนพระกรรณก็ฟังเสียงได้ไม่ดีดังเดิม ถึงอย่างนั้นก็ยังทรงมีพระเมตตาพบปะกับบุคคลทั้งหลายที่เคารพยกย่องพระองค์มาแต่ก่อน

ลมหายใจสุดท้ายกรมดำรง

หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล หรือ “ท่านหญิงพูน” พระธิดาในกรมดำรง บันทึกไว้ใน “สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น” ถึงช่วงบั้นปลายพระชนมชีพของกรมดำรงไว้ว่า

ปลายปี 2486 หลังจากกรมดำรงเสด็จกลับจากการเปลี่ยนที่ประทับที่ศรีราชา เมื่อทรงเห็นของที่พระโอรสและพระธิดานำกลับมาจากเมืองปีนัง พระองค์ก็ไม่ทรงสนพระทัยเท่าใดนัก นอกจากขอจับซองบุหรี่รัสเซียน ที่มีลายเซ็นรัชกาลที่ 5 แล้วตรัสว่า “ไม่มีใครรู้เรื่องแล้ว” เท่านั้น

วันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน กรมดำรงเริ่มไม่ทรงสบายเพราะไม่หลับ ทรงบ่นถี่ขึ้นว่า “ไม่อยากอยู่ ไม่เห็นมีอะไรดีจะดู” ท่านหญิงพูนจึงทูลแย้งว่า “ก็อยู่ให้ลูกสบายใจไม่ได้หรือ?” เมื่อทรงฟังก็ทรงนิ่งไป

เช้าวันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน ตรัสอีกว่า “พ่อตายเมื่อไร พวกเธอจะต้องคิดถึงวันละ 4-5 ครั้ง แต่แล้วจะต้องดีใจว่าสิ้นห่วง” ท่านหญิงพูนจึงทรงเถียงพระบิดาไปว่า “จะห่วงทำไม? เราเคยสู้กับความลำบากในปีนังมาได้แล้วอย่างไร เราก็ทำอย่างนั้นอีก”

วันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน เวลาราวบ่าย 3 โมง กรมดำรงทรงสั่งให้เอารถยนต์ไปรับ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดเทพศิรินทร์ มาที่วัง แล้วเสด็จออกไปประทับคุยบนเก้าอี้พิง ทรงถามพระว่า “คนที่อยากตายนั้นบาปหรือไม่บาป?”

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ทูลตอบว่า “จะว่าบาปหรือไม่บาปนั้นไม่ใช่ เป็นแต่ไม่ถูก เพราะว่าไม่อยู่ในอำนาจของใคร จะอยากไปเร็วหรือช้าก็ทำไม่ได้ทั้งสองอย่าง” กรมดำรงทรงยกพระหัตถ์คมรับ แล้วตรัสว่า “ถูกแล้ว” จากนั้นตรัสกับสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์อีกว่า “กระผมคงจะได้คุยกับเจ้าคุณเป็นครั้งหลังวันนี้”

ตกค่ำวันนั้น กรมดำรงเสวยพระกระยาหารเย็นอยู่ที่เฉลียงและคุยเฮฮาตามเคยเช่นทุกวัน กระทั่งถึงเวลายาม 1 ก็ตรัสกับท่านหญิงพูนว่า “วันนี้พ่อสบาย จะนอนแต่หัวค่ำ” พระธิดาจึงทูลว่า “ดีแล้ว” แล้วกรมดำรงก็เสด็จเข้าพระวิสูตร พระธิดาถึงค่อยออกมานอน

ยาม 2 กรมดำรงทรงลุกขึ้นเสวยน้ำแล้วบรรทม แต่ไม่หลับ คราวนี้ลุกขึ้นและกลับบรรทมอยู่เช่นนั้น

เช้าวันพุธที่ 1 ธันวาคม ทรงอ่อนเพลีย หมอ Gotschlich (ก็อตชลิช) มาเฝ้า พระองค์ก็ตรัสเล่าพระอาการให้ฟังได้ถูกต้องในภาษาอังกฤษ

ท่านหญิงพูนทรงเล่าลมหายใจสุดท้ายกรมดำรงไว้ว่า

“เสด็จพ่อไม่ทรงมีพระอาการว่าจะสิ้นพระชนม์แต่อย่างหนึ่งอย่างใด นอกจากเพลียแล้วหมอถวายยาฉีดให้หลับพัก ข้าพเจ้าเคยเห็นทรงเป็นเช่นนี้มาหลายครั้งหลายหนในปีนัง จึงมิได้คิดว่าจะสิ้นดังหมอและคนอื่นๆ วิตก

ถึงเวลาบ่ายโมงบรรทมตื่นเรียกนมกับกาแฟที่เสวยค้างไว้แต่เช้าจะเสวยต่อ หญิงเหลือเป็นผู้ป้อนนมนั้นถวาย ยังตรัสถามข้าพเจ้าได้ว่า ‘นมกับอะไร?’ ข้าพเจ้าทูลว่า ‘นมกับกาแฟ หมออยากให้เสวยได้มากๆ จะได้ช่วยพระกำลัง’ ท่านก็ยิ้มรับ และหันไปดูลูกชายที่ยืนอยู่สองข้างด้วยจำได้ พระเนตรพระกรรณพระฉวีแดงดีเป็นปรกติ

ครั้นต่อมาอีก 40 นาทีก็ทรงดูไฟฟ้ากลางห้องแล้วพระเนตรก็หรี่ลงๆ เหมือนหลับไป ข้าพเจ้านั่งอยู่ข้างๆ ก็นึกว่าหลับ หยิบยาดมเข้าไปถวายที่พระนาสิกแต่ไม่เห็นทรงทำท่าสบายดังเคยมา

หญิงพิลัยกระซิบว่า ‘ไปแล้ว’ ข้าพเจ้ายังเอ็ดว่าอย่าอึกทึก เมื่อเห็นไม่สููดยาดมแล้วจึงสงสัยเรียกนางพยาบาลมาจับพระชีพจรอยู่นานจนเขาสั่นหน้า ข้าพเจ้าจึงรู้ว่าข้าพเจ้าถูกทิ้งไว้ในโลกบ้านี้ตามลำพัง”

ลมหายใจสุดท้ายกรมดำรงค่อยๆ แผ่วลง กระทั่งสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ปี 2486 สิริพระชันษา 81 ปี

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

พูนพิศมัย ดิศกุล, ม.จ.. สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น (รวมเล่ม), พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : มติชน, 2562

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 26 มิถุนายน 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ลมหายใจสุดท้าย “กรมดำรง” พระราชอนุชาคู่พระทัยรัชกาลที่ 5

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...