โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

การเมืองสั่นคลอน เสี่ยงเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค

PostToday

อัพเดต 20 มิ.ย. 2568 เวลา 01.37 น. • เผยแพร่ 20 มิ.ย. 2568 เวลา 08.04 น.

นักวิเคราะห์ บล.บัวหลวง เปิดเผยว่า ประเมินความเป็นไปได้ของประเด็นทางการเมืองไทย ณ ปัจจุบัน นอกเหนือจากการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว มีเพิ่มอีก 2 กรณี คือ 1) ยุบสภา เลือกตั้งใหม่ และ 2) เกิดอุบัติเหตุทางการเมือง (รัฐประหาร) ซึ่งทั้ง 2 กรณีที่มีโอกาสเกิดขึ้นนั้น จะส่งผลกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะงบลงทุนในปีงบประมาณ 2569 ที่อาจมีการชะลอการเบิกจ่ายเงินลงทุนในโครงการใหม่ๆ ที่รัฐบาลชุดเดิมได้วางเอาไว้

ทั้งนี้ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการลงทุนภาครัฐมีสัดส่วนเฉลี่ยราว 20% ของการลงทุนทั้งหมด (ทั้งของภาครัฐและเอกชน) คิดเป็นสัดส่วนราว 4.7% ของ Nominal GDP โดยผลกระทบทางบวกของการลงทุนภาครัฐต่อการขยายตัวของ GDP หรือ public investment multiplier จะอยู่ราว 0.6 เท่า

หากอ้างอิงข้อมูลในอดีตจะพบว่า มักจะมีการเบิกจ่ายงบลงทุนล่าช้าราว 6 เดือน โดยครั้งนี้อาจส่งผลให้ในช่วงระหว่างไตรมาส 4/2568-ไตรมาส 1/2569 ก่อนดีขึ้นในไตรมาส 2/2569 ประเมินผลกระทบต่อ GDP ปี 2568 และ 2569 ดังนี้

1) กรณียุบสภาและเลือกตั้งใหม่ การเบิกจ่ายงบลงทุนจะลดลงต่ำกว่าภาวะปกติราว 30-40% และน่าจะส่งผลกระทบต่อ GDP ราว 0.2%

2) กรณีอุบัติเหตุทางการเมือง (รัฐประหาร) การเบิกจ่ายงบลงทุนจะลดลงต่ำกว่าภาวะปกติ 50-60% และคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อ GDP ราว 0.4%

ทั้งนี้ แม้ขนาดผลกระทบที่ประเมินไว้จะดูจำกัด แต่ความเสี่ยงสำคัญคือความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ซึ่งโดยทั่วไปมักใช้เวลาหลายเดือนในการคลี่คลายและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น

ดังนั้น แม้รัฐบาลใหม่อาจเร่งรัดการเบิกจ่ายเพื่อบรรเทาผลกระทบได้ในภายหลัง แต่ประสิทธิผลของการฟื้นตัวจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดลำดับความสำคัญของนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นสำคัญ

สำหรับผลกระทบต่อกำไรตลาดหุ้นไทย ประเมินผลกระทบทางตรงค่อนข้างจำกัด โดยสัดส่วนกำไรกลุ่มเชื่อมโยงก่อสร้าง (วัสดุก่อสร้าง, รับเหมาฯ, ค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง) คิดเป็นราว 1.2% ของกำไรปี 2568 แต่สัดส่วนเชื่อมโยงโครงการภาครัฐฯ คิดเป็นราว 0.4% ของกำไรปี 2568

หากงบประมาณล่าช้าราว 6 เดือน ผลกระทบจะขึ้นอยู่กับการชะลอตัวของการเบิกจ่ายงบลงทุน เบื้องต้น อ้างอิงจากการเบิกจ่ายงบในอดีต

1) กรณียุบสภาและเลือกตั้งใหม่: ประเมินการเบิกจ่ายงบลงทุนจะน้อยกว่าช่วงปกติราว 30-40% ประเมินผลกระทบทางตรงต่อกำไรหุ้นน้อยกว่า 0.1%

2) กรณีอุบัติเหตุทางการเมือง: ประเมินการจ่ายงบลงทุนจะน้อยกว่าช่วงปกติราว 50-60% ซึ่งผลกระทบทางตรงยังจำกัดเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม คาดจะมีผลกระทบทางอ้อมจากเม็ดเงินลงทุนที่หายไปซ้ำเติมภาพเศรษฐกิจที่อ่อนแออยู่เดิม ทำให้กระทบต่อความเชื่อมั่นการใช้จ่ายและการบริโภคภาคเอกชนในกลุ่มเชื่อมโยงการบริโภคในประเทศกลุ่มอื่นด้วย

ดังนั้นประเมินกำไรของ SET กรณีเลวร้ายอยู่ที่ 73 บาท/หุ้น ถ้าอิงระดับ PER ในช่วงเศรษฐกิจอ่อนแอ มักอยู่ระดับ -0.5 ถึง -1.0SD แต่หากบวกกับความเสี่ยงเสถียรภาพทางการเมืองเพิ่มเติม คาด PER อาจลงไปซื้อขายระดับ -1.0SD ถึง -1.25SD ทำให้ Downside ดัชนี อาจอยู่บริเวณ 980-1,030 จุด

บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า หากการเมืองในประเทศเกิด OVERHANG และยังไม่มีแนวทางที่แก้ไขชัดเจนเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ อาทิ การปรับ ครม., การเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี, การยุบสภา, การรัฐประหาร คาดทำให้งบประมาณปี 2569 ที่ผ่านวาระ 1 ไปแล้วติดขัดและไม่สามารถโหวตพิจารณาวาระ 2-3 ได้ในช่วงวันี่ 13-15 ส.ค.2568

ส่งผลให้เม็ดเงินที่จะออกมากระตุ้นเศรษฐกิจในระยะถัดไปขัดสน เช่นเดียวกับรัฐบาลยุคคุณเศรษฐา ทวีสิน ในช่วงก่อนหน้านี้ โดยบ้านเราใช้งบประมาณไปพรางก่อนนานถึง 8 เดือน กดดันการลงทุนภาครัฐหดตัวหนักราว -4.2%YoY ถึง -28%YOY (ยิ่งการใช้งบประมาณล่าช้านานขึ้น ก็ยิ่งกดดันการลงทุนภาครัฐแรง)

นอกจากนี้ หากสถานการณ์การเมืองรุนแรง ลามไปจนถึงเกิดการชุมนุมประท้วง เสี่ยงลดความเชื่อมั่นของนักลงทุน บวกกับส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจไทยขยายตัวน้อยลงในหลายองค์ประกอบ ทั้งการบริโภค การลงทุนภาคเอกชนและภาครัฐฯ รวมถึงภาคการท่องเที่ยว

เศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ ไม่ได้เพียงแต่มีประเด็น TRADE WAR เข้ามากดดันเท่านั้น แต่การเมืองไทยที่ร้อนแรงขึ้น อาจเพิ่มความเสี่ยง DOWNSIDE ต่อ GDP GROWTH ของไทย ในปี 2568-2569 ขยายตัวต่ำกว่าประมาณการที่สำนักเศรษฐกิจต่างๆ คาดการณ์ไว้เฉลี่ย 1.6%

ในมุมของ BLOOMBERG ประเมินเศรษฐกิจไทยว่าจะโต 2.0%YoY และเมื่อเทียบรายไตรมาส มีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะไม่ขยายตัวเลยในไตรมาส 3/2568 ทั้งนี้ หากเสถียรภาพการเมืองไทยยังอ่อนแอ จนสถานการณ์แย่ลง อาจเป็นปัจจัยเข้ามากดดันเพิ่มขึ้นต่อเศรษฐกิจในครึ่งหลังปี 2568 ซึ่งอาจทำให้ GDP ติดลบต่อกัน 2 ไตรมาส เข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค (TECHNICALRECESSION) ในที่สุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...