สมรภูมิข่าวสารใต้ร่ม Hybrid Warfare การโจมตีอันไร้ซึ่งความรุนแรง แต่ส่งผลต่อการเมืองและอารมณ์สังคมกว่าที่คิด
ปัจจุบันข่าวสารและข้อมูลมากมายที่อยู่ในโลกออนไลน์และระบบดิจิทัลต่างๆ มีความสำคัญต่อทั้งความคิด ความเชื่อหรือการดำรงชีวิตทุกอย่างของมนุษย์ แต่ข่าวสารและข้อมูลเหล่านี้มักถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อจุดประสงค์บางอย่างและหลายครั้งก็นำไปสู่ความขัดแย้งหรือแม้กระทั่งสงคราม
จากกรณีพิพาทไทยและกัมพูชาบนพื้นที่ทับซ้อนที่เกิดขึ้น หลังจากการปะทะที่เนิน 745 ช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ในพื้นที่สามเหลี่ยมมรกต เมื่อ 28 พฤษภาคม 2568 นอกจากการปะทะทางกายภาพแล้ว กรณีนี้ยังแสดงให้เห็นยุทธศาสตร์ของกัมพูชาที่แยบยล เพื่อเป้าหมายในการนำเรื่องนี้ไปศาลโลก (International Court of Justice: ICJ) ขณะที่ประเทศไทยยืนยันที่จะไม่ไปศาลโลกและเลือกเจรจาอย่างสันติบนกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC)
หลังจากการประชุม JBC เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2568 เกิดการรายงานข่าวที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดที่อ้างว่าไทยรับแผนที่กัมพูชา 1:200,000 แล้ว โดยเป็นข่าวที่ออกมาก่อนหน้าที่ทางการไทยจะแถลง โดยมีคำบอกเล่าจากนักข่าวไทยหลายคนยืนยันว่ารายงานข่าวดังกล่าวเป็นแถลงการณ์ของฝ่ายกัมพูชา ภายหลังกระทรวงต่างประเทศของไทยก็ออกมายืนยันว่าการประชุม JBC ครั้งนี้ไม่ได้มีการหารือประเด็นแผนที่ 1:200,000 ตามที่ฝ่ายกัมพูชาอ้างแต่อย่างใด
หรือล่าสุดเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 เกิดการเผยแพร่คลิปเสียงสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภา และอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชาเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน จากโพสต์ของสมเด็จฮุน เซนเอง จนทำให้เกิดความไม่มั่นใจต่อนายกฯ แพทองธาร อย่างหนัก
ประเด็นเหล่านี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในหลากหลายด้าน เนื่องจากมีข่าวสารที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในรัฐบาลไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการถอนตัวของพรรคร่วมรัฐบาลอย่างภูมิใจไทย ส่งผลให้หลายคนออกมาแสดงความเห็นสนับสนุนให้นายกฯ ลาออกและยุบสภา หรือแม้กระทั่งกระแสรัฐประหาร ซึ่งไม่ใช่แนวทางการแก้ปัญหาที่หลายคนเห็นด้วย
ในความขัดแย้งนี้ข้อมูลข่าวสารและพื้นที่ออนไลน์จึงกลายเป็นเป็นเงื่อนไขสำคัญ ในการเริ่ม ‘สงครามทางจิตวิทยา’
หัวใจของสงครามรูปแบบนี้ไม่ใช่การเข้ายึดครองดินแดนด้วยกำลังทหาร แต่เป็นการ ‘เข้ายึดครองความคิด’ เพื่อสร้างความแตกแยก ปั่นป่วน และบั่นทอนความน่าเชื่อถือของสถาบันหลักในสังคม เช่น รัฐบาล สื่อ หรือกองทัพ ส่งผลให้รัฐเป้าหมายอ่อนแอลงจนไม่สามารถตอบโต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และหากเรามองในภาพที่กว้างขึ้น สถานการณ์เหล่านี้อาจทำให้นึกถึง ‘Hybrid Warfare’ (สงครามลูกผสม) ซึ่งเป็นร่มใหญ่ที่ครอบคลุมถึงการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือไอโอ (IO:Information Operation) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อสร้างอิทธิพล ชี้นำความคิด หรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย เช่น การโฆษณาชวนเชื่อ (propaganda) เพื่อสร้างความระส่ำต่อสภาพทางสังคม และเน้นไปที่ ‘อารมณ์’ ของประชาชนทั้งสองประเทศ
คำว่า Hybrid Warfare ถือว่ามีคำนิยามหลากหลาย โดยมีความหมายที่ถูกนิยามขึ้นหลักๆ 3 ความหมาย ได้แก่
1.การผสมผสานวิธีการทางทหารที่รุนแรง ด้วยอาวุธ การก่อการร้าย หรือวิธีการรุนแรง
2.การผสมผสานระหว่างวิธีการที่ใช้ความรุนแรงและการไม่ใช้ความรุนแรง
3.วิธีการหนึ่งในการบรรลุเป้าหมายทางการเมืองโดยไม่ใช้ความรุนแรง
เนื่องจากเกิดการนิยามหลากหลายสำนักคิด ทำให้ Hybrid Warfare ถูกใช้ไปในสถานการณ์ที่แตกต่างกันและบางครั้งก็ทำให้เกิดการบิดเบือนความหมายไป จนอาจทำให้เกิดความสับสนได้
Hybrid Warfare ตามบริบทสถานการณ์ไทยและกัมพูชาที่จะพูดถึงในที่นี้จึงเลือกอิงความหมายในข้อที่ 3 ที่เน้นการใช้เครื่องมือที่ไม่ใช่ทางทหาร ควบคู่ไปกับการแสดงท่าทีทางทหารในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นการสร้างความได้เปรียบที่แยบยลและต้องระแวดระวังเป็นพิเศษ
ไทยรัฐพลัสชวนวิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้งไทยและกัมพูชาภายใต้แนวคิด Hybrid Warfare รวมไปถึงเหตุการณ์ในอดีตที่แนวคิดนี้เคยถูกใช้ในสงครามในหลายประเทศ เพื่อรู้เท่าทันสงครามทางจิตวิทยานี้ก่อนทุกคนจะตัดสินใจว่าประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร
สมรภูมิข้อมูลข่าวสารในความขัดแย้งไทย-กัมพูชา
หากเริ่มต้นจากการจัดการข้อมูลข่าวสารภายในประเทศไทยเอง เราจะพบว่าที่ผ่านมาไทยเผชิญกับปัญหาการโจมตีทางไซเบอร์มากขึ้น เช่น การแฮกระบบหรือเว็บไซต์หน่วยงานราชการ หรือคอลเซ็นเตอร์ที่มีข้อมูลส่วนบุคคลของคนไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งปัญหาเหล่านี้ก็อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยทางไซเบอร์ ที่พยายามโจมตีไปยังโครงข่ายต่างๆ ได้ เช่น ข้อมูลธนาคาร หรือประวัติข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตต่างๆ
แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะมี พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 และ พ.ร.บ.การกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ที่ป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์แล้วก็ตาม แต่ส่วนใหญ่เราอาจเห็นบทบาทของ พ.ร.บ. เหล่านี้ ในการดำเนินคดีกับผู้เห็นต่างทางการเมืองหรือผู้ปล่อยข้อมูลเท็จมากกว่า ขณะที่มาตรการป้องกันยังไม่สามารถแก้ปัญหาการโจมตีทางไซเบอร์ได้เท่าที่ควร นี่ถือเป็นจุดอ่อนสำคัญของประเทศไทยที่ต้องหันกลับมาให้ความสำคัญอย่างจริงจัง
ในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา แม้ในแง่ของกำลังทหาร ฝั่งไทยถือว่าได้เปรียบกว่า แต่ฝั่งไทยก็มีจุดยืนที่ชัดเจนว่าจะหาทางออกด้วยสันติวิธี บรรยากาศในตอนนี้จึงเป็นการตอบโต้ด้วยวิธีการที่ไม่รุนแรง เช่น การกดดันทางการทูตและกฎหมายสากลของฝั่งกัมพูชา หรือการกดดันทางเศรษฐกิจอย่างการปิดด่านของฝั่งไทย ทั้งยังมีวิธีการทางจิตวิทยาต่างๆ ที่อยู่ใต้ร่มของปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร ที่ส่งผลให้เกิดสร้างอิทธิพลทางความคิด เพื่อกระตุ้นให้เกิดการต่อต้านฝ่ายตรงข้าม เช่น การปลุกกระแสชาตินิยม
วิธีการเหล่านี้แม้จะดูไม่รุนแรงในทางกายภาพ แต่ส่งผลต่อทัศนคติของคนในประเทศนั้นๆ และบรรยากาศในการเจรจาอย่างหนักหน่วง หมายความว่าความขัดแย้งนี้อาจยืดเยื้อไปอีก และไทยอาจต้องเผชิญกับยุทธวิธีเหล่านี้พร้อมกับต้องรับมือกับความขัดแย้งกันเองภายในประเทศด้วย
เนื่องจากนับตั้งแต่เกิดข้อพิพาทแนวชายแดน แม้คนทั่วไปจะดำเนินชีวิตกันตามปกติ แต่กระแสในโลกออนไลน์นั้นดุเดือดขึ้นอย่างมาก ราวกับมองฝ่ายตรงข้ามเป็นคู่อริที่ไม่อาจสมานฉันท์กันได้ โดยเฉพาะการหยิบยกประเด็นชาตินิยมขึ้นมา เช่น การถกเถียงอ้างสิทธิเป็นเจ้าของมรดกทางวัฒนธรรม หรือการยกยอประเทศของตัวเอง เพื่อกระตุ้นให้เกิด ‘ความรักชาติ’
ท่ามกลางกระแสรักชาติเหล่านี้ หากเราไม่ทันสังเกตว่าปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระแสอย่างไรบ้าง ก็อาจส่งผลให้หลายคนคล้อยตามจนมีอคติต่ออีกฝ่ายไปด้วย ซึ่งในความเป็นจริงเราไม่อาจพิสูจน์ทราบได้ว่าบัญชีผู้ใช้ต่างๆ ที่เข้ามาร่วมกับกระแสรักชาตินี้เป็นคนจริงๆ หรือเป็นเพียงตัวตนสมมติ (avatar) ที่ปะปนเข้ามา โดยอาจเป็นส่วนหนึ่งของไอโอ
กระแสการกล่อมเกลาความคิดด้วยข่าวสารและข้อมูลจึงเปรียบเสมือนหลุมพรางขนาดใหญ่ที่ดึงดูดให้หลายคนคล้อยตาม จนทำให้เกิดค่านิยม อคติ หรือความเกลียดชังที่ส่งต่อกันมาหลายยุคสมัยทั้งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยและในระดับโลก
ความขัดแย้งที่ใช้ ‘ข้อมูลข่าวสาร’ เป็นเครื่องมือ เคยเกิดขึ้นไปทั่วโลก
แม้บริบทอาจจะแตกต่างกัน แต่ในหลายประเทศก็เคยเผชิญกับเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน การเรียนรู้จากเหตุการณ์เหล่านั้นคือไพ่สำคัญที่ช่วยให้ไม่หลงไปกับกลลวงทางจิตวิทยาเช่นนี้
สงครามโลกครั้งที่ 1 ปี 1914-1918 และสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี 1939-1945
แม้ในช่วงนั้นคำว่า Hybrid Warfare หรือ Information Operations (IO) จะยังไม่ถูกบัญญัติขึ้นมาอย่างชัดเจน แต่ในยุคนั้นการโจมตีทางข้อมูลข่าวสารเกิดขึ้นมากมายตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยเฉพาะการใช้สื่อเพื่อปลุกระดมความรักชาติ สร้างความเกลียดชังกับฝ่ายตรงข้ามและรักษาขวัญกำลังใจให้กับคนในชาติ
เทคนิคสำคัญคือการโฆษณาชวนเชื่อ เช่น โปสเตอร์ ‘Uncle Sam Wants You’ ของสหรัฐฯ ที่กระตุ้นให้เหล่าผู้ชายเข้าร่วมกองทัพ หรือการวาดภาพทหารเยอรมันว่าเป็นคนป่า (Huns) เพื่อการโจมตีฝ่ายตรงข้ามด้วยการสร้างภาพลักษณ์ที่โหดร้ายและป่าเถื่อนของศัตรู
โปสเตอร์ ‘Uncle Sam Wants You’
นอกจากนี้ยังเริ่มใช้วิธีในลักษณะของไอโอเพื่อควบคุมข้อมูล เช่น กองทัพเรืออังกฤษตัดสายเคเบิลโทรเลขใต้ทะเลทั้งหมด 5 เส้นที่เชื่อมเยอรมนีกับโลกภายนอก ทำให้อังกฤษเป็นผู้ควบคุมการเล่าเรื่อง (narrative) ของสงครามส่วนใหญ่ให้กับโลกภายนอก
ต่อมาในสงครามโลกครั้งที่ 2 เทคนิคโฆษณาชวนเชื่อก็ยังคงอยู่และพัฒนาวิธีการใหม่ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะเทคโนโลยีสื่อสารใหม่ๆ เช่น วิทยุและภาพยนตร์ ทำให้การเข้าถึงประชาชนขยายวงกว้างมากขึ้นและมีอิทธิพลมากขึ้น
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือนาซีเยอรมัน นำโดย อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) นาซีควบคุมทุกช่องทางสื่อสารอย่างเบ็ดเสร็จ (วิทยุ, ภาพยนตร์, หนังสือพิมพ์) เพื่อเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อนาซีและปราบปรามทุกเสียงที่แตกต่าง โดยมีหลักสำคัญเพื่อต่อต้านชาวยิวด้วยความเชื่อว่าเป็นภัยคุกคามต่อชาวเยอรมันอย่างรุนแรง นอกจากนี้ยังมีการใช้โฆษณาชวนเชื่อ เพื่อสร้างเรื่องเท็จว่าโปแลนด์เป็นฝ่ายรุกรานเยอรมนีก่อน เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับเยอรมันในการรุกรานโปแลนด์
วิธีการเหล่านี้ถือเป็นภาพที่ชัดเจนของความหมาย Hybrid Warfare ที่ระบุว่าเป็นการผสมผสานระหว่างวิธีใช้ความรุนแรงและไม่ใช้ความรุนแรง
ปัจจุบันการสื่อสารในลักษณะนี้ก็ยังมีอยู่เสมอในปัจจุบัน แม้มันจะดูแนบเนียนจนเราไม่ทันสังเกต แต่มีภาพยนตร์มากมายที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับสงคราม โดยในเรื่องเล่าจากมุมมองของประเทศผู้ผลิต เช่น ‘1917’ หนังเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ผลิตโดยสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับทหารอังกฤษ 2 นาย ที่มีภารกิจส่งจดหมายให้นายพลฝั่งตรงข้ามเพื่อยุติการต่อสู้
อีกเรื่องที่ชัดเจนคือภาพยนตร์เรื่อง ‘Greyhound’ นำแสดงโดยทอม แฮงก์ส (Tom Hanks) เล่าเรื่องเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงต้นที่กองทัพเรือพันธมิตร นำโดยเรือของกองทัพอเมริกา เดินทางกลางมหาสมุทรแอตแลนติกเพื่อไปยังเกาะอังกฤษ แต่ถูกโจมตีโดยกองทัพเรือดำน้ำของฝ่ายนาซีเยอรมนีและถูกไล่ล่าอย่างหนัก
นอกจากการผลิตภาพยนตร์เพื่อความบันเทิงแล้ว เรื่องราวเหล่านั้นมักสะท้อนด้านดีของฝั่งหนึ่ง โดยมีตัวละครของฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้ร้าย แม้จะเป็นเรื่องแต่งที่อิงเรื่องจริงบางส่วน แต่สื่อเหล่านี้ก็สร้างความรู้สึกทางจิตวิทยาได้อย่างดี อย่างการเห็นพระเอกในภาพยนตร์เหล่านั้นเป็นทหารอเมริกาหรือทหารอังกฤษ
สงครามเย็น ปี 1945
หลังจากการพ่ายแพ้ของนาซีในสงครามโลกครั้งที่ 2 การปะทุของสงครามการต่อสู้ของอุดมการณ์ทางการเมืองระหว่างสหรัฐฯและสหภาพโซเวียตก็เริ่มต้นขึ้น และถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้เกิดแนวคิด Hybrid Warfare ในการผสมผสานระหว่างวิธีการที่ใช้ความรุนแรงและการไม่ใช้ความรุนแรง เพราะประเทศมหาอำนาจทั้งสองไม่ได้สู้รบกันโดยตรง แต่ใช้วิธีการทำสงครามตัวแทน (Proxy Wars) เช่น สงครามเกาหลี เวียดนามและอัฟกานิสถาน
นอกจากนี้ทั้งสองฝ่ายยังใช้เครื่องมือและวิธีการที่หลากหลายอย่างผสมผสานกันอย่างเป็นระบบเพื่อบ่อนทำลายและเอาชนะอีกฝ่าย โดยเฉพาะการเล่นสงครามจิตวิทยา (Psychological Warfare) เช่น การทำลายความน่าเชื่อถือของอีกฝ่ายว่าเป็นเผด็จการ การใช้สื่อเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อ หรือการปล่อยข่าวลือ ข่าวปลอมและให้ข้อมูลผิดๆ เพื่อลดความน่าเชื่อถือของอีกฝ่าย
ตัวอย่างเหตุการณ์ที่สำคัญเช่น การปฏิบัติการ KGB ของสหภาพโซเวียตที่ปลุกปั่นข่าวลือว่าสหรัฐฯ เป็นผู้ก่อให้เกิดไวรัสเอดส์ (HIV/AIDS) เพื่อสร้างความเกลียดชังและทำลายภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ ข่าวลือนี้ถูกเผยแพร่ผ่านช่องทางต่างๆ แม้กระทั่งสำนักข่าวที่ไม่ทันเอะใจ
ฝั่งสหรัฐฯ เองก็มักใช้วิธีการอื่นๆ เข้ามาตอบโต้ เช่น มาตรการคว่ำบาตรเพื่อกดดันด้านเศรษฐกิจ การแข่งขันเพื่อแสดงความเหนือกว่า เช่น การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ขีปนาวุธและการสำรวจอวกาศ เพื่อแสดงแสนยานุภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ในยุคนี้ส่งผลให้หน่วยงานข่าวกรอง เช่น CIA และ KGB มีบทบาทสำคัญอย่างมาก เพื่อจารกรรมข้อมูล บ่อนทำลาย และแทรกแซงกิจการภายในของประเทศต่างๆ เพื่อผลประโยชน์ของฝ่ายตน ซึ่งในภาพยนตร์หลายเรื่องก็มีตัวละครเหล่านี้ปรากฏขึ้นอยู่เสมอ
เช่น Bridge of Spies เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในช่วงสงครามเย็น ที่มีสายลับ KGB ของโซเวียตถูกจับหลังจากแฝงตัวอยู่ในสหรัฐอเมริกามานานนับ 10 ปี โดยมีทนายความชาวอเมริกาว่าความให้จนทำให้เขารอดพ้นจากโทษประหาร ท่ามกลางสถานการณ์ในตอนนั้นที่ชาวอเมริกาต่อต้านโซเวียตอย่างหนักและต้องการให้ประหารสายลับ KGB คนนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้พยายามทำให้มองเรื่องนี้ในอีกมุมหนึ่งที่เล่าให้คนกลุ่มนี้เป็นเพียงคนธรรมดาและไม่ได้เลวร้ายโดยเนื้อแท้ แต่การทำเพื่อชาติในตอนนั้นคือภารกิจที่พวกเขาได้รับมอบหมาย
สงครามรัสเซีย-ยูเครน ปี 2022
สื่อของรัฐบาลรัสเซีย เช่น RT และ Sputnik เป็นเครื่องมือสำคัญที่เผยแพร่โฆษณาชวนเชื่ออย่างหนัก เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการรุกรานยูเครน และบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้าม เช่น การปลุกปั้นว่าการรุกรานเป็นเพราะต้องการปลดปล่อยยูเครนจากกลุ่มนีโอนาซี(ลัทธิที่เคลื่อนไหวหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อฟื้นคืนลัทธินาซี)
โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน
ด้วยวิธีการมากมายจากฝั่งรัสเซียที่โจมตีมาเนิ่นนานหลายปีนับตั้งแต่ปี 2014 ยูเครนถือเป็นประเทศตัวอย่างที่ดีในการรับมือกับ Hybrid Warfare ด้วยมาตรการตอบโต้ที่น่าสนใจ เช่น การสร้างความตระหนักรู้และการต่อต้านโฆษณาชวนเชื่อให้กับประชาชน การสร้างเรื่องเล่าของตัวเองทั้งในประเทศและประชาคมโลก การดึงการสนับสนุนจากต่างประเทศ การใช้อารมณ์ขันด้วยมีม (Meme) เพื่อลดความน่าเชื่อถือของรัสเซีย หรือการสื่อสารผ่านภาพยนตร์ เช่น Cyborgs: Heroes Never Die ที่เล่าเรื่องทหารไซบอร์กยูเครนที่ต่อสู้ในสงคราม
นอกจากนี้ ยูเครนยังพยายามพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อป้องกันและตอบโต้การโจมตีทางไซเบอร์อย่างจริงจัง เช่น การได้รับความช่วยเหลือจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น Microsoft, Google, Amazon ในการเสริมสร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ การป้องกันการโจมตี และการกู้คืนระบบ หรือการนำโดรนมาใช้เพื่อสอดแนมฝ่ายตรงข้าม
ความขัดแย้งการรวมชาติจีน-ไต้หวัน
จีนที่ต้องการรวมชาติกับไต้หวัน หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ไต้หวันที่เคยเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นก็ถูกคืนให้กับจีน แต่แนวคิดนั้นกลับทำให้ความสัมพันธ์ของทั่งสองฝ่ายมีความซับซ้อนและเกิดความขัดแย้ง
รายงานด้านกลาโหมของไต้หวันและนักวิเคราะห์ต่างประเทศต่างยืนยันว่าจีนใช้ Hybrid Warfare ต่อไต้หวันอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้ไอโอ โฆษณาชวนเชื่อ และสิ่งที่สร้างความกดดันให้ไต้หวันมากที่สุดคือ กลยุทธ์พื้นที่สีเทา (Grey Zone Tactics) ถือเป็นการกระทำที่อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ถึงขั้นทำสงคราม แต่เน้นสร้างความกดดัน เช่น การรุกล้ำน่านฟ้าและน่านน้ำอย่างต่อเนื่อง การซ้อมรบขนาดใหญ่ หรือการใช้โดรนก่อกวนระบบป้องกันภัย
ไต้หวันรับรู้และตระหนักถึงภัยคุกคามจากจีน จึงมีความพยายามพัฒนาแนวทางการรับมือ Hybrid Warfare อย่างจริงจัง เช่น การสร้างความตระหนักรู้เรื่องการตรวจสอบข้อมูล การเปิดเผยการแทรกแซงจากจีน หรือการสนับสนุนสื่ออิสระเพื่อตรวจสอบและเสนอข่าวที่หลากหลาย
นอกจากนี้ไต้หวันยังลงทุนอย่างมหาศาลเพื่อป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐบาล โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ และภาคเอกชน รวมถึงมีการฝึกซ้อมเพื่อรับมือการโจมตีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเตรียมความพร้อมของบุคลากรและระบบ โดยไต้หวันได้ร่วมมือกับสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรอื่นๆ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและเทคโนโลยี
ยิ่งไปกว่านั้น ไต้หวันพยายามตอบโต้ด้วยการสื่อสารต่อสังคมโลกอย่างสม่ำเสมอ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ภาพยนตร์สั้นเรื่อง ‘The Island Between’ โดย S. Leo Chiang ผู้กำกับชาวไต้หวัน สะท้อนภาพที่ชัดเจนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของไต้หวันและจีนที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งบนเกาะคินเหมิน (Kinmen) ซึ่งเป็นเกาะของไต้หวันที่อยู่ใกล้กับจีนแผ่นดินใหญ่มากที่สุด อีกทั้งภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์เมื่อปี 2024 ส่งผลให้เรื่องราวนี้ถูกส่งต่อไปสายตาของนานาชาติมากขึ้น ถือเป็นการโต้กลับจีนได้อย่างทรงพลัง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกทั้งหมดนี้ถือเป็นสิ่งที่ทุกประเทศเริ่มหันมาให้ความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากกลยุทธ์นี้ไม่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศเหมื่อนการทำสงคราม ยกเว้นวิธีการบางอย่างจะเกินขอบเขตและละเมิดข้อตกลงระดับนานาชาติ เช่น การปะทะ หรือละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL)
ขณะที่การโฆษณาชวนเชื่อ ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) มาตรา 20 (1) ระบุว่า การโฆษณาชวนเชื่อเพื่อสงครามจะถูกห้ามโดยกฎหมาย
'การโฆษณาชวนเชื่อเพื่อสงคราม' ในที่นี้ถูกตีความถึงการปลุกปั่นไปสู่เหตุการณ์รุนแรง เช่น การยุยงให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ จึงอาจสรุปได้ว่าการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อปลุกกระแสชาตินิยมถือว่าไม่ผิดกฎหมาย
การกระทำเหล่านี้จึงมักอยู่ในพื้นที่สีเทา (grey zone) ที่ยังก่ำกึ่งในการตัดสินว่าการกระทำเหล่านี้ผิดหรือไม่ และเรื่องนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันในประชาคมกฎหมายระหว่างประเทศ
หลายประเทศทั่วโลกจึงทำได้เพียงรับมือต่อภัยคุกคามเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้เป้าหมายของประเทศนั้นๆ จะไม่เหมือนกัน แต่การรู้เท่าทันเทคนิคเหล่านี้และพร้อมรับมืออยู่เสมอ แม้เราจะเป็นเพียงพลเมืองธรรมดาก็ตาม จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างสมดุลทางอำนาจระหว่างประเทศได้
อ้างอิง: smallwarsjournal.com, hybridcoe.fi, irp.fas.org, brookings.edu, britannica.com, encyclopedia.ushmm.org, csis.org, ned.org, kyivindependent, taiwannews.com.tw,reuters.com , taiwannews.com,iwm.org.uk, nationalww2museum.org, history.com, archives.gov, prachatai.com,thaipbs.or.th
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- กลไกระหว่างประเทศแบบไหนจะช่วยแก้ไขข้อพิพาทไทย-กัมพูชา
- สมรภูมิบ้านร่มเกล้า 2531 ข้อพิพาทเขตแดนไทย-ลาว การใช้กำลังทหารอาจไม่ใช่คำตอบ?
- คณะกรรมาธิการ JBC คืออะไร ทำไมถึงมีจุดอ่อน จนข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ต้องพึ่งศาลโลก
ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath