โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สมรภูมิข่าวสารใต้ร่ม Hybrid Warfare การโจมตีอันไร้ซึ่งความรุนแรง แต่ส่งผลต่อการเมืองและอารมณ์สังคมกว่าที่คิด

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

อัพเดต 20 มิ.ย. 2568 เวลา 11.40 น. • เผยแพร่ 20 มิ.ย. 2568 เวลา 08.38 น.
ภาพไฮไลต์

ปัจจุบันข่าวสารและข้อมูลมากมายที่อยู่ในโลกออนไลน์และระบบดิจิทัลต่างๆ มีความสำคัญต่อทั้งความคิด ความเชื่อหรือการดำรงชีวิตทุกอย่างของมนุษย์ แต่ข่าวสารและข้อมูลเหล่านี้มักถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อจุดประสงค์บางอย่างและหลายครั้งก็นำไปสู่ความขัดแย้งหรือแม้กระทั่งสงคราม

จากกรณีพิพาทไทยและกัมพูชาบนพื้นที่ทับซ้อนที่เกิดขึ้น หลังจากการปะทะที่เนิน 745 ช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ในพื้นที่สามเหลี่ยมมรกต เมื่อ 28 พฤษภาคม 2568 นอกจากการปะทะทางกายภาพแล้ว กรณีนี้ยังแสดงให้เห็นยุทธศาสตร์ของกัมพูชาที่แยบยล เพื่อเป้าหมายในการนำเรื่องนี้ไปศาลโลก (International Court of Justice: ICJ) ขณะที่ประเทศไทยยืนยันที่จะไม่ไปศาลโลกและเลือกเจรจาอย่างสันติบนกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC)

หลังจากการประชุม JBC เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2568 เกิดการรายงานข่าวที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดที่อ้างว่าไทยรับแผนที่กัมพูชา 1:200,000 แล้ว โดยเป็นข่าวที่ออกมาก่อนหน้าที่ทางการไทยจะแถลง โดยมีคำบอกเล่าจากนักข่าวไทยหลายคนยืนยันว่ารายงานข่าวดังกล่าวเป็นแถลงการณ์ของฝ่ายกัมพูชา ภายหลังกระทรวงต่างประเทศของไทยก็ออกมายืนยันว่าการประชุม JBC ครั้งนี้ไม่ได้มีการหารือประเด็นแผนที่ 1:200,000 ตามที่ฝ่ายกัมพูชาอ้างแต่อย่างใด

หรือล่าสุดเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 เกิดการเผยแพร่คลิปเสียงสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภา และอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชาเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน จากโพสต์ของสมเด็จฮุน เซนเอง จนทำให้เกิดความไม่มั่นใจต่อนายกฯ แพทองธาร อย่างหนัก

ประเด็นเหล่านี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในหลากหลายด้าน เนื่องจากมีข่าวสารที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในรัฐบาลไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการถอนตัวของพรรคร่วมรัฐบาลอย่างภูมิใจไทย ส่งผลให้หลายคนออกมาแสดงความเห็นสนับสนุนให้นายกฯ ลาออกและยุบสภา หรือแม้กระทั่งกระแสรัฐประหาร ซึ่งไม่ใช่แนวทางการแก้ปัญหาที่หลายคนเห็นด้วย

ในความขัดแย้งนี้ข้อมูลข่าวสารและพื้นที่ออนไลน์จึงกลายเป็นเป็นเงื่อนไขสำคัญ ในการเริ่ม ‘สงครามทางจิตวิทยา’

หัวใจของสงครามรูปแบบนี้ไม่ใช่การเข้ายึดครองดินแดนด้วยกำลังทหาร แต่เป็นการ ‘เข้ายึดครองความคิด’ เพื่อสร้างความแตกแยก ปั่นป่วน และบั่นทอนความน่าเชื่อถือของสถาบันหลักในสังคม เช่น รัฐบาล สื่อ หรือกองทัพ ส่งผลให้รัฐเป้าหมายอ่อนแอลงจนไม่สามารถตอบโต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

และหากเรามองในภาพที่กว้างขึ้น สถานการณ์เหล่านี้อาจทำให้นึกถึง ‘Hybrid Warfare’ (สงครามลูกผสม) ซึ่งเป็นร่มใหญ่ที่ครอบคลุมถึงการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือไอโอ (IO:Information Operation) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อสร้างอิทธิพล ชี้นำความคิด หรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย เช่น การโฆษณาชวนเชื่อ (propaganda) เพื่อสร้างความระส่ำต่อสภาพทางสังคม และเน้นไปที่ ‘อารมณ์’ ของประชาชนทั้งสองประเทศ

คำว่า Hybrid Warfare ถือว่ามีคำนิยามหลากหลาย โดยมีความหมายที่ถูกนิยามขึ้นหลักๆ 3 ความหมาย ได้แก่

1.การผสมผสานวิธีการทางทหารที่รุนแรง ด้วยอาวุธ การก่อการร้าย หรือวิธีการรุนแรง

2.การผสมผสานระหว่างวิธีการที่ใช้ความรุนแรงและการไม่ใช้ความรุนแรง

3.วิธีการหนึ่งในการบรรลุเป้าหมายทางการเมืองโดยไม่ใช้ความรุนแรง

เนื่องจากเกิดการนิยามหลากหลายสำนักคิด ทำให้ Hybrid Warfare ถูกใช้ไปในสถานการณ์ที่แตกต่างกันและบางครั้งก็ทำให้เกิดการบิดเบือนความหมายไป จนอาจทำให้เกิดความสับสนได้

Hybrid Warfare ตามบริบทสถานการณ์ไทยและกัมพูชาที่จะพูดถึงในที่นี้จึงเลือกอิงความหมายในข้อที่ 3 ที่เน้นการใช้เครื่องมือที่ไม่ใช่ทางทหาร ควบคู่ไปกับการแสดงท่าทีทางทหารในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นการสร้างความได้เปรียบที่แยบยลและต้องระแวดระวังเป็นพิเศษ

ไทยรัฐพลัสชวนวิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้งไทยและกัมพูชาภายใต้แนวคิด Hybrid Warfare รวมไปถึงเหตุการณ์ในอดีตที่แนวคิดนี้เคยถูกใช้ในสงครามในหลายประเทศ เพื่อรู้เท่าทันสงครามทางจิตวิทยานี้ก่อนทุกคนจะตัดสินใจว่าประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร

สมรภูมิข้อมูลข่าวสารในความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

หากเริ่มต้นจากการจัดการข้อมูลข่าวสารภายในประเทศไทยเอง เราจะพบว่าที่ผ่านมาไทยเผชิญกับปัญหาการโจมตีทางไซเบอร์มากขึ้น เช่น การแฮกระบบหรือเว็บไซต์หน่วยงานราชการ หรือคอลเซ็นเตอร์ที่มีข้อมูลส่วนบุคคลของคนไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งปัญหาเหล่านี้ก็อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยทางไซเบอร์ ที่พยายามโจมตีไปยังโครงข่ายต่างๆ ได้ เช่น ข้อมูลธนาคาร หรือประวัติข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตต่างๆ

แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะมี พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 และ พ.ร.บ.การกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ที่ป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์แล้วก็ตาม แต่ส่วนใหญ่เราอาจเห็นบทบาทของ พ.ร.บ. เหล่านี้ ในการดำเนินคดีกับผู้เห็นต่างทางการเมืองหรือผู้ปล่อยข้อมูลเท็จมากกว่า ขณะที่มาตรการป้องกันยังไม่สามารถแก้ปัญหาการโจมตีทางไซเบอร์ได้เท่าที่ควร นี่ถือเป็นจุดอ่อนสำคัญของประเทศไทยที่ต้องหันกลับมาให้ความสำคัญอย่างจริงจัง

ในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา แม้ในแง่ของกำลังทหาร ฝั่งไทยถือว่าได้เปรียบกว่า แต่ฝั่งไทยก็มีจุดยืนที่ชัดเจนว่าจะหาทางออกด้วยสันติวิธี บรรยากาศในตอนนี้จึงเป็นการตอบโต้ด้วยวิธีการที่ไม่รุนแรง เช่น การกดดันทางการทูตและกฎหมายสากลของฝั่งกัมพูชา หรือการกดดันทางเศรษฐกิจอย่างการปิดด่านของฝั่งไทย ทั้งยังมีวิธีการทางจิตวิทยาต่างๆ ที่อยู่ใต้ร่มของปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร ที่ส่งผลให้เกิดสร้างอิทธิพลทางความคิด เพื่อกระตุ้นให้เกิดการต่อต้านฝ่ายตรงข้าม เช่น การปลุกกระแสชาตินิยม

วิธีการเหล่านี้แม้จะดูไม่รุนแรงในทางกายภาพ แต่ส่งผลต่อทัศนคติของคนในประเทศนั้นๆ และบรรยากาศในการเจรจาอย่างหนักหน่วง หมายความว่าความขัดแย้งนี้อาจยืดเยื้อไปอีก และไทยอาจต้องเผชิญกับยุทธวิธีเหล่านี้พร้อมกับต้องรับมือกับความขัดแย้งกันเองภายในประเทศด้วย

เนื่องจากนับตั้งแต่เกิดข้อพิพาทแนวชายแดน แม้คนทั่วไปจะดำเนินชีวิตกันตามปกติ แต่กระแสในโลกออนไลน์นั้นดุเดือดขึ้นอย่างมาก ราวกับมองฝ่ายตรงข้ามเป็นคู่อริที่ไม่อาจสมานฉันท์กันได้ โดยเฉพาะการหยิบยกประเด็นชาตินิยมขึ้นมา เช่น การถกเถียงอ้างสิทธิเป็นเจ้าของมรดกทางวัฒนธรรม หรือการยกยอประเทศของตัวเอง เพื่อกระตุ้นให้เกิด ‘ความรักชาติ’

ท่ามกลางกระแสรักชาติเหล่านี้ หากเราไม่ทันสังเกตว่าปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระแสอย่างไรบ้าง ก็อาจส่งผลให้หลายคนคล้อยตามจนมีอคติต่ออีกฝ่ายไปด้วย ซึ่งในความเป็นจริงเราไม่อาจพิสูจน์ทราบได้ว่าบัญชีผู้ใช้ต่างๆ ที่เข้ามาร่วมกับกระแสรักชาตินี้เป็นคนจริงๆ หรือเป็นเพียงตัวตนสมมติ (avatar) ที่ปะปนเข้ามา โดยอาจเป็นส่วนหนึ่งของไอโอ

กระแสการกล่อมเกลาความคิดด้วยข่าวสารและข้อมูลจึงเปรียบเสมือนหลุมพรางขนาดใหญ่ที่ดึงดูดให้หลายคนคล้อยตาม จนทำให้เกิดค่านิยม อคติ หรือความเกลียดชังที่ส่งต่อกันมาหลายยุคสมัยทั้งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยและในระดับโลก

ความขัดแย้งที่ใช้ ‘ข้อมูลข่าวสาร’ เป็นเครื่องมือ เคยเกิดขึ้นไปทั่วโลก

แม้บริบทอาจจะแตกต่างกัน แต่ในหลายประเทศก็เคยเผชิญกับเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน การเรียนรู้จากเหตุการณ์เหล่านั้นคือไพ่สำคัญที่ช่วยให้ไม่หลงไปกับกลลวงทางจิตวิทยาเช่นนี้

สงครามโลกครั้งที่ 1 ปี 1914-1918 และสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี 1939-1945

แม้ในช่วงนั้นคำว่า Hybrid Warfare หรือ Information Operations (IO) จะยังไม่ถูกบัญญัติขึ้นมาอย่างชัดเจน แต่ในยุคนั้นการโจมตีทางข้อมูลข่าวสารเกิดขึ้นมากมายตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยเฉพาะการใช้สื่อเพื่อปลุกระดมความรักชาติ สร้างความเกลียดชังกับฝ่ายตรงข้ามและรักษาขวัญกำลังใจให้กับคนในชาติ

เทคนิคสำคัญคือการโฆษณาชวนเชื่อ เช่น โปสเตอร์ ‘Uncle Sam Wants You’ ของสหรัฐฯ ที่กระตุ้นให้เหล่าผู้ชายเข้าร่วมกองทัพ หรือการวาดภาพทหารเยอรมันว่าเป็นคนป่า (Huns) เพื่อการโจมตีฝ่ายตรงข้ามด้วยการสร้างภาพลักษณ์ที่โหดร้ายและป่าเถื่อนของศัตรู

โปสเตอร์ ‘Uncle Sam Wants You’

นอกจากนี้ยังเริ่มใช้วิธีในลักษณะของไอโอเพื่อควบคุมข้อมูล เช่น กองทัพเรืออังกฤษตัดสายเคเบิลโทรเลขใต้ทะเลทั้งหมด 5 เส้นที่เชื่อมเยอรมนีกับโลกภายนอก ทำให้อังกฤษเป็นผู้ควบคุมการเล่าเรื่อง (narrative) ของสงครามส่วนใหญ่ให้กับโลกภายนอก

ต่อมาในสงครามโลกครั้งที่ 2 เทคนิคโฆษณาชวนเชื่อก็ยังคงอยู่และพัฒนาวิธีการใหม่ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะเทคโนโลยีสื่อสารใหม่ๆ เช่น วิทยุและภาพยนตร์ ทำให้การเข้าถึงประชาชนขยายวงกว้างมากขึ้นและมีอิทธิพลมากขึ้น

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือนาซีเยอรมัน นำโดย อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) นาซีควบคุมทุกช่องทางสื่อสารอย่างเบ็ดเสร็จ (วิทยุ, ภาพยนตร์, หนังสือพิมพ์) เพื่อเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อนาซีและปราบปรามทุกเสียงที่แตกต่าง โดยมีหลักสำคัญเพื่อต่อต้านชาวยิวด้วยความเชื่อว่าเป็นภัยคุกคามต่อชาวเยอรมันอย่างรุนแรง นอกจากนี้ยังมีการใช้โฆษณาชวนเชื่อ เพื่อสร้างเรื่องเท็จว่าโปแลนด์เป็นฝ่ายรุกรานเยอรมนีก่อน เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับเยอรมันในการรุกรานโปแลนด์

วิธีการเหล่านี้ถือเป็นภาพที่ชัดเจนของความหมาย Hybrid Warfare ที่ระบุว่าเป็นการผสมผสานระหว่างวิธีใช้ความรุนแรงและไม่ใช้ความรุนแรง

ปัจจุบันการสื่อสารในลักษณะนี้ก็ยังมีอยู่เสมอในปัจจุบัน แม้มันจะดูแนบเนียนจนเราไม่ทันสังเกต แต่มีภาพยนตร์มากมายที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับสงคราม โดยในเรื่องเล่าจากมุมมองของประเทศผู้ผลิต เช่น ‘1917’ หนังเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ผลิตโดยสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับทหารอังกฤษ 2 นาย ที่มีภารกิจส่งจดหมายให้นายพลฝั่งตรงข้ามเพื่อยุติการต่อสู้

อีกเรื่องที่ชัดเจนคือภาพยนตร์เรื่อง ‘Greyhound’ นำแสดงโดยทอม แฮงก์ส (Tom Hanks) เล่าเรื่องเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงต้นที่กองทัพเรือพันธมิตร นำโดยเรือของกองทัพอเมริกา เดินทางกลางมหาสมุทรแอตแลนติกเพื่อไปยังเกาะอังกฤษ แต่ถูกโจมตีโดยกองทัพเรือดำน้ำของฝ่ายนาซีเยอรมนีและถูกไล่ล่าอย่างหนัก

นอกจากการผลิตภาพยนตร์เพื่อความบันเทิงแล้ว เรื่องราวเหล่านั้นมักสะท้อนด้านดีของฝั่งหนึ่ง โดยมีตัวละครของฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้ร้าย แม้จะเป็นเรื่องแต่งที่อิงเรื่องจริงบางส่วน แต่สื่อเหล่านี้ก็สร้างความรู้สึกทางจิตวิทยาได้อย่างดี อย่างการเห็นพระเอกในภาพยนตร์เหล่านั้นเป็นทหารอเมริกาหรือทหารอังกฤษ

สงครามเย็น ปี 1945

หลังจากการพ่ายแพ้ของนาซีในสงครามโลกครั้งที่ 2 การปะทุของสงครามการต่อสู้ของอุดมการณ์ทางการเมืองระหว่างสหรัฐฯและสหภาพโซเวียตก็เริ่มต้นขึ้น และถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้เกิดแนวคิด Hybrid Warfare ในการผสมผสานระหว่างวิธีการที่ใช้ความรุนแรงและการไม่ใช้ความรุนแรง เพราะประเทศมหาอำนาจทั้งสองไม่ได้สู้รบกันโดยตรง แต่ใช้วิธีการทำสงครามตัวแทน (Proxy Wars) เช่น สงครามเกาหลี เวียดนามและอัฟกานิสถาน

นอกจากนี้ทั้งสองฝ่ายยังใช้เครื่องมือและวิธีการที่หลากหลายอย่างผสมผสานกันอย่างเป็นระบบเพื่อบ่อนทำลายและเอาชนะอีกฝ่าย โดยเฉพาะการเล่นสงครามจิตวิทยา (Psychological Warfare) เช่น การทำลายความน่าเชื่อถือของอีกฝ่ายว่าเป็นเผด็จการ การใช้สื่อเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อ หรือการปล่อยข่าวลือ ข่าวปลอมและให้ข้อมูลผิดๆ เพื่อลดความน่าเชื่อถือของอีกฝ่าย

ตัวอย่างเหตุการณ์ที่สำคัญเช่น การปฏิบัติการ KGB ของสหภาพโซเวียตที่ปลุกปั่นข่าวลือว่าสหรัฐฯ เป็นผู้ก่อให้เกิดไวรัสเอดส์ (HIV/AIDS) เพื่อสร้างความเกลียดชังและทำลายภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ ข่าวลือนี้ถูกเผยแพร่ผ่านช่องทางต่างๆ แม้กระทั่งสำนักข่าวที่ไม่ทันเอะใจ

ฝั่งสหรัฐฯ เองก็มักใช้วิธีการอื่นๆ เข้ามาตอบโต้ เช่น มาตรการคว่ำบาตรเพื่อกดดันด้านเศรษฐกิจ การแข่งขันเพื่อแสดงความเหนือกว่า เช่น การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ขีปนาวุธและการสำรวจอวกาศ เพื่อแสดงแสนยานุภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ในยุคนี้ส่งผลให้หน่วยงานข่าวกรอง เช่น CIA และ KGB มีบทบาทสำคัญอย่างมาก เพื่อจารกรรมข้อมูล บ่อนทำลาย และแทรกแซงกิจการภายในของประเทศต่างๆ เพื่อผลประโยชน์ของฝ่ายตน ซึ่งในภาพยนตร์หลายเรื่องก็มีตัวละครเหล่านี้ปรากฏขึ้นอยู่เสมอ

เช่น Bridge of Spies เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในช่วงสงครามเย็น ที่มีสายลับ KGB ของโซเวียตถูกจับหลังจากแฝงตัวอยู่ในสหรัฐอเมริกามานานนับ 10 ปี โดยมีทนายความชาวอเมริกาว่าความให้จนทำให้เขารอดพ้นจากโทษประหาร ท่ามกลางสถานการณ์ในตอนนั้นที่ชาวอเมริกาต่อต้านโซเวียตอย่างหนักและต้องการให้ประหารสายลับ KGB คนนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้พยายามทำให้มองเรื่องนี้ในอีกมุมหนึ่งที่เล่าให้คนกลุ่มนี้เป็นเพียงคนธรรมดาและไม่ได้เลวร้ายโดยเนื้อแท้ แต่การทำเพื่อชาติในตอนนั้นคือภารกิจที่พวกเขาได้รับมอบหมาย

สงครามรัสเซีย-ยูเครน ปี 2022

สื่อของรัฐบาลรัสเซีย เช่น RT และ Sputnik เป็นเครื่องมือสำคัญที่เผยแพร่โฆษณาชวนเชื่ออย่างหนัก เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการรุกรานยูเครน และบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้าม เช่น การปลุกปั้นว่าการรุกรานเป็นเพราะต้องการปลดปล่อยยูเครนจากกลุ่มนีโอนาซี(ลัทธิที่เคลื่อนไหวหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อฟื้นคืนลัทธินาซี)

โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน

ด้วยวิธีการมากมายจากฝั่งรัสเซียที่โจมตีมาเนิ่นนานหลายปีนับตั้งแต่ปี 2014 ยูเครนถือเป็นประเทศตัวอย่างที่ดีในการรับมือกับ Hybrid Warfare ด้วยมาตรการตอบโต้ที่น่าสนใจ เช่น การสร้างความตระหนักรู้และการต่อต้านโฆษณาชวนเชื่อให้กับประชาชน การสร้างเรื่องเล่าของตัวเองทั้งในประเทศและประชาคมโลก การดึงการสนับสนุนจากต่างประเทศ การใช้อารมณ์ขันด้วยมีม (Meme) เพื่อลดความน่าเชื่อถือของรัสเซีย หรือการสื่อสารผ่านภาพยนตร์ เช่น Cyborgs: Heroes Never Die ที่เล่าเรื่องทหารไซบอร์กยูเครนที่ต่อสู้ในสงคราม

นอกจากนี้ ยูเครนยังพยายามพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อป้องกันและตอบโต้การโจมตีทางไซเบอร์อย่างจริงจัง เช่น การได้รับความช่วยเหลือจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น Microsoft, Google, Amazon ในการเสริมสร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ การป้องกันการโจมตี และการกู้คืนระบบ หรือการนำโดรนมาใช้เพื่อสอดแนมฝ่ายตรงข้าม

ความขัดแย้งการรวมชาติจีน-ไต้หวัน

จีนที่ต้องการรวมชาติกับไต้หวัน หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ไต้หวันที่เคยเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นก็ถูกคืนให้กับจีน แต่แนวคิดนั้นกลับทำให้ความสัมพันธ์ของทั่งสองฝ่ายมีความซับซ้อนและเกิดความขัดแย้ง

รายงานด้านกลาโหมของไต้หวันและนักวิเคราะห์ต่างประเทศต่างยืนยันว่าจีนใช้ Hybrid Warfare ต่อไต้หวันอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้ไอโอ โฆษณาชวนเชื่อ และสิ่งที่สร้างความกดดันให้ไต้หวันมากที่สุดคือ กลยุทธ์พื้นที่สีเทา (Grey Zone Tactics) ถือเป็นการกระทำที่อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ถึงขั้นทำสงคราม แต่เน้นสร้างความกดดัน เช่น การรุกล้ำน่านฟ้าและน่านน้ำอย่างต่อเนื่อง การซ้อมรบขนาดใหญ่ หรือการใช้โดรนก่อกวนระบบป้องกันภัย

ไต้หวันรับรู้และตระหนักถึงภัยคุกคามจากจีน จึงมีความพยายามพัฒนาแนวทางการรับมือ Hybrid Warfare อย่างจริงจัง เช่น การสร้างความตระหนักรู้เรื่องการตรวจสอบข้อมูล การเปิดเผยการแทรกแซงจากจีน หรือการสนับสนุนสื่ออิสระเพื่อตรวจสอบและเสนอข่าวที่หลากหลาย

นอกจากนี้ไต้หวันยังลงทุนอย่างมหาศาลเพื่อป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐบาล โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ และภาคเอกชน รวมถึงมีการฝึกซ้อมเพื่อรับมือการโจมตีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเตรียมความพร้อมของบุคลากรและระบบ โดยไต้หวันได้ร่วมมือกับสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรอื่นๆ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและเทคโนโลยี

ยิ่งไปกว่านั้น ไต้หวันพยายามตอบโต้ด้วยการสื่อสารต่อสังคมโลกอย่างสม่ำเสมอ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ภาพยนตร์สั้นเรื่อง ‘The Island Between’ โดย S. Leo Chiang ผู้กำกับชาวไต้หวัน สะท้อนภาพที่ชัดเจนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของไต้หวันและจีนที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งบนเกาะคินเหมิน (Kinmen) ซึ่งเป็นเกาะของไต้หวันที่อยู่ใกล้กับจีนแผ่นดินใหญ่มากที่สุด อีกทั้งภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์เมื่อปี 2024 ส่งผลให้เรื่องราวนี้ถูกส่งต่อไปสายตาของนานาชาติมากขึ้น ถือเป็นการโต้กลับจีนได้อย่างทรงพลัง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกทั้งหมดนี้ถือเป็นสิ่งที่ทุกประเทศเริ่มหันมาให้ความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากกลยุทธ์นี้ไม่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศเหมื่อนการทำสงคราม ยกเว้นวิธีการบางอย่างจะเกินขอบเขตและละเมิดข้อตกลงระดับนานาชาติ เช่น การปะทะ หรือละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL)

ขณะที่การโฆษณาชวนเชื่อ ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) มาตรา 20 (1) ระบุว่า การโฆษณาชวนเชื่อเพื่อสงครามจะถูกห้ามโดยกฎหมาย

'การโฆษณาชวนเชื่อเพื่อสงคราม' ในที่นี้ถูกตีความถึงการปลุกปั่นไปสู่เหตุการณ์รุนแรง เช่น การยุยงให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ จึงอาจสรุปได้ว่าการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อปลุกกระแสชาตินิยมถือว่าไม่ผิดกฎหมาย

การกระทำเหล่านี้จึงมักอยู่ในพื้นที่สีเทา (grey zone) ที่ยังก่ำกึ่งในการตัดสินว่าการกระทำเหล่านี้ผิดหรือไม่ และเรื่องนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันในประชาคมกฎหมายระหว่างประเทศ

หลายประเทศทั่วโลกจึงทำได้เพียงรับมือต่อภัยคุกคามเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้เป้าหมายของประเทศนั้นๆ จะไม่เหมือนกัน แต่การรู้เท่าทันเทคนิคเหล่านี้และพร้อมรับมืออยู่เสมอ แม้เราจะเป็นเพียงพลเมืองธรรมดาก็ตาม จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างสมดุลทางอำนาจระหว่างประเทศได้

อ้างอิง: smallwarsjournal.com, hybridcoe.fi, irp.fas.org, brookings.edu, britannica.com, encyclopedia.ushmm.org, csis.org, ned.org, kyivindependent, taiwannews.com.tw,reuters.com , taiwannews.com,iwm.org.uk, nationalww2museum.org, history.com, archives.gov, prachatai.com,thaipbs.or.th

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...