โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไทย vs กัมพูชา เทียบความต่างเศรษฐกิจ 2 ประเทศ เกาะกระแสปมพิพาทชายแดน

TODAY Bizview

อัพเดต 06 มิ.ย. 2568 เวลา 14.57 น. • เผยแพร่ 06 มิ.ย. 2568 เวลา 07.22 น. • workpointTODAY

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายประเทศในภูมิภาคอาเซียนได้เร่งพัฒนาเศรษฐกิจของตนเองอย่างจริงจัง หนึ่งในประเทศที่น่าจับตามองคือ ‘กัมพูชา’ ที่แม้จะมีขนาดเศรษฐกิจเล็กกว่าไทยหลายเท่า แต่กลับมีแนวโน้มการเติบโตสูง

ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยแม้ยังมีความได้เปรียบในหลายด้าน แต่ก็เริ่มเผชิญความท้าทายทั้งเชิงโครงสร้าง ประชากร และความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศ

บทความนี้จะเจาะลึกการเปรียบเทียบเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ เพื่อสะท้อนภาพรวม โอกาส และความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า…

[ ผู้นำรุ่นใหม่ แพทองธาร vs ฮุน มาแณต ]

การเปลี่ยนผ่านผู้นำของทั้งสองประเทศในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ทำให้เกิดการเปรียบเทียบเชิงการเมืองที่น่าสนใจ

ในประเทศไทย ‘แพทองธาร ชินวัตร’ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ถือเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่มีพื้นฐานจากครอบครัวการเมืองสายประชาธิปไตย

ขณะที่กัมพูชามี ‘ฮุน มาแณต’ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งเป็นบุตรชายของอดีตผู้นำฮุน เซน ผู้นำที่ครองอำนาจมายาวนานกว่า 38 ปี

แม้ทั้งสองจะเป็นผู้นำรุ่นใหม่ แต่บริบทแตกต่างกันอย่างมาก แพทองธารต้องบริหารภายใต้ระบบรัฐธรรมนูญและเสียงจากสภาผู้แทนราษฎร

ขณะที่ฮุน มาแณต มีโครงสร้างอำนาจที่มั่นคงจากการส่งไม้ต่อของพ่อ และยังควบคุมพรรครัฐบาลและกลไกทางการเมืองหลักไว้ได้อย่างแน่นหนา

การเปลี่ยนผ่านในทั้งสองประเทศจึงส่งผลต่อนโยบายเศรษฐกิจ โดยไทยเน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 การกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และการลงทุนในเทคโนโลยี

ขณะที่กัมพูชาให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงด้านโครงสร้างพื้นฐาน การดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ และการเชื่อมต่อกับตลาดโลก

ไทย กัมพูชา ไทย กัมพูชา ไทย กัมพูชา รบ ไทย vs กัมพูชา แพทองธาร ชินวัตร ฮุน มาแณต ไทย กัมพูชา ล่าสุด

[ ประชากร: จุดต่างที่อาจพลิกอนาคต ]

เมื่อพูดถึงประชากร ไทยมีจำนวนประชากรอยู่ที่ 71.7 ล้านคน ในขณะที่กัมพูชามีประชากรเพียง 17.42 ล้านคน

แม้ไทยจะดูมี ‘ตัวเลข’ ที่ได้เปรียบ แต่ปัญหาคือโครงสร้างประชากรของไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งหมายถึงภาระด้านสวัสดิการที่สูงขึ้น การขาดแคลนแรงงานในอนาคต และศักยภาพในการผลิตที่ลดลง

ในทางตรงกันข้าม กัมพูชายังอยู่ในช่วงของประชากรวัยแรงงาน ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ นั่นหมายถึงกำลังแรงงานที่พร้อมจะรองรับอุตสาหกรรมใหม่ และความสามารถในการเติบโตทางเศรษฐกิจในอีกหลายสิบปีข้างหน้า

แน่นอนว่าความได้เปรียบทางประชากรของกัมพูชาอาจยังไม่ส่งผลในทันที แต่ในระยะยาว หากมีการลงทุนในด้านการศึกษาและทักษะแรงงานที่เหมาะสม ก็อาจส่งผลให้กัมพูชากลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตมากที่สุดในภูมิภาค

[ จีดีพี: ไทยยังใหญ่กว่า แต่กัมพูชาโตแรง ]

มูลค่า GDP ของไทย ณ ปีล่าสุดอยู่ที่ 18.58 ล้านล้านบาท ขณะที่กัมพูชามี GDP เพียง 1.3 ล้านล้านบาท หากพิจารณาเพียงตัวเลข ประเทศไทยถือว่าอยู่คนละระดับกับกัมพูชาในเชิงมูลค่าเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้บอกเล่าทั้งหมด เพราะสิ่งที่ต้องพิจารณาคือ ‘อัตราการเติบโต’

โดยกัมพูชามีอัตราการเติบโตของ GDP เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 6-7% ต่อปี ในช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 และฟื้นตัวได้รวดเร็วหลังจากนั้น ขณะที่ไทยมีอัตราการเติบโตเพียง 1-3% ต่อปีในช่วงเดียวกัน

นั่นหมายความว่าแม้เศรษฐกิจไทยจะใหญ่กว่า แต่ความเร็วในการเติบโตของกัมพูชาทำให้ระยะห่างนี้อาจแคบลงในอนาคต หากไทยไม่สามารถเพิ่มศักยภาพการแข่งขันได้อย่างเพียงพอ

[ การลงทุนต่างชาติ: แรงดึงดูดของผู้เล่นใหม่ ]

FDI (Foreign Direct Investment) ถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญของความน่าสนใจในการลงทุน จากข้อมูลล่าสุด ประเทศไทยมีมูลค่า FDI อยู่ที่ประมาณ 8.32 แสนล้านบาท ส่วนกัมพูชามีอยู่ที่ 2.64 แสนล้านบาท

แม้ไทยจะยังนำอยู่ในเชิงมูลค่า แต่สิ่งที่น่าจับตาคือแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตของบริษัทต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ที่เริ่มมองหาประเทศที่มีต้นทุนแรงงานต่ำและมีนโยบายสนับสนุนการลงทุนที่ชัดเจน

กัมพูชาจึงกลายเป็นจุดหมายใหม่ของอุตสาหกรรมสิ่งทอ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และโลจิสติกส์

ทั้งนี้ ไทยยังมีข้อได้เปรียบในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ที่ทันสมัยกว่า แต่หากไม่สามารถรักษาความน่าสนใจได้ในระยะยาว อาจสูญเสียความเป็นผู้นำในภูมิภาคได้เช่นกัน

[ ส่งออก: ไทยยังแกร่ง แต่กัมพูชาก็ไม่น้อยหน้า ]

ด้านการส่งออก ไทยยังเป็นผู้เล่นหลักของภูมิภาค ด้วยมูลค่าการส่งออกที่สูงถึง 10.8 ล้านล้านบาทต่อปี ส่วนกัมพูชาอยู่ที่ 8.48 แสนล้านบาท

ตัวเลขของไทยสะท้อนถึงความหลากหลายของสินค้า ตั้งแต่สินค้าอุตสาหกรรม ยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงสินค้าเกษตรแปรรูป

ในขณะที่กัมพูชายังเน้นการส่งออกในกลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มเป็นหลัก โดยมีตลาดสำคัญคือสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป

อย่างไรก็ตาม ช่วงหลังเริ่มมีแนวโน้มของการส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าเบา ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการยกระดับอุตสาหกรรมในประเทศ

[ สรุป: คู่แข่งหรือพันธมิตรในอนาคต ]

เมื่อพิจารณาโดยรวม ไทยยังคงเป็นผู้นำในด้านขนาดเศรษฐกิจ โครงสร้างอุตสาหกรรม และการเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจโลก

แต่กัมพูชาก็กำลังไล่ตามอย่างไม่ลดละ ด้วยอัตราการเติบโตที่สูง โครงสร้างประชากรวัยแรงงานที่พร้อม และแรงจูงใจจากนโยบายภาครัฐที่เปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศอย่างจริงจัง

ทั้งนี้ การแข่งขันในภูมิภาคไม่จำเป็นต้องเป็นศูนย์รวมของการเปรียบเทียบว่าใครเหนือกว่าใคร แต่อาจเป็นโอกาสของการสร้างความร่วมมือ

ไทยและกัมพูชาอาจเป็นหุ้นส่วนที่ช่วยกันขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ เช่น การเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ข้ามพรมแดน และการส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกัน

ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศใดที่สามารถปรับตัวได้ก่อน ย่อมได้เปรียบ และนั่นอาจเป็นทั้งโอกาสและคำเตือนของไทยในการรักษาความเป็นผู้นำในภูมิภาคเอาไว้ให้ได้…

ที่มา:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...