ดีอีชี้ กัมพูชา ถูกจับตาเป็นศูนย์กลางอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติที่ใหญ่สุดในโลก
ประเสริฐ ชี้ ‘กัมพูชา’ ถูกจับตาเป็นศูนย์กลางอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ ที่ใหญ่สุดในโลก ได้โครงสร้างรัฐและชนชั้นปกครองระดับสูงเอื้อประโยชน์ โวสถิติแจ้งความออนไลน์ลดลง
เมื่อเวลา 13.20 น. วันที่ 19 มิ.ย.2568 ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แถลงกรณีปัญหาอาชญากรรมด้านออนไลน์ว่า ทุกท่านคงทราบดีแล้วและสิ่งที่เป็นข่าวที่ กัมพูชากำลังถูกจับตาในฐานะศูนย์กลางอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก
เบื้องหลังของวงจรต้มตุ๋นออนไลน์ที่อาศัยแรงงานจากการค้ามนุษย์นี้ ปรากฏแน่ชัดว่าได้รับการเอื้อประโยชน์อย่างเป็นระบบจากโครงสร้างรัฐและชนชั้นปกครองระดับสูง หนึ่งในรายงานที่ถูกเผยแพร่ จัดทำโดยสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ได้กล่าวอย่างละเอียดถึงกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ อาชญากรรมทางไซเบอร์ และการฉ้อโกงทางออนไลน์หรือแก๊งคอลเซนเตอร์
รวมถึงมีแผนที่ที่ระบุฐานปฏิบัติการของมิจฉาชีพหลายแห่งอย่างชัดเจนตามแนวชายแดนกัมพูชา – ไทย โดยเฉพาะเมืองปอยเปต ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายแดนกัมพูชา ตรงข้ามกับ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เป็นพื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์สำหรับเครือข่ายอาชญากร Scam Centres ที่เป็นแหล่งรายได้หลักของกัมพูชา หรือคิดเป็นร้อยละ 80% ที่เป็นรายได้หลักของกัมพูชา
นายประเสริฐ กล่าวว่า ตนในฐานะรองนายกฯ และรมว.ดีอี ได้พยายามทำมาตลอด คือ การหยุดยั้งปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์ และการฉ้อโกงทางออนไลน์ในทุกรูปแบบ ซึ่งจากสถิติข้อมูลที่ได้รายงานประจำเดือนมิ.ย. การแจ้งความออนไลน์มีแนวโน้มลดลงจากเดิมประมาณ 1,300 ราย ในช่วงที่เรามีคำสั่งเปิด – ปิดด่านเป็นช่วงๆ เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา
เป็นผลให้สถิติการแจ้งความออนไลน์ลดลงมาเหลือ 900 ราย ในวันที่ 8 มิ.ย.ทันทีหลังปิดด่านได้เพียง 1 วัน ถึงแม้ในบางช่วงๆ จะมีสถิตแนวโน้มเพิ่มกลับขึ้นมา แต่ยังคงต่ำกว่าช่วงที่ยังไม่มีการปิดด่าน และกลับมาลดลงหลังจากมีคำสั่งห้ามคนไทยข้ามไปทำงานที่กัมพูชา
นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า หากเราย้อนไปดูสถิติข้อมูลในช่วงวันที่ 1 มี.ค.65 ถึง 31 มี.ค.66 พบว่ามีการรายงานการหลอกลวงทางออนไลน์ 229,923 รายงาน โดยมีมูลค่าความเสียหายรวม 34,501 ล้านบาท และเมื่อมีการเปิดตัว “ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนเทคโนโลยี หรือ AOC 1441” เมื่อวันที่ 1 พ.ย.66
ในช่วงวันที่ 1 มี.ค.67 ถึง 31 มี.ค.68 เราได้มีการจัดการคดีมากกว่า 1.18 ล้านคดี และมีการระงับบัญชีม้าได้มากกว่า 521,915 บัญชี เป็นผลทำให้เราสามารถป้องกันการสูญเสียจำนวนเงินของพี่น้องประชาชน ได้มากกว่า 19,964 ล้านบาท หรือคิดเป็นลดความเสียหายลงได้มากกว่า 42.14%
ล่าสุดจากข้อมูลที่มีการรวบรวม ระหว่างวันที่ 1 พ.ย.66 ถึงวันที่ 31 พ.ค.68 สายด่วน AOC 1441 รับสายเข้ารวม 1,769,958 สาย ส่งผลให้บัญชีที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงถูกระงับการใช้งาน 686,515 บัญชี และตรวจสอบความเสียหายมูลค่า 29,750 ล้านบาท
จากข้อมูลดังกล่าว จะเห็นว่าการปิดด่าน การตัดไฟ การตัดเน็ต บ่งชี้ได้อย่างชัดเจนว่าทำให้ อาชญากรข้ามชาติ อาชญากรรมทางไซเบอร์ และการฉ้อโกงทางออนไลน์หรือ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
โดยเฉพาะ 1.ปัญหาการโทรผ่านระบบมือถือเพื่อหลอกลวงประชาชนจะหายไปอย่างสิ้นเชิง 2.การกดเงินเพื่อนำออกไปนอกประเทศผ่านบัญชีม้าจะลดลงเพราะได้มีการเชื่อมโยงกับระบบธนาคาร/สถาบันการเงินที่ผู้กดเงินจะต้องสแกนใบหน้า ทำให้การนำเงินออกไปยากมากขึ้น เงินจะค้างในระบบ ทำให้สามารถดึงเงินคืนให้กับผู้เสียหายได้
ถึงแม้สิ่งที่เราดำเนินการอาจจะส่งผลกระทบกับประชาชนไปบ้าง แต่สิ่งที่ทำให้เห็นภาพรวม คือ เราลดการสูญเสียหรือความเสียหายในรูปตัวเงินได้เป็นจำนวนมาก จึงอยากเชิญชวนประชาชนร่วมมือ ร่วมใจเป็นศูนย์กลาง หรือเป็น HUB ต่อต้านอาชญากรข้ามชาติ อาชญากรรมทางไซเบอร์ และการฉ้อโกงทางออนไลน์ หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนของเรา
ตนและรัฐบาล จะเร่งการดำเนินการตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เช่น กำหนดมาตรการจัดการบัญชีม้า กาหนดมาตรการและตรวจสอบการลงทะเบียน Sender Name เพิ่มความเข้มข้นในการระงับการให้บริการโทรคมนาคม จัดทำกฎกระทรวงหลักเกณฑ์ แนวปฏิบัติกระบวนการคืนเงินให้แก่ผู้เสียหาย พัฒนาระบบแพลตฟอร์มกลาง ฐานข้อมูลกลาง ศปอท.
เร่งจัดทำระเบียบกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ว่าด้วยการปฏิบัติงานของศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และอีกหลายมาตรการที่กำลังดำเนินการ เช่น การปราบปรามและบังคับใช้กฎหมาย การความร่วมมือระหว่างประเทศ การช่วยเหลือเหยื่อ การป้องกันและสร้างความตระหนักรู้มาตรการควบคุมชายแดนและช่องทางธรรมชาติ และอีกหลายมาตรการกำลังจะออกมาเพิ่มเติม
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ดีอีชี้ กัมพูชา ถูกจับตาเป็นศูนย์กลางอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติที่ใหญ่สุดในโลก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th