โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พิชัย ถกทีม บ้านพิษณุโลก เพิ่มข้อเสนอภาษีสหรัฐ - เตรียมแผนเยียวยา

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 10 ก.ค. 2568 เวลา 19.19 น. • เผยแพร่ 10 ก.ค. 2568 เวลา 23.02 น.

ไทย และอีกหลายประเทศมีเวลาในการเจรจาอัตราภาษีนำเข้าสินค้าภายใต้มาตรการ “Reciprocal Tariff” ให้ได้ข้อเสนอภายในวันที่ 1 ส.ค.2568 หลังจากที่สหรัฐส่งหนังสือยืนยันอัตราภาษีตอบโต้ของไทย 36% โดยการดำเนินงานของรัฐบาลทำคู่ขนานกัน 2 ส่วน คือ

1.สรุปข้อเสนอเพิ่มเติมที่ครอบคลุมการลดภาษีนำเข้าสินค้า การลดมาตรการกีดกันการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTB) และการลดเงื่อนไขการนำเข้า ซึ่งสหรัฐกำหนดเส้นตายให้ไทยส่งมอบข้อเสนอเพิ่มเติมภายในวันที่ 31 ก.ค.2568

2.การกำหนดมาตรการเยียวยาผลกระทบจากภาษีทรัมป์ และการเปิดตลาดของไทยให้สหรัฐ ซึ่งครอบคลุมการจัดเตรียมงบประมาณ การดำเนินการช่วยเหลือผ่านกองทุน และการสนับสนุนซอฟต์โลน โดยเป็นการช่วยเหลือเกษตรกร SME และซัพพลายเชนผู้ส่งออกไปตลาดหสรัฐ

ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้ยื่นข้อเสนอรอบที่ 2 ให้กับสหรัฐเมื่อวันที่ 6 ก.ค.2568 โดยมีข้อเสนอไทยขยับเป้าหมายสมดุลการค้าสหรัฐเร็วขึ้นจาก 10 ปี เหลือ 7-8 ปี โดยกำหนดให้ปี 2573 ไทยลดได้ดุลการค้าสหรัฐลง 70% และปี 2574-2575 ไทย และสหรัฐมีสมดุลการค้ากัน

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล กล่าวว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้นัดหารือทีมที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี (ทีมบ้านพิษณุโลก) ในวันที่ 10 ก.ค.2568 เพื่อสรุปข้อมูล และแนวทางการเจรจาของไทย

ทั้งนี้ นายทักษิณ นัดประชุมก่อนที่นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะประชุมทีมไทยแลนด์ที่ทำหน้าที่ในการเจรจาภาษีกับสหรัฐ ร่วมกับรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการเจรจา และทีมที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรีในวันนี้ (11 ก.ค.2568) ซึ่งนายทักษิณ ยืนยันว่าภายในสุดสัปดาห์นี้จะต้องได้ข้อสรุป

เร่งสรุปรับมือผลกระทบภาษีทรัมป์

นายพิชัย กล่าวว่า การประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันที่ 11 ก.ค.2568 จะรวบรวมปัญหาของผู้ประกอบการเพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลือที่เหมาะสม รวมถึงเดินหน้าการเจรจากับสหรัฐให้ได้ข้อสรุปภายในวันที่ 31 ก.ค.2568 ซึ่งต้องเตรียมพร้อมทุกด้านว่าผลลัพธ์การเจรจาออกมารูปแบบใดทั้งผลลัพธ์ที่ดี และดีปานกลาง รวมทั้งประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะการส่งออก

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากประเทศที่บรรลุข้อตกลงทางภาษีกับสหรัฐแล้ว พบว่าสหรัฐกำหนดอัตราภาษีหลายประเภท อาทิ อัตราภาษีนำเข้าสินค้าท้องถิ่น และสินค้าที่มีส่วนประกอบของชิ้นส่วนในประเทศไม่ถึงสัดส่วนตามที่กำหนด (RVC) รวมทั้งประเภทสินค้าที่โดนเก็บภาษีต่างกัน ทำให้สุดท้ายแล้วผู้ประกอบการแต่ละรายจะได้รับอัตราภาษีต่างกัน และได้รับผลกระทบต่างกัน

กดดันลดเอ็นทีบี-เปิดโควตาเกษตร

นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษาด้านนโยบายของนายกรัฐมนตรี และประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า นายพิชัย ต้องการนัดประชุมร่วมกันที่บ้านพิษณุโลกวันที่ 11 ก.ค.2568 เพื่อรับทราบข้อมูลการเจรจาภาษีกับสหรัฐ และหาทางเจรจาต่อเนื่องหลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ส่งจดหมายมาเรียกเก็บภาษีกับไทย 36% โดยมีเส้นตายอยู่ในวันที่ 1 ส.ค.2568

นายศุภวุฒิ กล่าวว่า การปรับความสัมพันธ์ทางการค้า และเศรษฐกิจกับสหรัฐเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการส่งออกไปสหรัฐคิดเป็นสัดส่วน 18% ของการส่งออกไทยทั้งหมด โดยเมื่อถูกสหรัฐกดดันทำให้ส่งออกแบบเดิมไม่ได้ และสหรัฐจะเอาคืนจากการส่งออกมาให้ได้มากที่สุด และถ้าไทยจะผลิตอะไรให้ไปผลิตที่สหรัฐ

"สหรัฐบอกว่าที่เก็บภาษี 36% ถือว่าต่ำแล้วเมื่อเทียบกับการขาดดุลที่ผ่านมา อย่างไรไทยก็ต้องค้าขายกับสหรัฐต่อ แต่มูลค่าการค้าจะลดลงมาก ขณะเดียวกันสหรัฐจะกดดันให้ไทยเพิ่มการนำเข้าสินค้า ดังนั้นต้องคิดต่อว่าในอีก 6-12 เดือน ข้างหน้า จะค้าขายกับใคร”

การเจรจากับเวียดนามกลายเป็นบรรทัดฐาน

ทั้งนี้ทีมไทยแลนด์ประเมินสิ่งที่สหรัฐเจรจาแล้วได้ผลกับเวียดนามจะนำมาเป็นบรรทัดฐานหรือกดดันการเจรจา ทั้งมาตรการภาษีศุลกากร และมาตรการกีดกันการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTB) ซึ่งครอบคลุมการลดภาษีศุลกากรสินค้าทั้งหมดให้สหรัฐ

รวมถึงการให้ความสำคัญกับ NTB เช่น การยกเลิกโควตานำเข้าสินค้าเกษตร การกำหนดระยะเวลาขอใบอนุญาตนำเข้า มาตรการสุขอนามัยพืชและสัตว์ โดยสหรัฐต้องการให้ไทยยกเลิกหมดเหมือนเวียดนาม

นอกจากนี้ สหรัฐต้องการให้ไทยเปิดเสรีการเงิน และเสรีโทรคมนาคม โดยไม่ต้องเปิดทันทีแต่ให้มีการเจรจากันต่อ

ส่วนปัญหาการส่งสินค้าสวมสิทธิแหล่งกำเนิดสินค้า (Trans-shipment) จากประเทศที่สหรัฐไม่พึงประสงค์ที่ส่งผ่านไทยไปสหรัฐ โดยเวียดนามถูกโดนเก็บภาษีส่วนนี้อัตรา 40% ซึ่งเป็นระบบการค้าที่ไม่เคยมีมาก่อน รวมทั้งการหานิยามจะสำคัญ และกระทบผลประโยชน์ของไทยอย่างมากในระยะต่อไปที่ต้องเตรียมรับมือ

นัดเอกชนออกแบบมาตรการเยียวยา

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล กล่าวว่า การผลักดันข้อเสนอไทยที่ยื่นให้สหรัฐเมื่อวันที่ 6 ก.ค.2568 รัฐบาลประสานงานสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงวอชิงตัน เพื่อให้แน่ใจว่าข้อเสนอล่าสุดของไทยเข้าสู่การพิจารณาของคณะทำงานด้านภาษีของสหรัฐ ซึ่งจะนำข้อเสนอไทยไปพิจารณาประกอบการลดภาษีลงจาก 36%

แหล่งข่าวกล่าวว่า ขณะนี้ได้เตรียมความพร้อมรองรับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากภาษีทรัมป์ โดยรัฐบาลมีงบประมาณรองรับในส่วนงบประมาณกลางรายการกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน 47,000 ล้านบาท

ขณะนี้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะเลขานุการของคณะกรรมการนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจ (บอร์ดกระตุ้นเศรษฐกิจ) ทำรายงานถึงนายพิชัยว่าควรนำงบประมาณส่วนนี้รองรับผลกระทบต่อผู้ส่งออก SME และเกษตรกร โดยเน้นประคองการจ้างงานให้ภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบ

อย่างไรก็ตามลักษณะ และรายละเอียดของโครงการนั้นจะต้องมีการรวบรวมข้อมูล และรับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่าย โดยเมื่อวันที่ 9 ก.ค.68 ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้นัดหมายคณะกรรมการร่วมเอกชน 3 สถาบัน มาหารือแล้ว 1 ครั้ง และสัปดาห์หน้า สศช.เชิญภาคเอกชนมาหารือเพื่อช่วยกันออกแบบมาตรการช่วยเหลือเยียวยาให้ตรงเป้าหมาย ซึ่งขณะนี้มีความชัดเจน 3 แนวทาง คือ

1.การจัดเตรียมงบประมาณ ซึ่งงบประมาณปี 2568 มีวงเงินงบกลางรายการกระตุ้นเศรษฐกิจ 47,000 ล้านบาท ที่เตรียมไว้แล้วสำหรับรับมือภาษีทรัมป์ และพิจารณาเพิ่มได้จากงบกลางสำหรับลดผลกระทบการส่งออก 11,122 ล้านบาท ส่วนงบประมาณปี 2569 จัดงบกลางรายการกระตุ้นเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาท และจะเกลี่ยงบรายการอื่นเพิ่มเข้ามาเป้าหมาย 40,000 ล้านบาท

2.การเยียวยาผ่านกองทุนเพื่อลดผลกระทบจากภาษีทรัมป์

3.การจัดซอฟต์โลนเพื่อเสริมสภาพคล่อง ซึ่งที่ผ่านมาเตรียมวงเงิน 100,000 ล้านบาท ของธนาคารออมสินเพื่อช่วยเหลือ 3 กลุ่ม คือ ผู้ส่งออกตลาดสหรัฐ , Supply Chain ภาคการส่งออก และผู้ผลิตที่ได้รับผลกระทบจากสินค้าจีนทุ่มตลาด

เตรียมประเมินตั้งกองทุนเยียวยา

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การประชุมในวันที่ 11 ก.ค.2568 ที่บ้านพิษณุโลก ส่วนหนึ่งจะหารือมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากภาษีทรัมป์ โดยที่ผ่านมามีข้อเสนอการมีกองทุนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบวงเงิน 10,000 ล้านบาท ซึ่งจะต้องพิจารณาวงเงินที่เหมาะสมกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น รวมทั้งพิจารณารูปแบบดำเนินการที่เป็นไปได้ 2 แนวทาง คือ

1.การจัดตั้งกองทุนใหม่ขึ้นมาดำเนินการ

2.การดำเนินการผ่านกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ (กองทุน FTA)

"ต้องหาข้อมูลให้ได้มากที่สุดว่ากระทบกับใคร สินค้าใด ความเสียหายเป็นจำนวนเท่าไร ซึ่งต้องดูภาพรวม และจำนวนเงินที่ต้องใช้เท่าไรจึงจะเพียงพอ โดยกระทรวงพาณิชย์จะทำงานร่วมมือกับทุกกระทรวง"

พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...