โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ค่าไฟฟ้า 3.98-3.99 บาท ปรับลดมาได้อย่างไร?

Thairath Money

อัพเดต 09 พ.ค. 2568 เวลา 12.24 น. • เผยแพร่ 09 พ.ค. 2568 เวลา 12.24 น.
ภาพไฮไลต์

ปล้ำผีลุก ปลุกผีนั่งอยู่เป็นนานสองนาน ในที่สุดหวยค่าไฟฟ้า งวดเดือน พ.ค.-ส.ค.นี้ ก็ออกมาที่ 3.98 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายของรัฐบาล ที่กำหนดไว้เดิมที่ 3.99 บาทต่อหน่วย และยังเป็นอัตราที่ลดต่ำลงจากที่ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำหนดไว้ที่ 4.15 บาทต่อหน่วย

ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 10 พ.ค.เป็นต้นไป ผู้ใช้ไฟฟ้าที่เป็นลูกค้าของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จะทยอยได้รับบิลเรียกเก็บค่าไฟฟ้า งวดใหม่ระหว่างเดือน พ.ค.-ส.ค.นี้ ในอัตราดังกล่าว

เมื่อคลี่เข้าไปดูเนื้อในถึงสาเหตุที่ค่าไฟฟ้าสามารถปรับลดลงได้ มาจากการนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (claw back) หรือเงินค่าเรียกเก็บผลประโยชน์ส่วนเกินที่ประมาณการลงทุน แต่เบิกจ่ายไม่เต็มวงเงิน ที่ได้รับการอนุมัติ ของ กฟน., กฟภ. และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ลดลงกว่าคาดการณ์ วงเงิน 12,200 ล้านบาท หรือคิดเป็น 17 สตางค์ต่อหน่วย

กกพ.ระบุว่า การลดค่าไฟฟ้า จะช่วยให้ประชาชนได้ประโยชน์ 3 ด้านหลัก คือ

  • ความมั่นคง เสถียรภาพเศรษฐกิจ
  • ลดค่าครองชีพประชาชน ลดต้นทุนผลิต จากภาวะเศรษฐกิจที่กำลังโดนกำแพงภาษี
  • ไม่กระทบภาระของ กฟผ.ที่ยังมีหนี้ 71,000 ล้านบาท ให้ได้เงินคืนเท่าเดิม

ล่าสุด ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมา ได้สั่งการให้ กกพ., กฟผ., บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ไปพิจารณากำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค.นี้ ในอัตราไม่เกิน 3.99 บาทต่อหน่วย เว้นแต่จะมีการเปลี่ยนแปลงราคาต้นทุนเชื้อเพลิงอย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่ใช้งบประมาณแผ่นดิน

นับว่าเป็นอีก 1 ข่าวดีของคนใช้ไฟฟ้า เพราะกกพ.ยังมีคลอว์แบคเหลืออยู่ในมืออีก 7,800 ล้านบาท เป็นหน้าตักลดค่าไฟฟ้าในงวดดังกล่าว

โดยการใช้ claw back กกพ.ระบุว่า จะมีการใช้เฉพาะช่วงวิกฤติ อาทิ ช่วงโควิด-19 ที่เคยใช้ลดค่าไฟให้ประชาชน 20,000 ล้านบาท และครั้งนี้ใช้ 12,200 ล้านบาท เพราะปัญหาค่าไฟฟ้าแพง ถือเป็นภาวะวิกฤติของประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัว และผลกระทบจากภาษีทรัมป์

คราวนี้ ลองมาสดับตรับฟังอีกมุมมองของ “วีระพล จิรประดิษฐกุล” นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน และอดีตผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) โดยเฉพาะประเด็นค่าไฟฟ้าของประเทศไทย ที่แพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ เวียดนามอยู่ที่ 2.70 บาทต่อหน่วย อินโดนีเซีย 3 บาทต่อหน่วย

โดยเฉพาะการวิจารณ์เกี่ยวกับโครงการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนของกกพ.จำนวน 5,200 เมกะวัตต์ และ 3,600 เมกะวัตต์ (RE Big Lot) ที่ถูกมองว่า เป็นการซ้ำเติมปัญหาค่าไฟแพงจากปริมาณสำรองไฟฟ้าล้นระบบ

เรื่องนี้ วีระพลอรรถาธิบายว่า เป็นการสร้างความสับสนให้ประชาชน เพราะข้อมูลยังมีความคลาดเคลื่อนในหลายประเด็น ทำให้กกพ. และกระทรวงพลังงานเป็นตำบลกระสุนตก ถูกวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความโปร่งใส ความเหมาะสม ของวิธีการรับซื้อไฟฟ้าในโครงการ RE Big Lot ทำให้ประชาชนสับสนข้อมูล และอยากให้รับฟังข้อมูลอย่างรอบด้าน

ทั้งนี้ ไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ไม่สามารถพึ่งพาได้ทั้งหมด จึงไม่มีการกำหนดเงื่อนไขบังคับให้รัฐบาลต้องจ่ายค่าพร้อมจ่าย (เอพี) เหมือนโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลในระบบ และไม่สามารถนำไปคำนวณเป็นปริมาณไฟฟ้าสำรองได้ทั้งจำนวนเช่นกัน

ที่สำคัญ มาตรฐานสากลกำหนดสัดส่วนการพึ่งพาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยไฟฟ้าจากโซลาร์เซลส์พึ่งพาได้น้อยสุดเพียง 20% ของกำลังผลิตติดตั้ง ตามมาด้วยพลังงานลม 30% และไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ 70% ตามลำดับ

ขณะที่ข้อวิจารณ์เกณฑ์รับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน โดยกำหนดราคาเป้าหมายคงที่ 2.20-3.10 บาท/หน่วย เป็นเวลา 25 ปี จะทำให้ค่าไฟแพงต่อเนื่องระยะยาว ในด้านหนึ่งก็อาจมองได้อย่างนั้น เพราะตามหลักการค่าไฟจะเปลี่ยนแปลงทุกๆ 2 ปี แต่ก็ต้องมองในมุมของ กกพ.ที่ทำงานภายใต้สถานการณ์ที่ต่างออกไป เพราะ กกพ.ต้องจัดหาไฟฟ้าสะอาดให้ทันใช้ และเพียงพอต่อความต้องการคือโจทย์หลัก

ในอดีต กกพ.ก็เคยเลือกใช้วิธีการประมูลให้แข่งขันเสนอราคาขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ปรากฏว่ามีผู้สนใจเข้าร่วมประมูลเป็นจำนวนมาก แต่ภายหลังครึ่งหนึ่งของผู้เข้าร่วมประมูล ก็ทิ้งสัญญาเพราะไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามเงื่อนไขและราคาที่เสนอ

ที่สำคัญกรณีของค่าไฟฟ้าสีเขียว (UGT) ที่ผลิตจากพลังงานสะอาด ก็ไม่กระทบค่าไฟของประชาชน เพราะกกพ.กำหนดให้แยกโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้า UGT ออกจากโครงสร้างค่าไฟปกติ และให้ผู้ที่ต้องการซื้อไฟฟ้าสีเขียวต้องรับภาระค่าใช้จ่ายและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ด้วยการคิดค่าพรีเมียมเพิ่มเติม ฐานค่าไฟเฉลี่ยปกติที่เรียกเก็บจากประชาชนทั่วไป

ในประเด็นความสับสนเกี่ยวกับปริมาณสำรองไฟฟ้า วีระพล เห็นว่ากกพ.ต้องเป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดนิยามและประกาศปริมาณสำรองไฟฟ้าเพียงหน่วยงานเดียว เพื่อไม่ให้สับสน และมั่นใจว่าปริมาณไฟฟ้าสำรอง ล่าสุดไฟฟ้าสำรองมีปริมาณ 37-38% เท่านั้น ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งระบบ ไม่ได้สูงเกินครึ่งตามที่วิจารณ์กัน

ที่สำคัญ สาเหตุที่ปริมาณสำรองไฟฟ้าที่สูง เกิดจากภาวะเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าการคาดการณ์จากการได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศ มาอย่างต่อเนื่องและเมื่อเศรษฐกิจขยายตัวต่ำ ความต้องการไฟฟ้าก็ต้องลดลงตามไปด้วย

ขณะเดียวกัน ประเด็นการที่จะทบทวนเงื่อนไขสัญญาซื้อไฟจากเอกชน วีระพลได้ระบุว่า แก้ไขสัญญาสามารถทำได้ ด้วยการเจรจาเป็นรายๆ ไป เพื่อยืดระยะเวลาออกไป แต่สุดท้ายแล้วเอกชนยังต้องได้รับผลประโยชน์ครบถ้วนตามสัญญา ต้องดูคือว่าได้คุ้มเสียหรือไม่

นอกจากนี้ จากข้อมูลปัจจุบันโรงไฟฟ้าหลักภาคเอกชนขนาดใหญ่ (ไอพีพี) ที่มีภาระค่าเอพีโดยรวมประมาณ 10,000 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าบางส่วนทยอยหมดอายุสัญญาไปแล้ว การยืดอายุสัญญาไอพีพีในระบบก็ชั่งน้ำหนัก ระหว่างการอยู่กับเทคโนโลยีล้าสมัย อีกอย่างน้อย 2-3 ปี แลกกับการลดค่าพร้อมจ่ายที่อาจไม่ถึง 10% ของภาระค่าพร้อมจ่ายโดยรวมปัจจุบันเพียง 70-80 สตางค์ต่อหน่วย หรือได้คืนกลับมาหลักสตางค์ต่อหน่วยเท่านั้น

วีระพล กล่าวทิ้งท้ายว่า เรื่องการประกาศค่าไฟฟ้าเป็นหน้าที่ของ กกพ. แต่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรทำความเข้าใจระหว่างกัน มีการนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริง และหารือกันอย่างรอบด้าน ก่อนที่จะมีการประกาศค่าไฟฟ้าอย่างเป็นทางการ ที่มีความเป็นเอกภาพ ไม่สร้างความสับสนให้ประชาชนผู้ใช้พลังงาน

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thailand_econ

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...